เล่มแรก! สืบ ปวศ.ศิลป์เชิงวิทย์ ตอบคำถาม ‘ทวารวดีอยู่ไหนกันแน่’ ขุดรูปแรร์- ใช้แผนที่ยูเนสโก

15.11.25 | 18:49 น.

เล่มแรก! สืบ ปวศ.ศิลป์เชิงวิทย์ ตอบคำถาม ‘ทวารวดีอยู่ไหนกันแน่’ ขุดรูปแรร์- ใช้แผนที่ยูเนสโก

เล่มแรก! สืบปวศ.ศิลป์เชิงวิทย์ ตอบคำถาม ‘ทวารวดีอยู่ไหนกันแน่’? ขุดรูปแรร์-พลอตกราฟ ใช้แผนที่ยูเนสโกวิเคราะห์หลักฐาน ชี้ ’ทวารวดี‘ คือศรีเทพ ท็อป 3 เมืองที่ส่งบรรณาการไปจีน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน ที่อาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ จัดงานเสวนาแนะนำหนังสือ “ทวารวดี ศรีเทพ: การค้นหาอารยธรรมแรกเริ่มแห่งสยาม” ส่วนหนึ่งของงานแนะนำหนังสือ Dvaravati Si Thep: In Search of Thailand’s Earliest Civilization

โดยมี ผู้แทนบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย อ.ภูธร ภูมะธน ที่ปรึกษาฝ่ายศิลปและวัฒนธรรม, นายวิรัช เมฆสัมพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการพิเศษ และ อ.ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้จัดการอาวุโสงานบริหารกิจกรรมโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บมจ.ไทยเบฟฯ ซึ่ง อ.ภูธร ได้ร่วมกล่าวถึงบทบาทด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผ่านการให้การสนับสนุนจัดพิมพ์หนังสือ พร้อมรับมอบของที่ระลึกจากประธานมูลนิธิพิริยะฯ

Advertisement

จากนั้นเข้าสู่ช่วงเสวนาและแนะนำหนังสือโดย ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ เมธีวิจัยอาวุโสสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ในฐานะประธานกรรมการ มูลนิธิฯ, ดร.กมลทิพย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ดำเนินรายการโดย ดร.รสิตา สินเอกเอี่ยม เจ้าของผลงาน ‘ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธา ธรรมชาติ สถาปัตยกรรม’ ท่ามกลางนักวิชาการ ตลอดจนผู้ที่สนใจเข้าร่วมคับคั่ง

ในตอนหนึ่ง ดร.กมลทิพย์ หนึ่งในผู้ร่วมเขียนหนังสือ Dvaravati Si Thep: In Search of Thailand’s Earliest Civilization ชี้ว่า ความแตกต่างของเล่มนี้คือ การนำทฤษฎีต่างๆ มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นสเต็ป (step) เหมือนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในอดีตยังไม่ค่อยมีใครใช้วิธีนี้มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ศิลปะ (เชื่อมโยงระหว่างศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน)

“หนังสือเล่มนี้ จึงนับว่าเป็นเล่มแรกที่นับว่ามีการผสมผสาน ระหว่างการตัดสินใจที่มีเหตผล บนพื้นฐานของหลักฐานศิลปะในอดีตเมื่อ 100 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน” ดร.กมลทิพย์ กล่าว

เมื่อถามถึงจุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้  ดร.กมลทิพย์เผยว่า สิ่งที่อาจารย์พยายามจะบอกคือ การตอบคำถามหลักว่า ‘ทวารวดีอยู่ที่ไหน’? หรือน่าจะอยู่ที่ไหนมาที่สุด เพราะเกือบ 100 ปีมาแล้ว มีการตั้งข้อสันนิษฐาน ว่าอยู่ในเมืองโบราณอย่าง นครปฐม คูบัว และอ่างทอง ซึ่งน่าจะรวมศรีมโหสถเข้าไปด้วย แต่นักวิชาการแต่ละค่ายมีความเชื่อต่างกันซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะดูกันคนละอย่าง คนละแบบ

“หนังสือเล่มนี้จะโฟกัสไปที่ทวารวดี เสนอว่าที่ตั้งอยู่ที่ไหน จากมุมมองที่เป็นเหตุผล ที่ควรใช้หลักฐานจากสหวิทยาการ คือจากหลายศาสตร์ แม้แต่ชีววิทยา มาประติดประต่อให้เห็นภาพว่า ว่าหลักฐานชิ้นไหน น่าเชื่อถือที่สุด” ดร.กมลทิพย์ ระบุ

สำหรับแนวทางในการค้นหา กล่าวคือ ส่วนใหญ่ เหมือนการดูว่าลูกคนนี้เป็นของแม่คนไหน ซึ่งก็สามารถดูได้จากใบหน้า ลักษณะ ท่าทาง น้ำเสียงการพูดต่างๆ ที่นำมากำหนดเป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ

“เช่นเดียวกับ เมือง ที่ได้รับการเสนอชื่อว่า (ใน 5 เมือง) อันไหนจะมีลักษณะคล้ายทวารดีมากที่สุด ซึ่งปัญหาคือ ไม่ค่อยมีจากที่เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจาการบันทึกของจีน” ดร.กมลทิพย์ เผย

