นักเขียนดัง รับ ‘ไม่เป็นกลาง อยู่ข้างคนไร้เสียง’ เปิดตัวสารคดีคุณภาพ ‘ความฝันไม่มีวันนับได้’
เปิดตัวหนังสือ ‘ความฝันไม่มีวันนับได้’ นักเขียนเล่ามุมลับสารคดีเข้ม ต่างกรรมต่างวาระ เปิดกว้าง ไม่มีธง มีแต่สมมติฐาน เปิดเคล็ดลับงานคุณภาพ ต้อง ‘นอนให้พอ’ สมองมีสติ ฟังคนได้นาน รับ ‘ไม่เป็นกลาง’ อยู่ข้างประชาชนคนไร้เสียง
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม เวลา 14.00 น. สำนักพิมพ์มติชนร่วมกับ The101.world เปิดตัวหนังสือ‘ความฝันไม่มีวันนับได้’ Restory: No Dream Left Behind ที่ร้าน Fathom Bookspace ซอยสวนพลู เขตสาทร กรุงเทพฯ
โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นางสาวปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย หรือ อีฟ บรรณาธิการอิสระ The101.world
และนักเขียนหนังสือ “ความฝันไม่มีวันนับได้ ”, นายเมธิชัย เตียวนะ ช่างภาพและบรรณาธิการมัลติมีเดีย The101.world, นายจิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ บรรณาธิการบริหาร Capital และเจ้าของนามปากกา jirabell และนายสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ นักทำหนังสารคดี เจ้าของผลงาน หมอนรถไฟ ดำเนินรายการโดย นางสาวอินทร์แก้ว โอภานุเคราะห์กุล
ในตอนหนึ่ง นางสาวปาณิส กล่าวว่า ผลงานที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดขึ้นจากต่างกรรม ต่างวาระ แต่การนำมาเล่า เมื่อมารวมกันก็ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดของคนทำสารคดีที่รู้กันคือ ‘เวลา’ เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ในขณะเดียวกันการทำงานสารคดีให้กับวาระทางสังคม ในฐานะสื่อมวลชนด้วย เวลาก็จะมีจำกัด เราไม่สามารถตามติดใครได้ทั้งชีวิต
เมื่องานของเรามีวาระทางสังคมที่ต้องลงด้วย เช่น ‘ลิง-ลพบุรี’ เกิดภาวะที่ต้องการแก้ไข การทำสารคดีต้องใช้ระยะเวลาอย่างเหมาะสม ต้องรู้ว่าเวลาไหนควรไปที่ไหน โดยต้องทำการวางแผนเป็นอย่างดี และพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มันจะผิดแผนเสมอ
“การพบเจอกับคนเมื่อลงพื้นที่นั่นคือหัวใจสำคัญของการทำสารคดีเลย สิ่งที่สำคัญของตัวเราคือ เราเป็นคนไม่มีธง มีแค่สมมติฐานบางอย่าง พร้อมเปิดกว้างสุด พร้อมที่จะรับอะไรบางอย่าง กับการสัมภาษณ์ที่เราคาดการณ์คำตอบไม่ได้ หรือนึกไม่ถึงจะมีคนคาแรคเตอร์แบบนี้ด้วย”
เคล็ดลับคือการนอนให้พอ เพื่อที่สมองจะมีสติ ฟังคนได้นานๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการพูด ถ้าเราสามารถนอนได้ครบ 8 ชม. ได้ เราก็จะสามารถเก็บข้อมูลการฟังได้เยอะ และลึก ถ้าเราง่วงนอน เราจะมองไม่เห็นในสิ่งที่เราควรจะเห็น ถ้าเราไม่ง่วงเราจะเห็นทุกสิ่งโดยรอบ” นางสาวปาณิส กล่าว

จากนั้น นางสาวปาณิส ยกตัวอย่างการทำงานกับสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น เรื่องเล่าในเหลาน้ำชาของจอมยุทธ์แห่งท้องทะเล
“จริงๆ แล้ว ไม่เคยจะทำสารคดีเรื่องนี้เลย เอ็ม (นายเมธิชัย เตียวนะ) เป็นช่างภาพ เขาเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะไปทำสารคดีที่ วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
