พิริยะ ฟันธง ‘ศรีเทพ’ ศูนย์กลางทวารวดี ไม่ใช่นครปฐม ไทยเบฟฯหนุนพิมพ์เล่มใหม่โชว์โลก

15.11.25 | 20:47 น.

พิริยะ ฟันธง ‘ศรีเทพ’ ศูนย์กลางทวารวดี ไม่ใช่นครปฐม ไทยเบฟฯหนุนพิมพ์เล่มใหม่โชว์โลก

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ คอนเฟิร์ม! หลังศึกษามาครึ่งศตวรรษ ’นครปฐม ไม่ใช่ทวารวดี’ ศรีเทพ คือศูนย์กลาง – เปิดหลักฐานบ่งชี้ ก่อนอินเดียส่งอิทธิพล ’เรามีศิลปะของเราเอง’ ด้าน ไทยเบฟฯ หนุนตีพิมพ์อังกฤษ หวัง ’เป็นหน้าเป็นตาประเทศ‘

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน  ที่อาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ จัดงานเสวนาแนะนำหนังสือ “ทวารวดี ศรีเทพ: การค้นหาอารยธรรมแรกเริ่มแห่งสยาม” ส่วนหนึ่งของงานแนะนำหนังสือ Dvaravati Si Thep: In Search of Thailand’s Earliest Civilization

โดยมี ผู้แทนบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย อ.ภูธร ภูมะธน ที่ปรึกษาฝ่ายศิลปและวัฒนธรรม, นายวิรัช เมฆสัมพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการพิเศษ และ อ.ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้จัดการอาวุโสงานบริหารกิจกรรมโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บมจ.ไทยเบฟฯ ร่วมด้วย

Advertisement

อ.ภูธร กล่าวถึงบทบาทด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผ่านการให้การสนับสนุนจัดพิมพ์หนังสือ พร้อมรับมอบของที่ระลึกจากประธานมูลนิธิพิริยะฯ

อ.ภูธรเผยว่า เราตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้ เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศไทยและถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องพิถีพิถันในการจัดทำเป็นพิเศษ ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชนที่ทำงานในด้านนี้

“เราจึงยินดีสนับสนุนเป็นจำนวนเงิน 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทางมูลนิธิฯ ได้เผยแพร่ความรู้ ซึ่งในหัวโขนของทางมูนิธิฯ ที่ทำมาตลอด คือการเผยแพร่ความรู้ใหม่ การทบทวนความรู้เก่า ไม่ใช่เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ นั่นคืออุดมการณ์ของมูลนิธิฯ ด้วยเจตนารมณ์นี้ จึงทำให้หนังสือเกิดขึ้นได้” อ.ภูธรกล่าว

จากนั้น ศ.พิเศษ ดร.พิริยะประธานมูลนิธิพิริยะฯ ร่วมมอบหนังสือให้แก่ เป็นของที่ระลึกให้แก่ ผู้แทนบริษัท ไทยเบฟเวอเรจฯ ทั้ง 3 ท่าน

ก่อนเข้าสู่ช่วงเสวนา “ทวารวดี ศรีเทพ: การค้นหาอารยธรรมแรกเริ่มแห่งสยาม” โดย ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ เมธีวิจัยอาวุโสสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ในฐานะประธานกรรมการ มูลนิธิฯ ร่วมด้วย ดร.กมลทิพย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ดำเนินรายการโดย ดร.รสิตา สินเอกเอี่ยม เจ้าของผลงาน ‘ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธา ธรรมชาติ สถาปัตยกรรม’ ท่ามกลางนักวิชาการ ตลอดจนผู้ที่สนใจเข้าร่วมคับคั่ง

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ เปิดเผยว่า ในปี 2020 ตนเขียนเรื่องทวารวดี ศรีเทพ ซึ่งทางมูลนิธิฯ เสนอว่าอยากให้เป็นภาษาอังกฤษ

