ธงชัย ลุย 13 เดือน เขียน ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน’ ตั้ง 13 คำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบ
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม เวลา 13.00 น. ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาหัวข้อ ‘6 ตุลา ห้วงแห่งความเงียบงัน’ เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ ผลงาน ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok”

โดยในเวลาประมาณ 14.30 น. เข้าสู่การเสวนาหัวข้อ ‘ความทรงจำในความเงียบงันตลอด 49 ปี เป็นอย่างไร? และอะไรคือใจความสำคัญ ของหนังสือเล่มนี้? ‘ โดย ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล, ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง และ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข ดำเนินรายการโดย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ในตอนหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการ ถามว่า หนังสืออีกเล่มหนึ่งของ ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา คือ ‘6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญมากในการศึกษาเรื่องราวของ 6 ตุลา สำหรับเล่มใหม่ คือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ คำถามคือ 2 เล่มนี้ต่างกันอย่างไร

ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย กล่าวว่า ตนได้อธิบายไว้คร่าวๆ ในคำนำของผู้เขียนในฉบับแปลว่า ในเล่ม ‘6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเป็นหนังสือรวมบทความ ซึ่งตนเขียนขึ้นในต่างกรรม ต่างวาระ แต่ละบทร้อยเรียงประเด็นต่างๆ โดยบทหลักของเล่มคือเรื่องความทรงจำของฝ่ายขวา ซึ่งตนไปสัมภาษณ์มา เป็นบทที่ 9 ของเล่มห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519
สำหรับ“MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok” (ห้วงแห่งความเงียบงัน ฯ ) ใช้เวลาเขียน 13 เดือนเต็ม มีความหมกมุ่นกับมันพอสมควร ตั้งแต่เช้า-เย็น บางครั้งมีช่วงกลางคืนด้วย
ทั้งนี้ ระหว่าง 20 ปีที่ผ่านมา ตนเขียนบางบทแล้วต้องหยุด เพราะเขียนไม่ไหว แต่ในช่วง 13 เดือน ตนลุยเขียน ถึงขนาดเออร์ลี่ รีไทร์ เพราะกลัวจะเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่เสร็จ
การเขียนหนังสือเล่มกับบทความมันต่างกัน แต่ตนกลัวว่าตัวเองจะไม่มีความสามารถในการเขียนหนังสือ โดยเล่ม MOMENTS of SILENCE เป็นเพียงหนังสือเล่มที่ 2 ในชีวิต เพราะฉะนั้น เมื่อถามว่า 2 เล่มนี้ต่างกันอย่างไร อย่างที่บอกว่า บทที่ 9 ของเล่มห้วงแห่งความเงียบงันฯ เท่ากับบทหลักของเล่ม 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง
ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย กล่าวว่า ตนขอย้ำว่า ในเล่ม MOMENTS of SILENCE (ห้วงแห่งความเงียบงันฯ) ตนพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาไว้เพียงสั้นๆ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือว่าด้วยเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากนี้ ในบทที่ 2 ซึ่งเป็นบทที่พูดถึงเหตุการณ์ ครึ่งค่อนบทก็เป็นการตั้งคำถาม 13 คำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบ ดังนั้น เท่ากับว่า ตนพูดถึงเหตุการณ์จริงๆ สั้นเพียงนิดเดียว ที่เหลือทั้งหมดเป็นการไล่เรียงว่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาปีแรกเริ่มเกิด ‘ความเงียบ’ กับใคร ฝ่ายไหน 2 ปีถัดมาระหว่างเกิดคดี 6 ตุลา เกิด ‘ความเงียบ’ กับใคร ฝ่ายไหน ซึ่งเอาเข้าจริงมันเกิดกับหลายฝ่ายพร้อมกัน แต่ด้วยคนละเหตุผล
หลังคดี 6 ตุลาปล่อยตัวพวกตนออกมา 10-20 ปีหลังจากนั้น เกิดความเงียบอีกแบบหนึ่งกับผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำ เกิดความเงียบกับผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง เพราะอะไร ฝ่ายไหน ด้วยเหตุผลอะไร และเกิดการ break through ในการรำลึก 20 ปี
สำหรับบทที่ 10 ว่าด้วยเรื่อง ‘คนเดือนตุลา’ ซึ่งตนคิดว่ามีการปฏิบัติการทางการเมืองเริ่มต้นเมื่อหลังปี 2539 ว่า ‘เป็นความพยายามที่ไปไม่รอดตั้งแต่ต้น’
ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย กล่าวต่อไปว่า งานรำลึก 6 ตุลา คนชอบพูดว่า ‘มาเชงเม้ง’ และต้องมีการแก้กันว่า ไม่ได้มาเชงเม้ง แต่ตนมองว่า ‘ดีจังเลยที่มาเชงเม้ง’
“ขออนุญาตสำหรับคนอื่นที่อาจไม่เข้าใจ ต้องขออภัยจริงๆ แต่บรรยากาศอย่างเมื่อเช้า หลายคนที่ไปนั่งบนบันไดหอประชุมใหญ่เรียกกันมาถ่ายรูป นั่งอยู่นาน เริ่มต้นร้องเพลงสหาย ต่อด้วยเพลงจากลานโพธิ์ถึงภูพาน ร้องกันอยู่นั่นแหละ และร้องกันดังๆ บรรยากาศแบบนั้น นั่นคือคุณค่าของงานรำลึก คนที่มาบอกว่าไม่ควรรำลึก คุณไม่รู้จักคนเลย คุณไม่รู้จักมนุษย์เลยจริงๆ มนุษย์มีหลายด้าน ทั้งด้านที่เป็นตัวของเขาในเหตุการณ์เมื่อ 49 ปีก่อน และมนุษย์ที่อยู่กับความทรงจำ และอยู่กับการหลีกเลี่ยงความทรงจำ การร้องเพลงที่บันไดหอประชุมใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ จำเป็นไหมที่ต้องเอาไมค์ไปจ่อ ว่าคุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ 49 ปีก่อน ไม่จำเป็น ให้คิดไปอย่างนั้นแหละ 100 กว่าแบบ นั่นแหละคุณค่าของงานเชงเม้ง และนั่นแหละคือคุณค่าของการรำลึกเหตุการณ์นี้” ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย กล่าว

ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย กล่าวว่า การที่มีหนังสือเล่ม ‘6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ แล้ว แต่ตนรู้สึกว่ายังไมพอ นั่นเพราะคิดว่าอยากผลิตหนังสือดีๆออกมาเล่มหนึ่ง ในทางวิขาการสำหรับตน ขออภัยถ้าหลายคนคิดว่าการบันทึกความทรงจำก็ลำบากพอแล้ว ตนต้องการเขียนงานวิชาการดีๆ ตนรู้ว่างานวิชาการดีๆ เป็นอย่างไร ทำเอง ตรวจงานคนอื่นมานับไม่ถ้วน ตนพอรู้ว่างานที่ห่วยเป็นอย่างไร ตนต้องการผลิตงานที่ดี แต่งานวิขาการที่ดีต้องเอาตัวเองออกจากประเด็นที่ศึกษา แต่เรื่องนี้ ตนเอาตัวเองออกไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายสำหรับตนคือ ทำอย่างไรจะให้ตัวเองอยู่ในหนังสือเล่มนี้อย่างเต็มที่ เปิดเผย ตรงไปตรงมา และเป็นวิชาการที่ดีได้ในเวลาเดียวกัน