เอ็มบอกว่า ก่อนจะไปวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) คุยกันว่า แวะกินข้าวก่อนไหม คือเขารู้จักร้านน้ำชาของชาวประมง เขาเคยถ่ายรูปที่นี่ ประเด็นตอนนั้นคือ พายุเข้า ออกจากที่นั่นไม่ได้ ฝนตกลมพัดแรงมาก เลยนั่งกินข้าวไปเรื่อย แล้วหนึ่งตัวละครในเรื่องก็เข้ามานั่งคุยด้วยคือเจ้าของร้าน คุยไปคุยมาก็เลยขออัดเสียง เขาก็บอกเอาเลย เป็นความฉับพลันที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น
แกมาแนวสายฮา เราเห็นคาแรคเตอร์แกก็เล่าชีวิตชาเลของแก มีชาวแก๊ง สมาน สมัน เจ้าของฉายาจอมยุทธ์ หาปลาด้วยหู ก็เลยได้เนื้อหาจากสิ่งนี้เลย นี่คือเรื่องเล่าที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำ แต่ก็ได้เรื่องโดยบังเอิญ”
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ เราไปทำเรื่องฝุ่นที่แม่ฮ่องสอน มีพี่ที่เป็นชาวลาหู่ บอกว่าแม่ฮ่องสอนเป็นเมือง 3 หมอก แล้วเขาก็พูดว่า หนึ่งในนั้นเป็นหมอกฝุ่นด้วยนะ ทำไมถึงเลือกมาทำหมอกฝุ่น ต่อมาเขาก็ชวนเราไปกินวอ (ประเพณีปีใหม่) กัน สุดท้ายก็ไปกับพี่คนหนึ่งชื่อศรชัย ก็ได้งานสารคดีมาชื่อ ขึ้นเขากินวอ’” นางสาวปาณิส เล่า
เมื่อถามถึงการบาลานซ์งานเขียน กับงานสื่อ ว่ามีวิธีจัดการอย่างไร ขัดกันหรือไม่?
นางสาวปาณิส ตอบว่า เราอคติชัดเจน และไม่เคยเป็นกลาง เรายืนอยู่ข้างประโยชน์ของประชาชน เรายืนอยู่ข้างคนไร้เสียง เรามีอคติกับคนที่กดขี่คนอื่นในคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เราจะเป็นกลางในด้านหาข้อมูลให้มากที่สุดในเรื่องนั้น เราจะไม่เล่าในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น เกิดอะไรขึ้นเราก็จะเล่าตามแบบนั้น ถ่ายทอดแบบนั้น
“แน่นอนที่สุดว่า งานทุกสิ่งคือการคัดสรรความจริงมาเล่าเรื่องประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เรารู้สึกว่า คนทำสารคดี หรือคนทำข่าวไม่ใช่เครื่องอัดเสียง ไม่ใช่กล้องถ่ายรูปที่ยืนนิ่งๆ ไร้ซึ่งอคติ เราต้องเล่าเรื่อง เพื่อสื่อสารบางสิ่งบางอย่างออกมา เช่น เราอาจะไม่เข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ เราคิดว่าต้องเราต้องฟังเสียงเขา เพื่อให้คนส่วนมากเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น เรามีจุดยืนแบบนี้ ส่วนงานนักข่าว เป็นงานที่มีขึ้นมาเพื่อสมดุลเสียงของคนไม่ได้ยิน ให้ได้ยินมากขึ้น ส่วนจะเล่าแบบไหนก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของวิธีเล่ามากกว่า ในของแต่ละคน ” นางสาวปาณิส กล่าว

เมื่อถามว่า ทำไมถึงอยากทำสารคดี?
นางสาวปาณิส ตอบว่า เพราะเป็นอาชีพที่คนอนุญาตเข้าไปถึงครัวเขาได้ เพื่อเล่าว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไร เป็นอาชีพที่พิเศษ เรามีนิสัยแบบนี้ แล้วเราทำแบบนี้ แล้วมันยังสามารถสร้างรายได้ ได้ด้วย ซึ่งคิดว่าเป็นความสามารถของเราที่ทำแล้วดีที่สุดแล้ว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ความคิดนักเขียนกับช่างภาพต้องตรงกันด้วยหรือไม่ ?