พร้อมเผยถึงความสนใจด้าน สุนทรียภาพตะวันตก เริ่มจากเมื่อครั้งที่อาจารย์ที่ปรึกษา ม.ฮาวาร์ด สอบถามว่าจะศึกษาสมัยไหน ? ตนก็ตอบทันทีว่า ‘สมัยทวารวดี’ เพราะสะท้อนสุนทรียภาพที่คุ้นเคย

โดยเริ่มศึกษาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เขียนเป็นวิทยานิพนธ์ จากแรกเริ่มความรู้เรื่องสมัยทวารวดีที่รับรู้มาจาก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ (โบราณคดีชาวฝรั่งเศส) คือรับอิทธิพลของศิลปะมาจากอินเดีย เป็นศิลปะหมวดแรกของประเทศไทย ในปี 2469 ทรงนิยาม ‘สมัยทวารวดี’ ว่าเป็นเวลาที่มีเพียงศิลปะแบบพุทธแบบเถรวาทเท่านั้น โดยรับอิทธิพลพุทธศิลป์ ในสมัยคุปตะของอินเดีย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-11

ในปีเดียวกันนี้ ยอช เซเดส์ ก็ขยายขอบเขตทวารวดีให้รวมถึง ’ศิลปะในศาสนาพราหมณ์‘ ด้วย ในจุดนี้เอง ทั้ง 2 ท่านเห็นไม่ตรงกัน

ต่อมาปี พ.ศ.2506 มีการแยกศิลปะพราหมณ์ออก ชื่อเป็นหมวดเทวรูปรุ่นเก่า, ปี พ.ศ.2512 มีการรวมศิลปะพุทธและพรมหณ์ ภายใต้ชื่อ ‘ศิลปะทวารวดี’

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ชี้ว่า จุดสำคัญคือในปี พ.ศ.2482 ปิแอร์ ดูปอง นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส มำหารขุดค้นที่พระประโทน นำมาสู่การเปลี่ยนชื่อให้เป็น ‘เจดีย์จุลประโทน’ ซึ่งกรมศิลป์ยังใช้เจดีย์พระประโทนไม่เปลี่ยนชื่อ

นอกจากนั้น ยังระบุว่าไปเลยด้วยว่า ‘ทวารวดี เป็นรัฐของมอญ’

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะกล่าวว่า ในปี 2504 กรมศิลปากร ได้ขุดค้นพบ ‘พระโพธิสัตว์ดินเผา’ ที่คูบัว จ.ราชบุรี เป็นหลักฐานของพุทธศาสนามหายาน ครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย

ต่อมาในปี 2511 การขุดค้น ‘เจดีย์จุลประโทน’ ก็พบประติมากรรมปูนปั้นซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอของตน ในปี 2517 ว่ามี คณะสงฆ์สาวกยาน หรือ เดิมเรียกว่า หีนยาน ที่ใช้ภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปรากฏคณะสงฆ์นิกายนี้

กระทั่งปี 2518 ตนได้เสนอวิทยานิพนธ์ ป.เอก เรื่อง ‘เจดีย์จุลประโทน สถาปัตยกรรมและประติมากรรมแห่งทวารวดี’ ต่อ ม.ฮาวาร์ด โดยกำหนดในยุคเจดีย์ จากการเปรียบเทียบ ‘อินเดียและกัมพูช ซึ่งกัมพูชามีจารึกเวลาที่แน่นอน

โดยตนได้แบ่งลำดับสถาปัตยกรรมออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ พ.ศ.1118-1193 คณะสงฆ์มูลสรวาสติวาท, พ.ศ.1193-1243 พุทธศาสนาเถรวาท, พ.ศ.1243 – 1343 ระยะเปลี่ยนผ่าน/ทวารวดีตอนปลาย

เมื่อถามถึงทฤษฎีที่ว่า ‘ศรีเทพ เป็นศูนย์กลางทวารดี’ หลังจากอาจารย์ได้ทำเรื่องนี้ อยากทราบมุมมองในแนวคิดดังกล่าว ?

