ศรัญญู ป้ายยาเล่มใหม่ ’ปวศ.ราชทัณฑ์’ อัดแน่นภาพแรร์ ‘ปฏิรูปคุก’ จากยุคแบ่งชนชั้น สู่สากล
เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ร้านหับเผย@ริมน้ำนนท์ กรมราชทัณฑ์ ร่วมกับ สำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนา ‘110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีตสู่ยุคศิวิไลซ์’ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ ‘ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์’ และ ‘กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี’ โดยมี นายทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดงาน
เวลา 15.45 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ นำโดย นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และคณะผู้บริหารเครือบริษัทมติชน อาทิ นางสาวปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ, นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการ, นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองประธานบริษัท และบรรณาธิการ กองบก.ข่าวสด และนายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กองบก.มติชน เป็นต้น
พร้อมด้วย นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ตลอดจน ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาพิเศษของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) รวมถึงประชาชนทั่วไป เดินทางมาร่วมพิธีเปิดตัวหนังสือ ‘ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์’ และ ‘กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี’ กันอย่างเนืองแน่น

บรรยากาศเวลา 16.30 น. เข้าสู่ช่วง Special talk ‘110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีต สู่ยุคศิวิไลซ์’ โดย นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์, ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษานายกฯ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และ ศาสตราภิชานประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ เจ้าของผลงาน ‘รัฐราชทัณฑ์’ และ นายกษิดิศ อนันทนาธร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ในตอนหนึ่งเมื่อ นายกษิดิศ สอบถามถึงคำว่า ‘หับเผย’ ซึ่งเป็นชื่อสถานที่จัดงาน ว่าคำนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
ผศ.ดร.ศรัญญูเผยว่า หากใครมีโอกาสเคยไปกระทรวงยุติธรรม จะมีถนนคั่นเล็กๆ อยู่ใกล้กับสนามหลวง ชื่อว่า ‘ถนนหน้าหับเผย’ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราชทัณฑ์ เนื่องจากแต่เดิมเป็นที่ตั้งกองลหุโทษ
‘หับ’ คือปิด ‘เผย’ คือเปิด แปลว่าประตูที่เปิด-ปิดเป็นเวลา ปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์ได้ตั้งชื่อคาเฟ่ ให้เป็นชื่อนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมา
ผศ.ดร.ศรัญญูกล่าวต่อว่า ถ้าพูดในเชิงประวัติศาสตร์คุก ตาราง สัมพันธ์กับระบอบการเมืองการปกครองของไทยอย่างแนบแน่น ด้านหนึ่งคือ เป็นการลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด และยังสัมพันธ์กับ ‘อำนาจผู้ปกครอง’ เป็นกระจกสะท้อนภาพรัฐที่ปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ว่ารัฐไทย มองผู้ต้องขังหรือผู้กระทำความผิดอย่างไร ในแต่ละช่วงเวลา
‘ราชทัณฑ์’ ชื่อแปลตรงๆ คือ ‘การลงทัณฑ์ของพระราชา’ เราได้รับแนวคิดนี้มาจากอินเดียอีกที ซึ่งส่งผ่านมาทางระบบกฎหมายและหลักศีลธรรม

ในบทลงโทษ ยังสัมพันธ์กับเรื่องการรักษา ระเบียบ กฎเกณฑ์ของสังคม รวมถึงการละเมิดธรรมะ ซึ่งเป็นไอเดียทางอุดมคติ โดยมีคนลงโทษคือ ’ผู้ปกครอง‘ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อำนาจลงโทษไปตกอยู่กับ ‘เจ้าขุนมูลนาย’ ซึ่งยังสัมพันธ์กับวิธีคิด และความแตกต่างทางชนชั้นด้วย
ในระบบจารีตนั้น การลงโทษ มีหลายมาตรฐานมาก ซึ่งเชื่อมกับลำดับชั้นสถานะทางสังคมว่ามีชนชั้นอะไร จะมีการลงทัณฑ์อีกแบบสำหรับเจ้าขุนมูลนาย แตกต่างจากไพร่
เราพบตั้งแต่กฎหมายเก่า ในสมัยอยุธยา รวมถึง กฎหมายตราสามดวง ซึ่งเริ่มเปลี่ยนเมื่อมีไอเดียสมัยใหม่เข้ามา ระบบจารีตปะทะกับแนวคิดตะวันตก ที่มีมาตรฐานแบบใหม่ จนนำไปสู่การปรับวิธีลงทัณฑ์ ให้มีมาตรฐานมากขึ้น
ผศ.ดร.ศรัญญูระบุว่า การเปลี่ยนระบบลงทัณฑ์แบบจารีต ไปสู่สมัยใหม่นั้น ขึ้นอยู่กับ พระมหากษัตริย์จะทรงพระราชทานโทษแบบใด ซึ่งมีหลายแบบ
“แบบจารีต เน้นสร้างความทรมานทางกาย โทษจำคุก เปลี่ยนไปในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งกำหนดให้ ‘การจำคุก’ เป็นมาตรฐานการลงโทษเหมือนอย่างตะวันตก เราพยายามเชื่อมกับโลกศิวิไลซ์ ปรับให้เข้ากับหลักสากลมากขึ้น
โดยเริ่มต้นจากการดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง จากเดิมกระจัดกระจายตามเจ้าขุนมูลนาย ที่มีกรม กองต่างๆ มากมาย ด้วย ‘ระบบจตุสดมภ์’ (เวียง-วัง-คลัง-นา) มีสถานที่คุมขังเป็นของตัวเอง เมื่อเข้าสู่สมัย ร.5 ก็เริ่มมีการเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมให้มีประสิทธิภาพ” ผศ.ดร.ศรัญญูกล่าว และว่า
จากที่กระจัดกระจาย รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ลดการทารุณกรรมโหดร้าย ก็ปรับให้มีมาตรฐานตามอารยะ ซึ่งเรือนจำของประเทศไทยเอง ได้รับอิทธิพลจากการศึกษาดูงานในบริเวณอาณานิคม พื้นที่ใกล้บ้านเรา ทั้งอินเดีย สิงคโปร์ และชวา รวมถึงการสร้างสถานที่ใหม่ ใช้คุกเป็นมาตรฐาน เริ่มจาก สร้างคุกกองมหันตโทษ และตารางกองลหุโทษ แล้วหลังจากนั้นมีการปฏิรูปและมีการรวมอำนาจต่างๆ
“เริ่มมีการสร้างมาตรฐานชัดเจน ร.5 จนถึงสมัย ร.6 มีการรวมหน่วยงานที่กระจัดกระจาย ระหว่างส่วนกลาง กับส่วนหัวเมือง ให้มีเอกภาพ ด้วยการตั้งเป็นกรมราชทัณฑ์” ผศ.ดร.ศรัญญูกล่าว

