เอฟซีเกาะขอบเวทีแน่น! ฟังไอเดีย ‘ค้าขายด้วยใจ สไตล์พ่อค้าโอซาก้า’ – กฤตินี-เคนจิ เล่าเบื้องหลังธุรกิจสุดใจฟู พร้อมปล่อยมุกลั่น เพื่อนอ่านจบแล้ว อิ่มใจจนทานข้าวไม่ลง
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5–8 ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ (BOOK EXPO THAILAND 2025) ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ภายใต้ธีม “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” ระหว่างวันที่ 9–19 ตุลาคมนี้ โดยวันนี้เข้าสู่วันที่ 10
สำหรับ บูธสำนักพิมพ์มติชน (บูธ J02) ในปีนี้ร่วมสร้างสรรค์ของพรีเมียมสุดพิเศษภายใต้ธีม “Read to Rise อ่านผลิบาน” โดยเปรียบการอ่านหนังสือก็เหมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ทางความคิด ที่จะทำให้เราเติบโต และผลิบานในแบบของตัวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บูธ ‘สำนักพิมพ์มติชน’ J02 มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในบูธอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยนับถอยหลังสู่วันสุดท้าย ก่อนปิดฉากงานมหกรรมหนังสือฯ ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งทางสำนักพิมพ์มติชนจัดกรรมอัดแน่นกิจกรรมตลอดทั้งวัน

ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่เวที Author’s Salon มีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “ค้าขายด้วยใจ สไตล์พ่อค้าโอซาก้า” โดย ดร.กฤตินี พงษ์นเลิศ และ นายเคนจิ นากามุระ เจ้าของผลงานเล่มฮิตร่วมพูดคุย ดำเนินรายการโดย นายภัทรพล เหลือบุญชู
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า คำว่า ‘โชนิน’ ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง ?
ดร.กฤตินีกล่าวว่า ตามความหมายของคุณเคนจิ ก็หมายถึงพ่อค้าทั่วไป แต่พอเราใช้คำว่า โชนิน มันก็จะมีหมายถึงที่แสดงถึงความตั้งใจและใส่ใจลูกค้า ซึ่งก็จะแบ่งได้อีกหลายแบบ เช่น ‘โอมิโชนิน’ ซึ่งเป็นพ่อค้าจากเมืองโอมิ ที่ปกติแล้วจะเอาของจากภาคเหนือไปขายที่ภาคใต้ แต่เขาจะมีความใส่ใจ ไม่ใช่เพียงแค่กับลูกค้า แต่ยังใส่ใจสังคมอีกด้วย
“เวลาเขาเอาของไปเมืองไหน เขาก็จะช่วยปัดกวาดตลาดแถวนั้นให้อย่างเรียบร้อย หรือว่าช่วยบริจาคเงินสร้างวัด สร้างโรงเรียน เรียกได้ว่าเป็นพ่อค้าผู้เป็นที่รักมากๆ ของคนญี่ปุ่น ซึ่งในหนังสือเล่มนี้เราพูดถึงโชนินแบบนั้น โดยหมายถึงพ่อค้าที่สร้างประโยชน์ให้คนอื่น” ดร.กฤตินี เผย
ด้าน นายเคนจิ กล่าวว่า ถ้าเราดูตัวอักษรคันจิที่เขียนคำว่า ‘โชนิน’ จะมีตัวอักษรที่มีความหมายว่า ‘ไม่เบื่อ’ อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งเวลาที่เราทำธุรกิจนั้นมันคือการอยากช่วยเหลือผู้คน หรือ เราอยากเห็นลูกค้าดีใจ มีความสุข เพราะฉะนั้นยิ่งทำยิ่งมีความสุข ยิ่งสนุก มันจึงไม่เบื่อ มันจึงกลายเป็นคำว่า ‘พ่อค้าที่ไม่เบื่อ’ หรือ โชนิน นั่นเอง