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ เผยว่า หลังจากเขียนวิทยานิพนธ์ ป.เอก แล้วก็รู้สึกยูเรก้า ขึ้นมาว่า ’นครปฐม ไม่ใช่ทวารวดี’ แน่ๆ ไม่เห็นด้วยถึงขนาดไปหา ที่มา ให้นครปฐมใหม่ แล้วก็พบว่านักวิชาการท่านอื่นๆ ยังมีความเห็นว่า นครปฐมยังเป็นทวารวดีอยู่ ตนจึงได้ศึกษาต่อเรื่อยมาก็พบว่าน่าจะเป็นที่ ‘ศรีเทพ’

โดยเมื่อสิงหาคม ปี 2560 มีโอกาสได้ไปบรรยาย จึงระบุชัดเจนไปเลยว่า ‘ศรีเทพ คือ ทวารวดี’ แต่ในโอกาสนั้นที่บรรยายยังไม่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือ Defining Dvaravati เพราะไม่ได้ส่งบทความให้กองบรรณาธิการ

เมื่อถามว่า ความจริงแล้ว ’ศิลปะทวารวดี‘ อย่างที่ศรีเทพ มีลักษณะเป็นจุดสังเกตอย่างไร?

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะกล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือ ศิลปะโดดเด่นที่มีความเป็นเลิศด้านสุนทรียภาพอย่าง ‘ศรีเทพ’ นั้นไม่ได้อยู่ในไทย มีเพียงบางชิ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่ที่โดดเด่น สร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์

อย่างเช่น ‘พระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ’ ซึ่งมาจากกัมพูชา ซึ่งตนเอามาเปรียบเทียบกับที่พบในศรีเทพ คือองค์กลางในภาพ (อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร) คือ พุทธศักราช 1118 ซึ่งสะท้อนว่า ไม่ใช่ว่าทุกอย่างเรารับจากอินเดีย เราอาจมี ‘ของเราเอง’ ก่อนรับจากอินเดียก็เป็นได้

อีกหลักฐานอย่าง ‘พระวิศณุ’ ที่ยังหลงเหลืออยู่ ในพิพิธภัณฑสถานพระนคร คือ พระวิศณุยืนตริภังค์ ซึ่งแท้จริงแล้วกรีก นำลักษณะนี้มาให้อินเดีย โดยเทวรูปดั้งเดิมที่สุดคือ ‘พราซิเทเลส’ จะเห็นลักษณะการยืนเอี้ยวแบบกรีกโรมัน ที่เรารับมา ซึ่งพบได้ที่ ‘ศรีเทพ’

“หรืออย่าง ‘พระสูริยะ’ ที่เราซื้อแต่ละท่อนกลับมารวมกัน ซึ่งจากการดูเนื้อหินพบว่าเป็น ‘หินศรีเทพ’ ที่มีความร้อน เห็นสีพื้นเขียวๆ อยู่ข้างใน นั่นคือหินศรีเทพ แท้ๆ จึงยืนยันได้ว่าแท้ พระสูริยะ มาจากศรีเทพจริงๆ”

มีอีกหลายองค์ที่พบว่าในช่วงปี 1970 มีการลักลอบออกไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เป็นชิ้นที่ทำงานทั้งนั้น ไทยซื้อกลับมาจากพิพิธภัณฑ์ ศิลปะคลีฟแลนด์

รวมถึง ‘พระอมิตาภะพุทธ’ ที่ตนเสนอว่ามาจากนิกายสุขาวดี ที่มาจากจีน เพราะอินเดียไม่มีนิกายนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งองค์นี้มีความสูงเกือบ 3 เมตร เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่ด้วยกฎหมาย จึงไม่สามารถขอคืนได้

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ยังกล่าวถึง ข้อสงสัยที่มีมานานว่า ทำไมถึงไม่พูดถึงอู่ทอง นครปฐม คูบัว และศรีมโหสถ ที่บางท่านถือว่าเป็นทวารวดีทั้งนั้น ตนจึงกลับไปศึกษาศิลปทวารวดีใหม่ตั้งแต่ต้น พร้อมทั้ง รวบรวมภาพถ่าย ทั้งที่ตีพิมพ์และไม่ได้ตีพิมพ์ มาเรียงรายแล้วคัดแยก จนทำให้เกิดคำถามว่า แล้วทั้ง 4 นี้คืออะไร ถ้าไม่ใช่ทวารวดี ?

