กรมราชทัณฑ์ ชี้ ‘ทำบุญแบบนี้เห็นผลดีกว่า’ รับมอบหนังสือจากเครือมติชน ในโครงการ ‘ปันความรู้ สู่โอกาสใหม่’ ครั้งที่ 2 ‘มูลนิธิ ดร.โกวิท – มูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์’ หวังส่งต่อผู้ก้าวพลาด ‘อ่านลดวันต้องโทษ’ มูลค่ารวมเฉียดล้าน
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ห้องรับรองกรมราชทัณฑ์ ชั้น 2 กรมราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.นนทบุรี กรมราชทัณฑ์รับมอบหนังสือในโครงการ “Trust in Reading ปันความรู้ สู่โอกาสใหม่” เป็นครั้งที่ 2 โดยโครงการดังกล่าว บริษัท งานดี จำกัด ในเครือมติชนและมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ มูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์ ได้จัดทำขึ้น เนื่องในโอกาสหนังสือพิมพ์มติชนก้าวสู่ปีที่ 48 ซึ่งมีพิธีรับมอบหนังสือครั้งแรก เมื่อ 19 มีนาคมที่ผ่านมา
โดยทางมูลนิธิ ดร.โกวิท ได้จัดซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์มพ์มติชนเพื่อบริจาคให้แก่ กรมราชทัณฑ์ เป็นรอบที่ 2 ในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น 135 ปก รวมไปถึงนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม มูลค่ารวม 773,964 บาท เพื่อส่งต่อให้แก่เรือนจำและทัณฑสถานอีก 24 แห่ง ให้ครบตามเป้าหมาย 48 แห่ง อันเป็นการปิดจบโครงการตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้
ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความรู้ให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ซึ่งมีความต้องการหนังสือและข้อมูลข่าวสารตลอดจนความรู้เป็นอย่างมาก ซึ่งความรู้และการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ต้องขังไม่กระทำซ้ำ และเมื่อพ้นโทษไปมีโอกาสที่จะประกอบอาชีพสุจริต ประกอบกับ กรมราชทัณฑ์ โดยกองพัฒนาพฤตินิสัย ได้ขับเคลื่อนโครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษ (Read for Release) หนึ่งในนโยบายสำคัญของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้รับความรู้จากการอ่าน ทักษะการประกอบอาชีพ เสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน การแสวงหาความรู้ และการพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพ ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ พร้อมทั้งหาเครือข่ายสนับสนุน เครือมติชนจึงจับมือกับมูลนิธิ ดร.โกวิท และมูลนิธิบรรจง ซึ่งมีแนวคิดส่งเสริมการอ่านและเพิ่มพูนความรู้ให้คนไทย จึงจัดทำโครงการ ‘Trust in Reading ปันความรู้ สู่โอกาสใหม่’ เปิดรับการสนับสนุนเพื่อนำหนังสือส่งต่อให้กรมราชทัณฑ์ในครั้งนี้

บรรยากาศเวลา 09.00 น. นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ มอบหมายให้ นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย นายนิรันดร์ ไชยชมภู ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาระบบการพัฒนาพฤตินิสัย, น.ส.นงนุช อินอ๊อด หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป และ น.ส.วัชรี กุลบูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริหารการเงิน ร่วมรับมอบหนังสือและนิตยสาร ในโครงการ Trust in Reading ปันความรู้ สู่โอกาสใหม่ จากเครือมติชนและมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ มูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์
โดยมี นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัทและบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายสรพันธุ์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท งานดี จำกัด, นายเจตนา จนิษฐ ที่ปรึกษา บริษัทงานดี ฯ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กองบรรณาธิการมติชน, นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน, น.ส.ศรีวรรณ แสงสุข ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล เป็นตัวแทนฝ่ายมติชน ร่วมด้วย น.ส.กัญญวัชร วรพิพัฒน์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ เป็นตัวแทนมูลนิธิ เป็นผู้มอบ ก่อนถ่ายภาพร่วมกัน