โดยกำหนด ‘เกณฑ์ในการเปรียบเทียบ’ ออกมา ผ่านตัดสินใจจากความคล้ายเคียง หรือ ‘น่าจะเป็น’ ที่ตั้งของทวารวดีมากที่สุด และด้วยเหตุผลอะไร ซึ่งก็จะย้อนกลับไปดูลักษณะแรกเริ่มของทวารดี จากสารานุกรม ‘เซ่อ ฝู่ เหยิน กุ๊ย’ (พุทธศตวรรษที่ 13-15) รวมถึงบันทึกของพระถังซำจั๋ง และ อี้จิง (พุทธศตวรรษที่13) ที่จดทุกอย่างขณะแสวงบุญ

ส่วนหลักฐานสมัยใหม่ มีศิลาจารึก จากทางกัมพูชา ที่ชื่อว่า ‘แผ่นศิลาเบ็งเวียน'(พุทธศตวรรษที่16) โดยดูจากมุมมองทั้ง 4 ด้าน คือ 1.ยุคสมัยของความรุ่งเรืองและเสื่อมถอย 2.ขนาดของที่ตั้ง 3.ความเชื่อทางศาสนา รวมถึง 4.ความหมายโดยนัยด้านภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง ที่เทียบเคียง

รวมถึงหลักฐานจากหลายสาขาวิชา อย่างเรื่อง ‘ ทอง’ หรือ ‘คอปเปอร์’ ซึ่งหินของศรีเทพมีลักษณะพิเศษ คือ ‘สีเขียว’ และนี่คือร่องรองของ คอปเปอร์ จากทองแดงที่อยู่ในหินแถวนั้น แล้วที่ไหนที่น่าจะมีของแบบนี้? โดยระบุเกณฑ์เปรียบเทียบจากหลักฐานที่มีอยู่ จนได้เกณฑ์ในการเปรียบเทียบ ใช้วิทยาการสมัยใหม่ในแง่ของพิกัดที่ตั้ง

ในแง่ความเชื่อทางศาสนา ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ความเชื่อผ่านศิลปะทั้ง 5 เมือง

นอกจากนี้ ยังสนใจศตวรรษที่ 7 เพราะอยู่ในการบันทึกนายพงศาวดารจีน ระบุว่าในศตวรรษที่ 7 ได้ส่งเครื่องบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดิ ถึง 5 ครั้งในระยะเวลา 100 ปี จนได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในท็อป 3 ของเมืองที่ส่งเครื่องบรรณาการไปยังประเทศจีน แล้วหลังจากนั้นก็หายไปเลย

“รุ่งเรืองที่สุดของทวารวดี อยู่ในศตวรรษที่ 7 จากแพทเทิร์นการสร้างพุทธศิลป์ จากหลักฐานที่มีการส่งเครื่องบรรณาการไปที่จีน เป็นอย่างมาก ซึ่งทุกเมืองมีลักษณะคล้ายกันหมด ยกเว้น คูบัว (จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน) ถ้าดูอย่างตรงไปตรงมา อันไหนมีเครื่องหมายติ๊กถูกมากที่สุด มีน้ำหนักเป็นทวารวดีมากที่สุด

ที่น่าสนใจที่สุด คือเรื่องความเชื่อทางศาสนา กับ ภูมิศาสตร์ จะเห็นความแตกต่างระหว่างศรีเทพ กับเมืองอื่นค่อนข้างมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ทั้งหมด ศรีเทพ กับนครปฐม ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด

“ถ้าดูลงไปลึกๆ ของ ทวารวดี เริ่มต้นศาสนา พราหมณ์ เป็นพื้นฐาน ก่อนจะมีพุทธศาสนา เข้ามาแทรกในช่วงศตวรรษที่ 7 แต่จุดที่น่าตกใจคือในศตวรรษที่ 8 ศาสนาพราหมณ์กลับหายไป มีแต่พิธีพุทธเพียวๆ” ดร.รสิตาชี้ลักษณะที่เปลี่ยนไป

โดยข้อมูลทั้งหมด ซึ่งอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้วนั้น เป็น ‘เชิงบทความทั้งหมด’ อย่างบทที่ 3 เรื่องศิลปะที่ศรีเทพ มี 100 หน้า ดูแล้วไม่สามารถสรุปออกมาได้ว่า มันบอกอะไรเรา ต้องใช้วิชาที่คุ้นเคย แปลงข้อมูลเชิงว่าความ ให้เป็นภาพ (visualization) ซึ่งทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ อาจจะไม่ค่อยพบการตีความลักษณะนี้ ซึ่งมาจากข้อมูลที่ครบถ้วนและลึกซึ้ง โดยแปลงเป็นชาร์ต เป็นกราฟ เพื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็น

