อ.รัฐศาสตร์ ฟันธง ‘ไม่จบที่รุ่นเรา’ ไขปม ฝ่ายขวา ‘ฟอกขาว’ เบรกความทรงจำ 6 ตุลาเงียบงัน

6.10.25 | 19:32 น.

อ.รัฐศาสตร์ ฟันธง ‘ไม่จบที่รุ่นเรา’ ไขปม ฝ่ายขวา ‘ฟอกขาว’ เบรกความทรงจำ 6 ตุลาเงียบงัน

เวลา 13.00 น.  เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม  ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาหัวข้อ ‘6 ตุลา ห้วงแห่งความเงียบงัน’ เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ ผลงาน ศ.กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แปลโดย สุภัตรา ภูมิประภาส จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok”

ต่อมา เมื่อเวลา 14.30 น. เข้าสู่กิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘ความทรงจำในความเงียบงันตลอด 49 ปี เป็นอย่างไร? และอะไรคือใจความสำคัญ ของหนังสือเล่มนี้?’ โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ ศ.(กิตติคุณ) ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในตอนหนึ่ง ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวถึงประโยค ‘ความเงียบคือการเมือง’ จากหนังสือ ‘ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519’ ว่า การที่เหตุการณ์ 6 ตุลาไม่เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นผลมาจากการที่ฝ่ายขวาใช้อำนาจบังคับไม่ให้มีการเผยแพร่เรื่องราวเหตุการณ์ 6 ตุลา ถือเป็นการทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านั้นเงียบลง และฟอกขาวการกระทำรุนแรงต่อกลุ่มนักศึกษาของฝั่นตนให้กลายเป็นเรื่องถูกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อมีผู้พยายามทำให้เงียบ ก็ย่อมมีผู้ที่พยายามรื้อฟื้นเหตุการณ์ 6 ตุลาขึ้นมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับเหล่านักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงของทางภาครัฐผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดกิจกรรมรำลึก หรือการถ่ายทอดความจริงผ่านสื่ออย่างหนังสือหรือภาพยนตร์ ก่อนที่ผลงานเหล่านั้นจะทำให้เหตุการณ์ 6 ตุลากลายเป็นตัวจุดประกายให้กับนักกิจกรรมรุ่นใหม่ในภายหลัง

Advertisement

“เมื่อไม่มีใครรับผิดชอบเหตุการณ์นี้แล้วยอมเข้าสู่กระบวนการ พอไม่มีเหตุการณ์นี้ ทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนกลายเป็น ‘คำว่าลอยตัวให้พ้นผิด’ ฉะนั้น 6 ตุลาจึงกลายเป็นภาพจำที่มักจะซ้อนทับกับสถานการณ์ในระยะหลัง เมื่อฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรงแล้วไม่มีผู้รับผิด เหตุการณ์ก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆ ส่วนมันจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับอนาคตซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นอีกกี่เจนเนอเรชั่น แต่ผมบอกได้เลยว่ามันจะไม่จบที่รุ่นเราอย่างแน่นอน” ดร.ปุรวิชญ์กล่าว

ดร.ปุรวิชญ์ยังแนะนำนักศึกษารุ่นใหม่อีกว่า เพื่อเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การดูแลรักษาสุขภาพทั้งกายและใจ รวมไปถึงการใฝ่หาความรู้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรับมือความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ความเปลี่ยนแปลงในโลกถูกพิสูจน์มาแล้วว่ามันเป็นการสั่งสมเงื่อนไขระดับปัจเจก เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง จนกระทั่งผลิดอกออกมาเป็นการเปลี่ยนแปลง” ดร.ปุรวิชญ์กล่าวปิดท้าย