นายชาญ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือกรมราชทัณฑ์มาโดยตลอด การมอบหนังสือในครั้งนี้ เป็นการมอบโอกาสให้แก่ผู้ก้าวพลาดได้เปลี่ยนชีวิตใหม่ เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติได้ ซึ่งในวันนี้ “ห้องสมุดพร้อมปัญญา” โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กำลังจะเปิดเพิ่มอีกหลายแห่ง โดยในเดือนมกราคมปีหน้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะเสด็จฯ ไปทรงเปิดห้องสมุดพร้อมปัญญา ที่ จ.สกลนคร และ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย นอกจากผู้ต้องขังจะได้รับความรู้จากหนังสือในห้องสมุดพร้อมปัญญาแล้ว เรายังมีโครงการ ‘อ่านหนังสือลดวันต้องโทษ’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 3 เมษายนที่ผ่านมา ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park ซึ่งทางเครือมติชน ก็ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเช่นกัน
“ด้วยผู้ต้องขังในต่างประเทศ มีโครงการที่อ่านหนังสือแล้วลดวันต้องโทษได้ 1 เล่มใน 1 เดือน ลดได้ 4 วัน แต่ของเราต้องมาปรับแก้ พ.ร.บ.อีกเล็กน้อย แล้วนำเข้าสภาฯ เพื่อพิจารณา ในระหว่างปรับแก้ ซึ่งต้องใช้เวลา เราจึงมีนโยบายให้อ่านหนังสือเลื่อนชั้นได้ก่อน
จากชั้นกลางก็เป็น ชั้นดี ชั้นดีเป็นดีมาก ชั้นดีมากเป็นชั้นเยี่ยม เมื่อชั้นขยับก็จะทำให้เขาได้รับการพ้นโทษเร็วขึ้น จากหนึ่งเดือน ก็อาจจะได้รับ 3 วัน เป็น 4 วัน 5 วัน ระยะเวลาที่เขาจะต้องอยู่ในเรือนจำก็สั้นลง” นายชาญกล่าว

นายชาญเผยด้วยว่า โครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษ จะมีคณะกรรมการในการพิจารณาคัดเลือก ซึ่งรวมถึงบุคคลภายนอกด้วย โดยมีการทดสอบว่าอ่านผู้ก้าวพลาดแล้วเข้าใจ ได้เรียนรู้อะไร หรือถ้าหากผู้ต้องขังรายใดยังอ่านไม่ได้ ก็สามารถเรียนรู้จากการให้เพื่อนอ่านให้ฟังแล้วมาถ่ายทอดต่อ อย่างนี้ก็ได้เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศที่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือประมาณหลักหมื่นคน
โดยทาง พันตำรวจเอกทวี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมฯ ให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาอย่างมาก เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานของคน กล่าวคือถ้าเขามีความรู้ในระดับหนึ่งแล้วนั้น เขาก็จะได้รับอัตราค่าจ้างที่มันดีขึ้น เป็นแรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่ตอนนี้เขาเหมือนคนที่ไม่รู้ว่าตกหล่นอยู่ตรงไหน เขา Drop out หลุดออกนอกระบบ
“ต้องยอมรับว่าสังคมบ้านเราเกิดความเหลื่อมล้ำ คนที่ครอบครัวแตกแยก เกิดขึ้นมาในสังคมและอยู่ในชุมชน ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี อยู่ในน้ำส่วนหนึ่งที่เราไม่ได้บำบัด มันก็พร้อมจะสร้างยุง สร้างตัวอะไรขึ้นมา แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว น้ำเสียและยุงจะไม่ค่อยมี เพราะเขาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ช่วยกันพัฒนา ช่วยกันทำ แต่บ้านเรามันต้องใช้เวลา
“ดังนั้น กรมราชทัณฑ์จึงต้องปรับโหมดใหม่ จากการ ‘คืนคนดีสู่สังคม’ เป็นการ ‘ทำสงครามกับการคืนคนดีกลับคืนสู่สังคม’ คือเราจะไม่ยอมแพ้ในสงครามนี้ ไม่ว่าพวกผมจะเกิดมากี่ยุคกี่สมัย ก็ต้องทำเรื่องเหล่านี้” นายชาญชี้

นายชาญกล่าวต่อว่า ในส่วนของฟีดแบ๊กจาก คณะกรรมการประเมินผลการอ่านหนังสือประกอบ การเลื่อนชั้น ประจำปี พ.ศ.2568 ในโครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฟีดแบ๊กที่มีแต่เรื่องราวดีๆ
โดยหนังสือแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ หนังสือที่ คณะกรรมการฯ เข้ามาช่วยคัดเลือก เป็นหนังสือในหมวดวิชาการตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6-7 หมวด และอีกประเภทคือ หนังสือทั่วไป เป็นหนังสือแบบเดียวกับที่ได้รับมอบจากสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งผู้ก้าวพลาดเขาสามารถที่จะเลือกอ่านเองได้หมดทุกเล่ม ตามใจชอบ