“ภาษาอังกฤษเวลาเรานึกถึงการทำงาน เรามักจะนึกถึงคำว่า Work หรือ Labour ที่แปลว่า ‘แรงงาน’ ซึ่งมันมีความหมายถึง งานที่น่าเบื่อ หรือ งานที่ต้องทำ แต่ภาษาใช้คำว่า “ฮาตาราคุ” (Hataraku) ซึ่งหมายถึงการทำให้คนรอบข้างเราสบายกายหรือสบายใจ นั่นคือ ความหมายที่แท้จริงที่คนญี่ปุ่นมองการทำงาน” นายเคนจิ เผย
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ยุคนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เอไอเริ่มเข้ามามีบทบาทมาก แล้วหัวใจของพ่อค้าดังกล่าวยังใช้ได้อยู่ไหม?
ดร.กฤตินี กล่าวว่า ตนคิดว่าการทำธุรกิจ คือ การช่วยเหลือผู้คน ซึ่งหลักงานนี้ยังคงใช้ได้อยู่ในยุคปัจจุบัน เพราะยิ่งเราช่วยเหลือใคร หรือ เมื่อมันสร้างประโยชน์ให้ใครได้มากๆ รายได้และกำไรก็จะยิ่งตามมา
“เคยมีนักธุรกิจกิจสอนมาว่า ยอดขาย คือ พลังของการที่ทำให้คนๆ หนึ่งดีใจได้มากน้อยแค่ไหนหรือเปล่า? เพราะยิ่งเราทำบางสิ่งที่มันสามารถช่วยเหลือผู้คนได้ เช่น ทำผงซักฟอกที่ทำให้ผ้าขาวได้ทันที หรือ แชมพูที่ใช้แล้วทำให้คนไม่มีรังแค เรียกได้ว่า ยิ่งช่วยเหลือคนได้เยอะ ยอดขายมันก็จะตามมา ซึ่งคนญี่ปุ่นหลายคนที่ประสบความสำเร็จมีคุณสมบัติของการเป็นโชนินตรงนี้อยู่ คือ ไม่ได้คิดว่าเราจะรวยอย่างไร แต่คิดก่อนว่าเราจะช่วยเหลือผู้คนได้มากน้อยแค่ไหนบ้าง” ดร.กฤตินี ชี้
เมื่อถามว่า ปกหนังสือเป็นภาพร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ โอซาก้า มันมีเรื่องราวอย่างไร?
นายเคนจิกล่าวว่า ร้านพ่อของตน เป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป แต่สิ่งที่ผมตกใจ คือ วันหนึ่งมีคนเดินมาบอกตนว่า เดี๋ยวจะไม่อยู่ จะไปต่างประเทศ 3 วัน ระหว่างนี้ช่วยเอาเครื่องซักผ้าไปติดตั้งที่บ้านให้หน่อย แต่ตนก็คิดว่า อ้าว! แล้วกุญแจบ้านเขาล่ะ เราจะเข้าไปได้อย่างไร แต่ลูกค้าก็บอกพ่อว่า เฮ้ย! รู้ใช่ไหมว่าเอากุญแจซ่อนไว้ตรงไหน ซึ่งพ่อก็บอกว่ารู้ๆ แล้วพ่อก็ได้เอาเครื่องซักผ้าไปติดตั้ง ซึ่งเกิดความประทับใจมาก เพราะว่า ถ้าลูกค้าไม่ไว้ใจพ่อเราขนาดนี้ เขาก็คงไม่บอกเรา

“ผมคิดว่าตอนแรกลูกค้าก็คงไม่กล้าฝากกุญแจไว้แบบนี้หรอก แต่พ่อผมให้ความสำคัญกับลูกค้ามากๆ เลย พยายามจำชื่อลูกค้า จำตำแหน่งห้องว่าห้องไหนมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไร แล้วก็จะคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ลูกค้าจึงให้ความไว้วางใจกับพ่อของผมมากๆ แม้ว่าพ่อจะเรียนจบแค่ระดับชั้น ม.ต้น แต่ผมก็รู้สึกว่า เขาเป็นคนทำธุรกิจที่วิเศษมาก” นายเคนจิ เผย
เมื่อถามว่า ขอให้ลองยกตัวอย่างธุรกิจไหนในญี่ปุ่นที่ยังรักษาจิตวิญญาณของการเป็นพ่อค้าแบบนี้ไว้ได้?
ดร.กฤตินีกล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ การที่ได้ฟังเรื่องราวของคุณเคนจิและคุณพ่อ มันทำให้เราประทับใจมาก ถามว่าสิ่งนี้มันหายไปจากญี่ปุ่นไหม ตนคิดว่าไม่ แต่พอได้ไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่เขาทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและเติบโตมาเรื่อยๆ ก็พบว่า มันเป็นหลักการเดียวกัน ซึ่งเราอธิบายออกมายาก แต่พอได้ฟังเรื่องราวของพ่อคุณเคนจิ ก็เลยรู้สึกว่า อุ้ย! อันนี้เข้าใจง่ายและเป็นชีวิตคน ก็เลยเขียนหนังสือเล่มนี้
“ฉะนั้น มันมีธุรกิจที่ใส่หัวใจของพ่อค้าโอซาก้าเต็มไปหมดเลย ยกตัวอย่าง เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราได้ไปดูงานบริษัทที่เกี่ยวกับ Nursing Home ซึ่งผู้ก่อตั้งเขาทำธุรกิจฟิตเนสมาก่อนไม่ได้เกี่ยวกันเลย แต่พอพ่อ-แม่ของเขาแก่แล้ว พาพ่อ-แม่ไป Nursing Home ที่ไหนก็ไม่มีที่ถูกใจ คิดว่าทำไมนักกายภาพบำบัดต้องมาดุคุณตา-คุณยาย เขาก็ไม่แฮปปี้ ก็เลยคิดว่าจะสร้าง Nursing Home ที่เคารพผู้สูงอายุและได้ใช้ชีวิตแบบมีชีวิตชีวาที่สุดให้ได้
“สุดท้ายเขาก็มองไปแค่คุณตาคุณยายว่า อ้าว อยากได้อะไร ดูแลตรงไหน พาไปทำกายภาพบำบัดเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ทำให้เราตกใจ คือ ข้างๆ สถานกายภาพบำบัด เขาสร้างซูเปอร์มาร์เก็ตไว้ เราก็สงสัยว่า เขาจะทำกำไรเพิ่มเหรอ แต่เขาบอกว่า เปล่า กำไรน้อยมาก แต่ต้องทำเพราะจะได้ทำให้คุณตาคุณยายมีชีวิตชีวา ให้เขาได้ซื้อช็อกโกแลตไปฝากลูกหลาน มันทำให้พวกท่านกระชุ่มหัวใจขึ้นมาได้ มันไม่ได้เป็นการมองแค่กำไรในช่วงสั้นๆ แต่มันเป็นการมองความสุขลูกค้า กลายเป็นว่าคนที่มากายภาพ ก็อยากมากายภาพที่นี่อีก” ดร.กฤตินี เผย