เมื่อถามถึง หนังสือ ‘ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์‘ หากมองพัฒนาการเรือนจำ ที่สะท้อนผ่านหนังสือเล่มนี้ มีเอกสารสำคัญ หนังสือหากยาก หรือข้อมูลอะไรที่พลาดไม่ได้ ?
ผศ.ดร.ศรัญญูเผยว่า ถ้าเราดูจะพบว่าสัมพันธ์กับชื่อของ กรมราชทัณฑ์ ซึ่งใช้ชื่อนี้มาตลอดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นคำศัพท์เก่าตั้งแต่ยุคจารีต โดยปี 2476 ที่ตั้งกรมราชทัณฑ์ขึ้นมา ยังใช้ชื่อนี้จนถึงปัจจุบัน
“แต่เอาเข้าจริงแล้วมีการปรับเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ แนวคิดใหม่ๆ ที่ใช้ในการลงโทษ ลงทัณฑ์ผู้ต้องขังในสยาม อยู่ตลอดเวลา
จากตอนแรก สะท้อนภาพ Department of Prison ที่เน้นเก็บ จัดการผู้ต้องขัง ยังไม่ได้เน้นปรับปรุงพฤติกรรม” ผศ.ดร.ศรัญญูกล่าว และว่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรารับแนวคิดใหม่ๆ เข้ามา หลังปี พ.ศ.2475 โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิด อาชญาวิทยา และทัณฑวิทยา เข้ามา เรามีการ ‘ปฎิรูปราชทัณฑ์’ สังคมไทยเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Department of Penitentiary หรือ ‘ทันฑสันดาน’ ในภาษาไทย ถ้าไปดูรากฐานมาจาก การสารภาพบาปและเปลี่ยนแปลงในเชิงจิตใจ ให้ผู้กระทำผิด เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งสะท้อนคอนเซ็ปต์แบบใหม่ ที่ปรับใช้กับสังคมไทย
ขณะเดียวกัน เมื่อเรารับแนวคิดใหม่ๆ หลังสงครามโลก โดยเฉพาะสังคมอาชญาวิทยาแบบอเมริกันเข้ามา รวมถึงอีกแนวคิดสำคัญคือ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังขั้นต่ำ ตามสหประชาชาติ (ข้อกำหนดแมนเดลา) ด้านหนึ่งนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เกิดการแยกประเภทผู้ต้องขัง เช่น เยาวชน แยกขังจากผู้ใหญ่ นำไปสู่การเปลี่ยนอีกระลอก และเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น Department of Corrections สะท้อนถึงแนวคิดใหม่ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างราชทัณฑ์ไทยกับสากล ทำให้เห็นภาพบางอย่างที่เชื่อมต่อระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และอาจเห็นแนวโน้มในอนาคตด้วย

“จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้เลย คือเรื่องของข้อมูล โดยเฉพาะบรรดาข้อเท็จจริงและหลักฐายหลายชิ้น ที่มีการนำเสนอ ทั้งหลักฐานชั้นต้น ข้อมูล และรูปภาพที่เด่นมาก โดยเฉพาะหลายๆ ภาพ ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน”
“อีกเล่มที่ผมชอบมาก ‘กรมราชทัณฑ์ใต้ร่มพระบารมี’ คือเอกสาร การพระราชทานอภัยโทษ ที่เราจะเห็นพระมหากรุณาธิคุณของ พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ที่ไม่ได้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อบรรดานักโทษไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังแผ่พระมหากรุณาธิคุณ ไปถึงยังบรรดานักโทษต่างชาติด้วย
โดยเอกสารหลายชิ้นจะเห็นว่า รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการพระราชทานอภัยโทษ และพระราชทานภัยลดโทษ ให้แก่นักโทษต่างชาติด้วย ซึ่งในส่วนนี้เราอาจจะไม่ค่อยเห็นในประวัติศาสตร์ชาติกระแสหลัก ถ้าเกิดเราไม่เห็นเอกสารฉบับนี้ (ที่ถูกนำมาบรรจุในหนังสือ)“ ผศ.ดร.ศรัญญูกล่าวทิ้งท้าย