“มีทั้งภาพและเนื้อหา ช่วยจรรโลงใจและพัฒนาสมองได้ หนังสือดีๆ ทั้งนั้น 1 เล่ม ลดวันต้องโทษได้ 4 วัน ปีนึง 12 เล่ม ลดได้ 48 วัน พักโทษก็ลดได้เหมือนกัน ถ้าเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ลดได้ 5 วัน หนึ่งปีก็สามารถลดได้ถึง 60 วัน ซึ่งเขาอ่านได้ตามอัธยาศัยเลย ยืมไปอ่านที่เรือนหอก็ได้”
“ผมว่าท่านไม่ต้องไปสร้างโบสถ์ วิหาร ปล่อยนก ปล่อยปลา ท่านทำแบบนี้ ปล่อยคนดีออกสู่สังคม เพียง 1 คน ก็ช่วยให้สังคมก็ปลอดภัย ไม่เสื่อมโทรม
เป็นการทำบุญในลักษณะของ social enterprises ได้เห็นผลดีกว่า” นายชาญกล่าว
โดยคาดว่าหนังสือที่จะได้รับมอบในวันนี้ จะกระจายไปสู่เรือนจำและทัณฑสถานอีก 24 แห่ง แห่งละประมาณ 100-150 เล่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ก้าวพลาดเป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาญยังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับหนังสือ ‘แค่เริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่พ่ายแพ้’ (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ 31) ซึ่งเขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์ โดยหันมากล่าวกับผู้บริหารมติชนด้วยว่า
“สังคมไทยต้องเปลี่ยนมายเซ็ตใหม่ มองผู้ต้องราชทัณฑ์ที่พ้นโทษว่าไม่ใช่คนคุก ด้วยมายเซ็ตใหม่เท่านั้น สังคมไทยจึงจะไปรอด” นายชาญกล่าว
สำหรับรายชื่อหนังสือที่น่าสนใจ อาทิ ขจัดปัญหาชีวิต ง่ายนิดเดียว เขียนโดย Sali Hughes แปลโดย เพียงขวัญ ลักษณ์แสงวิไล, ไม่มีครั้งสุดท้ายสำหรับโอกาส โดย หนุ่มเมืองจันท์, ทำไมฉันจึงเป็นทุกข์ ขณะที่ทุกคนก็มีความสุขกันดี เขียนโดย คิม ซัง-จุน แปลโดย สิรีภรณ์ สงวนสิน, The Great Remake สู่โลกใหม่ โดย สันติธาร เสถียรไทย, ก้าวใหญ่ๆ ใช้ใจเริ่ม โดย กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร, กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง โดย ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช, ตำรับสร้าง(รส)ชาติ โดย นริศ จรัสจรรยาวงษ์, รสไทย(ไม่)แท้ โดย อาสา คำภา, ในกำแพงแก้ว โดย ธงทอง จันทรางศุ, เขตคลองมองเมือง โดย บัณฑิต จุลาสัย และรัชดา โชติพานิช, ประวัติศาสตร์สังคมว่าด้วยส้วมฯ โดย มนฤทัย ไชยวิเศษ, สยามวิฬาร์ ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว โดย กำพล จำปาพันธ์, สยามแต่ปางก่อน โดย วิลเลียม แอล. บรัดเลย์ แปลโดย ศรีเทพ กุสุมา ณ อยุธยา, ศรีลักษณ์ สง่าเมือง เป็นต้น

สำหรับ เรือนจำและทัณฑสถาน 24 แห่ง ประกอบด้วย เรือนจำจังหวัดสระบุรี เรือนจำจังหวัดอ่างทอง เรือนจำอำเภอธัญบุรี เรือนจำอำเภอกบินทร์บุรี เรือนจำพิเศษพัทยา เรือนจำกลางนครราชสีมา เรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ เรือนจำกลางอุบลราชธานี เรือนจำอำเภอรัตนบุรี เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม เรือนจำอำเภอสว่างแดนดิน เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ เรือนจำกลางลำปาง เรือนจำกลางเชียงใหม่ เรือนจำจังหวัดน่าน เรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เรือนจำจังหวัดพิษณุโลก เรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร เรือนจำจังหวัดระนอง เรือนจำจังหวัดชุมพร ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา เรือนจำอำเภอนาทวี และทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง
ทั้งนี้ เครือมติชนและมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ มูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์ จะจัดส่งหนังสือไปยังเรือนจำและทัณฑสถานเป้าหมาย เพื่อให้ผู้ต้องขังอ่านหนังสือพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพมากขึ้น ส่งเสริมให้ผู้ต้องขังมีนิสัยรักการอ่าน แสวงหาความรู้ เห็นคุณค่าในตนเอง และพร้อมกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพต่อไป


