ยูทูบเบอร์ดัง หวัง 6 ตุลาได้ชำระปวศ. เด็กทั้งประเทศได้อ่าน ชี้เป้า ‘บท 10’ ห้วงแห่งความเงียบงัน ‘ไม่เคยรู้จากที่ไหน’
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาหัวข้อ ‘6 ตุลา ห้วงแห่งความเงียบงัน’ เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ ผลงาน ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok”

จากนั้นเวลาประมาณ 14.00 น. เข้าสู่เสวนา ’เหตุการณ์ 6 ตุลา ในการรับรู้ของคนรุ่นใหม่เป็นอย่างไร?‘ โดยนายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือ ขนุน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 และ น.ส.รติศา วิเชียรพิทยา ยูทูเบอร์เจ้าของช่อง “nailname” ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์
นางสาวรติศา เล่าว่า ตนรู้จักเหตุการณ์ 6 ตุลาจากคุณแม่ซึ่งเคยเรียนที่ ‘พาณิชย์ธนฯ’ (วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี) และอาจารย์ที่น่าจะเคยเข้าป่าช่วง 6 ตุลา ตอนที่ยังเป็นนักศึกษา
“คุณแม่เล่าถึงเหตุการณ์ทหาร ตำรวจ กราดยิงในมหาวิทยาลัย เล่าให้เด็ก ป .1ฟัง (หัวเราะ) ซึ่งก็มีเซนเซอร์พอสมควร โตมาจึงตั้งคำถามว่าคาดหวังอะไรจากการเล่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวที่แปลก เพราะตอนเด็กๆเราเข้าใจว่ารัฐบาล ทหาร ตำรวจ ต้องปกป้องประชาชน ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
มีครั้งหนึ่งช่วง ม.3 วิชาภาษาไทยอาจารย์ให้ออกมาพรีเซนต์หน้าห้องฝึก eye contact การใช้น้ำเสียง แล้วให้เลือกหัวข้อเองแบบอิสระ แน่นอนว่าเด็กทั่วไปก็จะเลือกวิธีการทำแซนวิชด์ การทำฟองดูว์ทั่วไป แต่เราเป็นคนชอบเอาชนะ ถ้าไม่ว้าวไม่ใช่เรา
เราเลยเลือกเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งมันต้องไม่มีคนฟังแน่นอน จึงไปศึกษา ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการกราดยิงนักศึกษา มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

แต่ที่น่าสนใจคือเหตุการณ์ที่เราเล่าไปทั้งหมด เราใช้ชื่อว่า 14 ตุลา(หัวเราะ) เพราะว่าตอนนั้นคุณแม่เล่า 14 ตุลา สงครามประชาชน เราก็ไปหาในวิกิพีเดีย ซึ่งสมัยก่อนคือเชื่อถือได้ในความคิดเด็กม.3 ที่น่าแปลกคือโอเคเด็ก ม.3 ไม่ค้านอยู่แล้ว แต่คุณครูก็ไม่ค้านว่าสิ่งที่เราเล่ามันไม่ใช่ 14 ตุลามันคือ 6 ตุลา แล้วมารับรู้ตอนโตว่าคนประเทศนี้รับรู้เรื่อง 6 ตุลาน้อยมาก จะเป็นเรื่อง 14 ตุลามากกว่า
พอโตขึ้นเรามารู้เรื่อง 6 ตุลาจริงๆ ช่วง มหาวิทยาลัย ปี 2 ปี 3 มาจากงานที่ธรรมศาสตร์ที่จัด ว่ามี 6 ตุลาเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าต่างจาก 14 ตุลาอย่างไร ซึ่งถ้าค้นหาในคลิปวิดิโอต่างๆ จะเล่าถึงเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์แยกกัน” นางสาวรติศากล่าว
นางสาวรติศากล่าวต่อไปว่า ตนเข้าใจเหตุการณ์นี้จริงๆ ตอนเรียนวิชา อาจารย์เกษียร (ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ) จับใจความว่าเป็น 2 เหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อเนื่องกัน
เราก็มีโอกาสได้เป็นคนสรุป ก็เอางานของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลมาเขียนส่งอาจารย์เกษียณ
พอเขียนงานเสร็จจึงรู้ว่าสองเหตุการณ์นี้มันต่อเนื่องกันแต่ประเทศเราเปิดให้เรียนรู้แค่ทีละเหตุการณ์ ความรับรู้ของคนในประเทศนี้ในประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องหรือกฏเกณฑ์ที่ควรรับรู้หลายๆ อย่าง มันเลยไม่ถูกถ่ายทอด
นางสาวรติศา ยังกล่าวต่ออีกว่า มีบทหนึ่งที่ประทับใจ ไม่เคยอ่านจากที่ไหนคือบทที่ 10 ซึ่งพูดถึงการมารวมตัวกันของคนเดือนตุลา หลังจากเหตุการณ์พิธีรำลึกเดือนตุลาปี 39 ทำให้คนเดือนตุลามารวมตัวกันแล้วทำกิจกรรมหลายๆ อย่างทางการเมือง มีการออกหนังสือ เขียนวารสาร เขียนบทความ ค้นพบว่าคนเดือนตุลา ณ ช่วงนั้นกับวันนี้ ต่างคน ต่างสี ต่างความคิดแล้ว

“บางคนมาจัดงานรำลึกด้วยกันไม่ได้ด้วยซ้ำเพราะว่าคุณเป็นคนเดือนตุลาสีแดง เราเป็นคนเดือนตุลาสีเขียว เราไม่โอเคทำงานกับคุณ จึงเป็นมุมมองหนึ่งที่เด็กรุ่นเราซึ่งวันนี้ยังจับมือ แล้วในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร ถ้าวันหนึ่งเราแตกกันอุดมการณ์มันยังจะเหลืออยู่ไหม ซึ่งเป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก” นางสาวรติศากล่าว
นางสาวรติศากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในหนังสือเล่มนี้ มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจว่า คนเดือนตุลารวมตัวกันเพื่อทำอะไร
“ถ้าสำหรับเราในมุมมองของเด็กเราก็มีคำตอบว่า เราอยากให้เรื่อง 6 ตุลาอยู่ในหนังสือเรียน อยู่ในประวัติศาสตร์ที่เด็กทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับรู้ ได้เข้าใจทั้งหมดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าประวัติศาสตร์มันไม่ได้รับการชำระล้างที่ถูกต้อง ความปรองดองที่เกิดจากการฝืนมองข้ามความยุติธรรมของคนบางกลุ่มมันให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร
ถ้าพี่ๆ เดือนตุลายังอยู่ ฝากโปรเจ็กต์นี้ไว้ด้วย เพราะกลัวเหมือนกันว่าถ้าเรื่องราวนี้แม่ไม่ได้มาเล่าให้ฟัง ไม่มีคนสืบต่อ แล้วมันหายไป ก็น่าเสียดาย“ นางสาวรติศาทิ้งท้าย

