เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ห้องประชุม ศ.ดร.สุดใจ เหล่าสุนทร (ห้อง 201) ‘สำนักพิมพ์มติชน’ ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดงานเปิดตัวหนังสือ ‘พระตะบอง: ดินแดนใต้เงา 2 รัฐ’ โดยมีเจ้าของผลงาน ได้แก่ ผศ.ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย ดร.ชิติพัทธ์ สุนทรสารทูล
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 15.00 น. มีผู้เข้าร่วมรับฟังเสวนาอย่างคับคั่ง ทั้งนิสิต นักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.ณัฐพร กล่าวถึงจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ ว่าเป็นการเสนอภาพพระตะบอง ที่ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ประเด็นเรื่องเสียดินแดน เรื่องสงครามเพียงอย่างเดียว แต่มีมุมมองที่หลากหลายกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยบางประเด็นก็ถกเถียงกันเองโดยหลักฐานอยู่แล้ว
“เราในฐานะนักประวัติศาสตร์เจอบ่อยมาก เช่น ฝั่งฝรั่งเศสต้องเขียนเอาใจกัมพูชาอยู่แล้ว หรือตัวของสยามเองก็เขียนในมุมกลับกัน ไม่ใช่หน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ที่จะต้องไปตัดสินว่าใครถูกหรือใครผิด แต่หน้าที่ของเราคือการนำเสนอข้อมูลนั้นทั้งสองฝ่าย ให้ผู้อ่านไปตัดสินกันว่าจะเชื่อตรงไหนมากกว่า ยิ่งเข้าถึงข้อมูลที่มีความหลากหลายในเชิงประวัติศาสตร์ ก็จะทำให้ผลงานมีมิติเพิ่มมากขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพร กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการขอให้อธิบายถึงพระตะบองในรูปแบบที่ไม่เป็นไปตามชุมชนจินตกรรมที่ผูกกับรัฐชาติ
ผศ.ดร.ณัฐพร ตอบว่า พระตะบองเป็นดินแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ้ามองโดยประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงการเมือง จะเห็นว่าทุกยุค ทุกสมัย พระตะบองกลายเป็นฐานในการต่อต้านที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะต่อต้านรัฐบาลที่พนมเปญเอง รวมถึงการต่อต้านที่ฝั่งไทยเข้าไปช่วย
“พระตะบองมีนัยยะอะไรบางอย่างที่เป็นเมืองที่ค่อนข้างจะเป็นเอกเทศเฉพาะตัว เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ช่วงหลังสงครามกลางเมือง จะเหลืออยู่ 2 พื้นที่ ที่เขมรแดงยังยึดไม่ได้ คือ พระตะบอง กับ พนมเปญ ฉะนั้น เราจะเห็นภาพเลยว่าพระตะบองยังดำเนินชีวิตเป็นของตนเองอยู่ต่อไป ตรงนี้กลายเป็นภาพหนึ่งที่เราเห็นพระตะบองในการรับแรงปะทะจากทั้งสองข้างได้ชัดเจนมากๆ” ผศ.ดร.ณัฐพร กล่าว

ด้าน ดร.ยิ่งยศ กล่าวว่า ส่วนตัวสนใจประวัติศาสตร์กัมพูชาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ถึงช่วงการประกาศเอกราช ยุคสังคมราษฎรนิยม ภายใต้การปกครองของ พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
”งานชิ้นนี้ใช้หลักฐานในหลายมุมมอง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีข้อจำกัด คือ คู่กรณี เมื่อค้นเอกสารของฝั่งไทย เอกสารย่อมบันทึกในลักษณะข้อจำกัด เช่นเดียวกับทางฝั่งกัมพูชา เพราะต่างฝ่ายต่างมีมุมมองต่างเหตุการณ์ เรื่องราว ในลักษณะโน้มเอียงหรือมีการบันทึกตามสิ่งที่ตัวเองได้ทราบ
การศึกษาประเด็นนี้ มีการใช้หลักฐานของบุคคลที่ 3 หรือผู้มีความเกี่ยวข้องเป็นตัวหนึ่งที่นำมาใช้ศึกษาหรือเข้าถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นให้เข้าใกล้ความจริงได้มากที่สุด โดยส่วนตัวเอกสารที่ใช้ จะไม่ได้ใช้แค่ฝั่งไทยกับกัมพูชา แต่จะมีการใช้เอกสารของบุคคลที่ 3 อย่างเช่น ช่วงเวลาที่ศึกษา จะอยู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เรื่องราวของพระตะบอง ไปปรากฏในเอกสารของสหรัฐอเมริกา ในสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) จึงมีการนำหลักฐานของสหรัฐมาร่วมวิเคราะห์ และทาง ผศ.ดร.ณัฐพร ก็มีการนำเอกสารของทางฝรั่งเศลมาวิเคราะห์ด้วย” ดร.ยิ่งยศ กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ‘พระตะบอง’ เป็นจังหวัดหนึ่งของกัมพูชา มีที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ โดยมีอาณาเขตติดต่อกับไทยบริเวณชายแดนของจังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว ในอดีตเป็นดินแดนที่ครอบคลุมไปยังเสียมราฐ ศรีโสภณ และไพลิน ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมหลายครั้ง ทั้งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผลสำคัญต่อความเป็นไปของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามาอย่างช้านาน ตั้งแต่การเป็นเมืองใต้การปกครองของสยามสู่เมืองอาณานิคมฝรั่งเศส การกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของไทยสู่การประกาศเอกราชจากเจ้าอาณานิคม การกลายเป็นพื้นที่พิพาทในช่วงสงครามเย็น ตลอดจนการเป็นพื้นที่ตั้งมั่นสำคัญของสงครามความขัดแย้งภายในของกัมพูชา
หนังสือ ‘พระตะบอง: ดินแดนใต้เงา 2 รัฐ’ เปิดเผยผลการศึกษาประวัติศาสตร์ซึ่งกินช่วงระยะเวลานานหลายร้อยปีของพื้นที่พระตะบอง จึงช่วยเผยให้เห็นภาพความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในแง่มุมที่กว้างขวางและลึกซึ้งไปกว่าประวัติความเป็นมาของพื้นที่แห่งนี้ (ชมรายละเอียดเพิ่มเติม-สั่งซื้อ คลิกที่นี่)