นางสาวปาณิส ตอบว่า นักเขียนกับช่างภาพ ก็มีการแข่งขันกัน ระหว่างการทำงานด้วยกัน
“ยกตัวอย่าง เราพูดว่า ภาพเอ็มนี่ดีกว่างานเขียนของพี่อีก หรือ พี่เขียนดี แต่ภาพเอ็มไม่ถึงงานพี่ว่ะ ก็มีการข่มกันบ้าง สนุกๆ ในการทำงาน เห็นเรื่องเดียวกัน มองกันคนละสายตา เล่าคนละวิธี เป็นเพื่อนร่วมงานที่เป็นคู่แข่งไปในตัว ” นางสาวปาณิส กล่าว
นางสาวปาณิส กล่าวว่า สุดยอดของการเขียนคือ การมีไทม์แม็ชชีนเป็นของตัวเอง คุณจะเล่าตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคตไปได้เลย ขณะที่ภาพถ่าย มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เราถ่ายอนาคตไม่ได้
“ยกตัวอย่างบทสนทนากับชาวประมงในอดีต มีการเล่าย้อนการใช้ชีวิตในอดีต เมื่อช่างภาพนั่งฟังความทรงจำ แล้วจะถ่ายความทรงจำในอดีตได้อย่างไร
โชคดีที่เอ็มเคยไปถ่ายเรื่องราวในอดีตเก็บไว้แล้ว ทำให้นำมาภาพถ่ายมาประกอบได้ คิดว่าไม่ใช่การบิดข้อเท็จจริง เพราะตัวหนังสือมันเล่าชัดถึงการเล่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคตไว้แล้ว”
นางสาวปาณิส กล่าว
นางสาวปาณิส กล่าวว่า ทิศทางสารคดีในอนาคตนั้น ต้องชี้นอยู่คนดูด้วย เมื่อมีคนดู-คนอ่าน สิ่งนี้อย่างไรก็ยังเกิดขึ้น
“รายการที่จับคนมานั่งเถียงกัน เรื่องครอบครัว คนก็ชอบ ขนาดเรายังอ่าน เรายังดูเลย เรายังชอบเลย มันก็สนุกดี แต่ถ้ามองในแง่ธุรกิจ เราจะทำอย่างไรให้งานพวกนี้มันหลากหลายและมันน่าสนใจมากขึ้น จนทำให้เกิดกลุ่มผู้เสพมากขึ้น และเงินก็จะมาเอง

แต่ในวันที่แวดวงสื่อตอนนี้ มันอาจจะไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น ปัจจุบันนี้ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินซื้อเหมือนซื้อผงซักฟอก เราจะได้เงินจากลูกค้าก็ต่อเมื่อทำโปรเจกต์ร่วมกับองค์กร หรือก็เป็นการให้เงินจากภาคส่วนธุรกิจเอกชน ซึ่งหลายธุรกิจเอกชนก็มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกับบางเรื่อง จนสื่อไม่สามารถนำเสนอบางเรื่องได้ เรื่องเช่นนี้ทำให้ยากต่อระบบนิเวศสื่อ คนทำหนังสารคดี คือการนำเสนอข้อเท็จจริง พอมันเป็นเช่นนี้ องค์กรก็ต้องดิ้นรนเองต่อไป” นางสาวปาณิส กล่าว
นางสาวปาณิส กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณสำนักพิมพ์มติชนที่ยังพิมพ์สารคดี เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้ขายง่ายขนาดนั้น ไม่ใช่หนังสือที่คนเห็นแล้วหยิบ คืออย่างน้อยๆ พอมีหนังสือออกมา คิดว่าเป็นการทำให้ตลาดคึกคักขึ้นมา ทำให้คนที่อยู่ในสายงานเห็นว่ามันไปต่อได้
“เราต้องทำงานให้ดีแล้วงานมันจะตอบแทนเรา เชื่อว่าจะมีคนเห็นและเป็นประโยชน์กับเขา มันสุดยอดแล้ว ดังนั้นสำนักพิมพ์ก็เป็นหนึ่งในผู้เป็นสำคัญในเรื่องนี้ อย่างน้อยคือสิ่งที่เราทำงานลงไป ก็เป็นสิ่งทีเขายังเห็นคุณค่าของงานของเรา” นางสาวปาณิส กล่าว
ด้าน นายเมธิชัย เตียวนะ ช่างภาพและบรรณาธิการมัลติมีเดีย The101.world กล่าวว่า เวลาเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับงานสารคดี
“เวลาเราทำสารคดีแต่ละที เราจะคุยกับอีฟเสมอว่า เราควรวางแผนก่อน แม้ไม่ชัดมากก็ต้องวาง ซึ่งถ้าสิ่งที่เราลงไปทำแล้วไม่ได้ภาพ มันก็เป็นเรื่องที่เรารู้กับดีกับงาน Visual
ความสนุกของการถ่ายภาพก็คือ เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทำตัวให้เป็นอากาศธาตุที่สุด ให้นักเขียนเขาคุยไป เราก็ถ่ายไป อย่าง ภาพถ่ายกินวอ เราก็ไม่รู้หน้าตาเป็นอย่างไร เราก็ต้องศึกษาข้อมูลก่อนการถ่ายรูปจริง
ภาพสารคดีสามารถแต่งได้ เราสามารถครอปได้ แต่ไม่บิดเบือน แต่งสีได้ เพื่อสร้างบรรยากาศให้มันรู้สึกมากขึ้น ง่ายๆคือ เห็นอย่างไรก็เล่าแบบนั้น
ผมชอบถ่ายภาพงานภาพสารคดีเพราะว่าสนุก มันเป็นอาชีพของการเดินทาง มันไม่ใช่แค่หยิบเรื่องมาเล่าเท่านั้น ตัวเราเองก็ได้รับรู้เรื่องราวเหมือนกัน จากวันแรกจนวันนี้ พบว่าตนเองเปลี่ยนไปมาก เข้าใจหลายๆอย่างเยอะมากขึ้น เห็นความหลากหลาย เห็นปัญหา
เหมือนเป็นการต่อจิ๊กซอว์ให้ตัวเราเอง และต่อจิ๊กซอว์ซองเรื่องเล่าให้เห็นภาพเหมือนสิ่งที่เราเห็น เราต้องทำงานให้มีคุณภาพ เพื่อผลงานได้ออกมาดี ให้คนได้เห็น” นายเมธิชัย กล่าว

ด้าน นายจิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ บรรณาธิการบริหาร Capital และเจ้าของนามปากกา jirabell
กล่าวว่า งานของอีฟ เป็นสารคดีที่มีการผสมที่ลงตัว ระหว่างความรู้ลึก และข้อมูลที่หนักแน่น
“ความรู้สึก มันเป็น DNA ของงานเขียนประเภทหนึ่ง ที่เป็นการผสมข้อมูลอันหนักแน่น และความรู้สึกบางอย่างได้
งานของอีฟจะมีจังหวะจะโคนบางอย่าง เรากำลังอยู่ในความเรียง บางอย่าง แล้วถามที่มาที่ไปของความรู้ลึก หรือความรู้สึกบางอย่างมาจากไหน ผมว่ามันเป็นเนื้อตัวผู้สร้างงานในตัวอีฟ การลงไปในพื้นที่ของอีฟ อีฟไม่ได้มุ่งแต่เอาข้อมูล หรือเอาแต่แก่นของเรื่องนั้นๆ เราเห็นอีฟสังเกต และมองเห็นบางอย่างในประเด็นนั้นๆ มีลูกละเอียดบางอย่าง
สำหรับเรา เราว่าความรู้สึกน่าจะโดดเด่นกว่าความรู้ด้วยซ้ำ เราคิดว่าอีฟมีวิธีถ่ายทอดแบบคนรุ่นใหม่ เอาตัวเองลงไปเก็บข้อมูล คลุกคลีด้วย”นายจิรเดช กล่าว
ด้าน นายสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ นักทำหนังสารคดี เจ้าของผลงาน หมอนรถไฟ กล่าวว่า การทำสารคดีหรือการทำหนัง และการทำหนังสือ นั้นคือการคัดสรรความจริง ทำให้ความจริงนั้นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น พอในหมู่คนทำสารคดี เราต้องพยายามทำอย่างไรก็ได้ให้คนดู-คนเสพ สารคดีให้รู้ว่า มันเป็น Subjective อยู่ดี
ยกตัวอย่าง ข่าวในแต่ละช่องไม่เหมือนกัน ทั้งวิธีการนำเสนอ เป็นการนำเสนอความจริงที่ไม่เหมือนกัน เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่สามารถนำเสนอความจริงได้ในทุกมิติ แม้เราจะสนับสนุนคนที่ไม่มีปากมีเสียงกับสังคม
“เช่นเดียวกันกับคนทำสารคดี เราเลือกถ่ายประเด็นนี้มีธงอยู่บ้าง สุดท้ายมันก็มีทิศทางของมันว่าต้องการตอบโจทย์เป้าหมายกิจกรรมของเราหรือไม่ พอในเชิงหนังสือ แต่ละบทความของหนังสืออีฟ มันมีตัวตนของอีฟอยู่ในนั้น มันเป็นการสะกิดคนดูอยู่เหมือนกันว่า มันเป็นงานเขียนที่เกิดจากคนๆ หนึ่งมอง ผ่านคำบอกเล่าของคนพื้นเพ”นายสมพจน์ ปิดท้าย