ดร.กฤตินีกล่าวอีกว่า มันไม่ใช่แค่ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เขายังไปทำร้านทำผม ที่ให้นักกายภาพพาขับรถไปทำผมถึงที่ร้านได้ คือ มันเป็นการสร้างทั้งเมืองที่ทำให้คุณตาคุณยายแอคทีฟจริงๆ มันกลายเป็นธุรกิจที่ต่อยอดและเติบโตกันไป และเป็นที่รักของคุณตาคุณยาย
เมื่อถามว่า คุณค่าของหนังสือเล่มนี้คืออะไร?
นายเคนจิเผยว่า เท่าทีได้ถามเพื่อนๆ ว่าอ่านจบแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบกันว่า อ่านจบแล้ว ทานข้าวไม่ลงเลย เพราะว่ามันอิ่มใจมาก
“เท่าทีได้ถามเพื่อนๆ ว่าอ่านจบแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบกันว่า อ่านจบแล้วทานข้าวไม่ลงเลย เพราะว่ามันอิ่มใจมาก เพราะตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้เราก็เห็นภาพผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่-รายเล็ก เครียดกับเศรษฐกิจ เครียดกับเอไอ เครียดกับยุคดิจิทัล ว่าเราจะทำอย่างไรดี แม้ว่าหลักธุรกิจมันมีความสำคัญ แต่เราก็อยากให้คนอ่านเล่มนี้ ให้มันเข้าไปอยู่อยู่ที่ใจจริงๆ ก็เลยเลือกเขียนในแบบที่อบอุ่นใจมาก และเชื่อว่าค่อยๆ อ่านไปแล้วจะยิ่งรักคุณพ่อและคุณเคนจิมากขึ้นเรื่อยๆ
“มันจะทำให้เรารู้สึกว่า เออ เราไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก เวลาที่เราทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น สุดท้ายมันก็จะกลับมาหาเรานะ นั่นคือ แก่นของหนังสือเล่มนี้ ที่อยากให้คนไทยที่กำลังเครียดกับหลายๆ เรื่องได้อ่าน และได้อบอุ่นหัวใจ อ่านแล้วใจฟูมากขึ้น” ดร.กฤตินี เผย

ด้าน นายเคนจิ กล่าวเสริมว่า ตนคิดว่าความสุขมันไม่ได้แขวนขาย หรือ หยิบจับได้ แต่มันอยู่ที่ข้างใน ตนมีเซ้นส์ของความเป็นตลก ก็มักจะหยิบอะไรมาเล่าได้ ความสุขก็เหมือนกันมันอยู่ที่มุมมองของเรา ถ้าเราคิดแต่ว่าเครียด ต้องทำงาน หรือทำเงินให้ได้เยอะๆ ก็จะได้ไอเดียธุรกิจแบบหนึ่ง
“แต่ถ้าเราคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนนั้นเขามีความสุข อยากจะช่วยเหลือคนนี้จังเลย ก็จะได้ไอเดียที่มีคุณภาพมากกว่า เพราะถ้าใจเรามีความสุข เราทำให้คนอื่นมีความสุขได้ ผมมั่นใจว่าไอเดียแบบหลังมันจะดีกว่ามากๆ ซึ่งแน่นอนว่าการที่จะทำให้หัวใจเป็นแบบนั้นได้ ทำได้หลายวิธี หนึ่งนั้นคือ เราต้องกลับไปนึกถึงความอบอุ่นหัวใจ ความดีงามต่างๆ ที่เราประสบมา ซึ่งเรื่องราวอบอุ่นอันนี้ คือเรื่องราวของคุณพ่อผมที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว” นายเคนจิ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ สามารถเลือกชมหนังสือและแลกของสมนาคุณภายในบูธมติชน (J02) ได้จนถึงวันที่ 19 ตุลาคมนี้ 2568 ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.