“หนังสือเล่มนี้ เป็นเครื่องมือที่ดีในการศึกษา สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น มีหลายลักษณะที่อยากให้ดูที่สุด คือ รูปภาพ อย่าง ‘พระเกศาของพระวิษณุ’ ที่ยาวสลวย มีความคล้ายสุขภาพสตรี รวมถึงจำแนกเป็นแคตตาล็อก มี ‘บัญชีจำแนกศิลปะวัตถุ’ ที่ยังบอกรายละเอียดศาสนา ยุคของแต่ละชิ้น

ที่น่าสนในอีกส่วนคือ ‘แผนที่’ เราสามารถนำมาวิเคราะห์ให้เห็นข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่านั้น

“อย่าง ‘แผนที่ของยูเนสโก’ ที่ระบุจุดเขาคลังนอก เขาถมอรัตน์ ที่อยู่ตรงกันเป๊ะๆ เมื่อลากเส้นตรง จุดนี้สะท้อนว่า มีการตั้งใจสร้างให้หันหน้าตรงเข้าหากัน

น่าแปลกใจ ห่างกัน 15 กม. คนเมื่อ 1,500 ปีมาแล้ว เก่งมากๆ” ดร.กมลทิพย์ กล่าว

ซึ่งยังรวมถึงการนำแผนที่จาก Mitr Earth มาวิเคราะห์, รวมถึงกราฟแสดงยุครุ่งเรืองและเสื่อมถอย ของแต่ละเมืองทั้ง ศรีเทพ นครปฐม อู่ทอง คูบัว และศรีมโหสถ ซึ่งเห็นความเจริญรุ่งเรืองและร่วงโรยในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ยกเว้น ‘คูบัว’

รวมถึงใช้กราฟความเชื่อทางศาสนา และนิกาย ที่พบความหลากหลายอย่างมาก อย่าง นครปฐม เอียงไปทางศาสนาพุทธ พบว่า รากฐานของศาสนาพราหมณ์ พบที่ศรีเทพ

นอกจากนี้ยังมีกราฟแสดง ‘งานศิลปะทางศาสนาที่ทำด้วยทอง’ ตลอดจนวัตถุอื่นๆ อย่าง นครปฐม ศรีเทพ ที่มีความเด่น

“ในขณะที่อู่ทอง ชื่อบอกว่าน่าจะมีทองเยอะ แต่พบว่าแทบไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ ใช้สอย ไม่ใช่วัตถุทางศาสนา”

ดร.กมลทิพย์ เปิดเผยว่า เหตุผลที่สนใจเรื่อง ‘ทอง’ เพราะของบรรณาการที่ส่งไปจีน ในนั้นมีทองทุกครั้ง ทำให้เราคิดว่า ทวารวดีน่าจะต้องมีทองเยอะ เพราะมีพอใช้แล้วถึงขนาดส่งออกไปได้ด้วย จึงสันนิษฐานว่า ศรีเทพ น่าจะมีทองเยอะที่สุด

พร้อมยังเปิดเผยว่าถึงความคาดหวัง ว่าอยากให้ผู้อ่านทั่วไปที่ไม่ได้มีพื้นฐาน ได้อ่านและเข้าใจ รากเหง้าของวัฒนธรรมไทย ทั้งผู้ที่สนใจศิลปะวัฒนธรรม ทวารวดี หรือศรีเทพ ที่อาจจะเคยได้ยินชื่อแต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ในด้านการศึกษาเล่มนี้ สามารถอ้างอิงในเชิงวิชาการได้

สำหรับ ‘ไกด์’ เล่มนี้ครบถ้วนที่สุด เมืองที่มีพิพิธภัณฑ์ ทั้ง 4-5 เมือง สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการนำชมได้ เพราะมีข้อมูลมากกว่าพิพิธภัณฑ์เยอะ พิจารณาจากหลักฐานศิลปะเป็นส่วนใหญ่ แต่ใช้ประกอบหลายวิชา

“จุดเด่นคือ มีภาพประกอบเยอะมาก หนังสือ 250 หน้า มี 250 รูป ในบทที่ 3 จะพบหลักฐานภาพถ่าย ศิลปกรรมที่พบในศรีเทพอย่างครบถ้วน เรามีทีมที่ปีนไปถึงถ้ำเขาถมอรัตน์ เข้าไปถ่ายรูป ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะมาช่วยแมชต์ เรื่องเศียรพระ พร้อมแยกศาสนา ศตวรรษในการสร้าง ความแตกต่างคือ การใช้ข้อมูลในเชิงกราฟ” ดร.กมลทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย

ต่อมาเวลา 15.00 น. ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ พานำชมโบราณวัตถุ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมอธิบายที่ทา ตลอดจนรายละเอียดของโบราณวัตถุที่จัดแสดงภายในโดยละเอียด

นอกจากนี้ วันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เวลา 06.00 – 20.30 น. มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ เตรียมจัดทริปทัวร์ประวัติศาสตร์ “ถ้ำพระโพธิสัตว์ – ศรีเทพ: การค้นหาอารยธรรมแรกเริ่มแห่งสยาม” เส้นทางนำชม ถ้ำพระโพธิสัตว์ – อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ โดย ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ (ค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทาง 2,000 บาท/ท่าน