 

ในช่วงท้าย เมื่อถามงานมองเห็นพัฒนาการ ในการศึกษาทวารวดีอย่างไรบ้าง หลังจากผ่านกระบวนการที่หลากหลาย ?

ในตอนหนึ่ง ศ.พิเศษ ดร.พิริยะกล่าวว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้วเชื่อว่าทวารวดี มีอาณาจักรศูนย์กลางอยู่ที่ นครปฐม รวมถึง ประชากรนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท

“หลังจากศึกษามาครึ่งศตวรรษ จากศิลปกรรมที่ค้นพบใหม่ ก็ปรากฏว่า ‘ศรีเทพ คือศูนย์กลางสำคัญของทวารวดี’ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ศาสนาพราหมณ์ ไวษณพนิกาย ในระยะแรก ซึ่งจริงๆ แล้วแบ่งเป็นหลายระยะ หลายศาสนา

“หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า ลังกา เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนามหายาน แต่เพราะเราเติบโตมาภายใต้ลัทธิเถวรวาท เราเลยเชื่อกันว่า ลังกาเป็นศูนย์กลางของ ’เถรวาท‘ ซึ่งก็จริง แต่ไม่ฝช่ทั้งหมด เพราะลังกาเป็นศูนย์กลางของ ’มหายานและตันตระระยะแรก‘ ด้วย ที่มาจากลังกา

พุทธศตวรรษที่ 14-15 พัฒนาไปสู่ตันตระระยะต้น หรือที่คนเรียกว่า โปรโต-ตันตระ ซึ่งมีผลต่อศิลปะโลกทัศน์ของทวารวดีอย่างลึกซึ้ง ที่จริงแล้วถ้าท่านเปิดใจกว้างสักนิดนึงว่า เถรวาทในประเทศ แท้จริงแล้วไทยใช่หรือ ที่จริงแล้ว โปรโต ตันตระ น่าจะตรง ถ้าท่านเปิดใจ

นอกจากนี้ ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ยังกล่าวถึง ‘บันทึกของจีน’ ที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์สมัยทวารวดี โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ การค้า และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เมื่อเทียบเคียงหลักฐานพบว่า ไม่น่าจะใช่แหล่งที่ตั้งของรัฐ 4 แห่ง น่าจะอยู่ในภาคกลาง เช่นมี่ระบุว่า ‘หลาง หนา ซิว’ คือที่ตั้งของนครปฐม, ศรีมโหสถ ที่ตั้งของรัฐ ‘ถัวฮวน’ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของทวารวดี

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ถ้าอยากว่าทราบว่า ‘ศรีเทพมีอะไร‘ ต้องตามอ่านในเล่มนี้
Dvaravati Si Thep: In Search of Thailand’s Earliest Civilization‘ ถ้าหากมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทย จะมีการปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบขึ้น ซึ่งหนีไม่พ้นว่าต้องพูดถึง ‘ลพบุรี’ ด้วย แม้ว่าอาจจะเป็นคนละรัฐคือ ’ละโว้‘ แต่ก็อาจมีการผสมผสานทางด้านศิลปะได้เช่นกัน

ต่อมาเวลา 15.00 น. ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ พานำชมโบราณวัตถุ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมอธิบายที่ทา ตลอดจนรายละเอียดของโบราณวัตถุที่จัดแสดงภายในโดยละเอียด

นอกจากนี้ วันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เวลา 06.00 – 20.30 น. มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ เตรียมจัดทริปทัวร์ประวัติศาสตร์ “ถ้ำพระโพธิสัตว์ – ศรีเทพ: การค้นหาอารยธรรมแรกเริ่มแห่งสยาม” เส้นทางนำชม ถ้ำพระโพธิสัตว์ – อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ โดย ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ (ค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทาง 2,000 บาท/ท่าน