ถอดรหัส ‘รสข้ามชาติ’ นักปวศ. ชี้ ‘ชิวหาธิปไตย’ ไม่เคยสิ้น
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5–8 ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ (BOOK EXPO THAILAND 2025) ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ภายใต้ธีม “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” งานซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–19 ตุลาคมนี้ ซึ่งกำลังเดินทางเข้าสู่วันที่ 4
สำนักพิมพ์มติชน (บูธ J02) ร่วมสร้างสรรค์ของพรีเมียมสุดพิเศษภายใต้ธีม “Read to Rise อ่านผลิบาน” โดยเปรียบการอ่านหนังสือก็เหมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ทางความคิด ที่จะทำให้เราเติบโต และผลิบานในแบบของตัวเอง
ต่อมา เมื่อเวลา 15.00 น. ณ เวที Author’s Salon ฮอลล์ 5 มีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ ‘ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและอาหารรอบโลก’ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นายคุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โลก และภูมิรัฐศาสตร์ ดำเนินการโดย นายสมชาย แซ่จิว นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาในครั้งนี้ได้มีการหยิบยกหนังสือมาประกอบการเสวนาทั้งหมด 3 เรื่อง ได้แก่ Culture: The Story of Us, From Cave Art to K-Pop เขียนโดย Martin Puchner, รสข้ามชาติ เขียนโดย ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง, และหนังสือ Tasting History ประวัติศาสตร์ความอร่อยฉบับ 4,000 ปี เขียนโดย Max Miller และ Ann Volkwein โดยหนังสือทั้งสามเรื่องล้วนพูดถึงวัฒนธรรม อาหาร และประวัติศาสตร์ที่ถูกหลอมรวมและตีความออกมาในรูปแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน
นายคุณากร กล่าวถึงการมีอยู่ของวัฒนธรรมของมนุษยชาติว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ใช้อธิบายพฤติกรรมสร้างสรรค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคหินเก่า แต่สิ่งที่นักวิชาการสมัยก่อนคิดถึงกลับเน้นไปที่การพยายามหาต้นฉบับของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อสืบหาสารตั้งต้นและปลายทางของการสร้างสรรค์นั้น

แต่ในขณะเดียวกัน หนังสือ Culture: The Story of Us, From Cave Art to K-Pop กลับเลือกที่จะตีความคำว่าวัฒนธรรมใหม่ว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถศึกษาแบบขั้นบันไดได้ เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ละพื้นที่ต่างก็มีการหยิบยืมวัฒนธรรมอย่างไม่มีแบบแผนที่ชัดเจน และยังแสดงให้เห็นถึงการทำงานของวัฒนธรรมมนุษย์ที่เป็นไปอย่างอิสระ
“วัฒนธรรมคือโครงการรีไซเคิลที่ไม่มีวันสิ้นสุด ที่พูดแบบนี้ก็คือว่ามันมีสารตั้งต้นอะไรบางอย่าง และมันก็ยืมกันไป ยืมกันมา แลกกันไป แลกกันมา หลายสิ่งที่ถูกจารึก บันทึก สร้างสรรค์เป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมก็จะปรากฏขึ้น” นายคุณากรกล่าว
นายคุณากร ยังได้กล่าวถึงเนื้อหาในหนังสือ Tasting history ส่วนหนึ่งว่า เมื่อวัฒนธรรมทำงานในระบอบที่ยึดมั่นในความบริสุทธิ์ของวัฒนธรรมในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อนั้นพื้นที่ดังกล่าวก็จะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนสารตั้งต้นจนทำให้กระบวนการทำงานของวัฒนธรรมเกิดปัญหา และทำให้วัฒนธรรมการตีความผ่านอาหารถูกแช่แข็งตามไปด้วย
ด้าน ผศ.ดร.ชาติชาย กล่าวว่า อาหารถือเป็นหนึ่งในวัตถุทางวัฒนธรรมที่ถูกตีความผ่านอำนาจของผู้รับวัฒนธรรม เพราะผู้รับวัฒนธรรมถือเป็นผู้มีอำนาจในการนิยาม พูดอีกอย่างว่าเป็นการสร้างการกินจากลิ้นของตัวเอง หรือชิวหาธิปไตย

“ยกตัวอย่างการกินแฮมเบอร์เกอร์ หรือฟาสต์ฟู้ด ในประเทศต้นทางมันเป็นการกินอาหารแบบเร่งด่วนเพื่อให้ได้พลังงานในเวลาอันรวดเร็ว แต่พอมาถึงบ้านเรา เรากลับใช้การกินฟาสต์ฟู้ดเป็นการแสดงความโก้เก๋แทน กลายเป็นว่าเราเปลี่ยนการกินมห้เป็นไปตามวัฒนธรรมที่เราสร้างขึ้นมา” ผศ.ดร.ชาติชายกล่าว
ผศ.ดร.ชาติชาย กล่าวอีกว่า ความลื่นไหลทางวัฒนธรรมมิใช่สิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว และความลื่นไหลนี้เองที่ทำให้การบริโภค ไม่ได้จบลงแค่กิินรับประทานอาหารจนหมด แต่การบริโภคยังสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘สัญญะ’ สำหรับใช้แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และเป็นสัญญะทางวัฒนธรรมเหล่านี้เองที่ทำให้การตีความหมายของวัฒนธรรมต้นทางและปลายทางมีความแตกต่างกันออกไป
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคทุนนิยม รสชาติของอาหารทั่วโลกก็ถูกนายทุนและระบอบทุนนิยมควบคุมจนทำให้อำนาจในการตีความวัฒนธรรมอาหารถูกลดทอนลงไป แต่ถึงอย่างนั้นมนุษย์เราก็ยังสามารถรับและตีความสัญญะรูปแบบใหม่ได้ในขณะที่ระบบทุนนิยมก็ยังไม่หายไปไหน

“สัญญะต่างๆ มันมีความหมายที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา สิ่งนี้เองที่ทำให้การบริโภคของมนุษย์มันไม่มีทางสิ้นสุด” ผศ.ดร.ชาติชายกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ท่านสามารถเลือกชมหนังสือภายในบูธมติชน(J02)ได้ตั้งแต่ วันที่ 9 – 19ตุลาคม 2568 ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10:00 – 21:00 น.

