พาส่องเทพ ‘องค์ซีเคร็ต’ แห่ตามรอย ‘ไฉ่ซิ้ง’ เปิดวาร์ป 3 พิกัด ศาลเจ้าเก่าแก่ย่านทรงวาด

7.03.26 | 19:20 น.

แห่ตามรอย ‘ไฉ่ซิ้ง’ เปิดวาร์ป 3 พิกัดศาลเจ้าเก่าแก่ย่านทรงวาด พาส่องเทพแห่งพนัน- ‘ฮ่าวจื่อเอี๊ย’ องค์ซีเคร็ต ตำนานคล้าย กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม สำนักพิมพ์มติชน ได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษ “Talk & Tour ไฉ่ซิ้งมั่งคั่งอย่างเทพ” กิจกรรมเสวนาและทัวร์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อเปิดตัวหนังสือ “ไฉ่ซิ้งมั่งคั่งอย่างเทพ” ผลงานจากปลายปากกา ‘สมชาย จิว’ ที่จะมาร่วมเปิดมุมมองใหม่ต่อความเชื่อเรื่องเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ผ่านการเสวนาและการสำรวจพื้นที่จริงบนย่านแห่งศรัทธาของชุมชนจีนในกรุงเทพมหานคร เจาะลึกทั้งตำนาน ประวัติศาสตร์ และความหมายของ “ความมั่งคั่ง” ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

หลังจากจบช่วงเสวนา ที่โรงเรียนเผยอิง นายสมชาย แซ่จิว ได้นำคณะผู้ร่วมงานนำชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมศรัทธา เริ่มต้นที่ ศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง ต่อด้วย ศาลเจ้ากวนอูและเจ้าพ่อม้า และวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) เพื่อรับฟังคำบรรยายและเกร็ดความรู้จากวิทยากรที่เชื่อมโยงบทบาทของเทพไฉ่ซิ้งในแต่ละพื้นที่ ทั้งมิติความรัก ความมั่งคั่ง ปีนักษัตร และพิธีกรรมอย่างการฝากดวงแก้ชง

โดย นายสมชาย ได้เล่าถึงประวัติศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากงแห่งนี้ว่า ในสมัยก่อนศาลเจ้าแห่งนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อคณะงิ้วที่เดินทางมาจากประเทศจีน เนื่องจากยังไม่มีโรงงิ้วประจำ คณะงิ้วจะต้องมาทำการแสดงถวายเทพเจ้าที่ศาลแห่งนี้ก่อน 1 คืน เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนออกไปรับงานจ้าง และจะกลับมาแสดงถวายอีกครั้งก่อนเดินทางกลับประเทศจีน

Advertisement

หลักฐานสำคัญที่ยืนยันความเก่าแก่ของสถานที่แห่งนี้คือ ‘ระฆัง’ ที่ระบุว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเต้ากวงฮ่องเต้ ราชวงศ์ชิง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 ของไทย

นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันจะเป็นศาลเจ้าของชาวแต้จิ๋ว แต่บันทึกภายในระบุว่าผู้ริเริ่มสร้างคือชาวฮกเกี้ยนจากเมืองเฉวียนโจว สะท้อนให้เห็นถึงการหลอมรวมทางวัฒนธรรมและการนับถือเทพเจ้าปุนเถ้ากงในยุคสมัยนั้น

นายสมชายเผยต่อว่า การสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ยึดหลักฮวงจุ้ยของจีนอย่างเคร่งครัด โดยเทพประธานจะประทับหันหลังให้ทิศเหนือและมองไปทางทิศใต้ ด้านหน้ามีบ่อมังกรเขียวและบ่อเสือขาว

นอกจากตั่วเล่าเอี้ย ที่มีศูนย์กลางความศรัทธาอยู่ที่ยอดเขาบู๊ตึ้งแล้ว ภายในศาลยังมีเทพเจ้าองค์สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ปุนเถ้ากง มีประดิษฐานอยู่ถึง 2 องค์ ทั้งองค์ยืนดั้งเดิม และองค์ใหม่ที่สร้างขึ้นในวาระฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี และฮั่วฮะโหลวเซียง เทพเจ้าแห่งความรักและความปรองดอง

จากนั้นเดินทางไปต่อที่ ‘ศาลเจ้ากวนอูและเจ้าพ่อม้า’ โดย นายสมชาย ได้เผยถึงการขอพรเทพเจ้ากวนอู และเทพแห่งม้าว่า เมื่อในศาลมีม้า ก็กลายเป็นศาลเจ้ากวนอู เพราะกวนอูมีม้าเซ็กเธาว์ ในนั้นยังมี ‘ฮั่วกวงไต่ตี่’ ซึ่งเป็นเทพแห่งเพลิงและเทพแห่งม้าด้วย ทุกอย่างตรงนั้นจึงครบเรื่องม้า

ม้าเป็นพลังธาตุไฟ แทนความแข็งแรงและความรุ่งโรจน์โชติช่วงของไฟ สำนวนจีนมีคำว่า ‘หม่าเต้าเฉิงกง’ แปลว่าม้าไปถึงก็ประสบความสำเร็จ สามารถไปขอพรเรื่องความสำเร็จอย่างรวดเร็วได้ ส่วนกวนอูก็เป็นไฉ่ซิ้งเอี้ย (เทพเจ้าแห่งโชคลาภ) อยู่แล้ว

ก่อนที่จะพาคณะเดินทางไปต่อที่ วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ทั้งนี้ นายสมชาย ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของวัดนี้ด้วยว่า แม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าวัดมังกรกมลาวาส คือวัดจีนแห่งแรกในไทย แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ระบุว่า ‘วัดบำเพ็ญจีนพรต’ คือวัดจีนแห่งแรกที่แท้จริง โดยมี ‘หลวงจีนสกเห็ง’ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ก่อนที่ท่านจะย้ายมาจำพรรษาที่วัดมังกรกมลาวาส ในเวลาต่อมา

“พอรัชกาลที่ 5 ท่านให้หาที่สร้างวัด พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน โชติกเสถียร) เป็นแม่กองสร้าง ก็มาสร้างวัดที่นี่ เรียกว่าวัดมังกรกมลาวาส จริงๆ เมื่อก่อนคนจีนจะเรียกกันว่า ‘เล่งเน่ยยี่’ (เล่ง แปลว่ามังกร, เน่ย แปลว่าดอกบัว, ยี่ แปลว่าวัด) ตอนหลังรัชกาลที่ 6 ท่านพระราชทานชื่อให้ว่า มังกรกมลาวาส

ถ้าไปดูในไป่ตู้ (Baidu) ของจีน เขาบอกว่าชื่อนี้มีที่มา เมื่อก่อนตรงนี้เป็นแหล่งขายเมล็ดบัวจากเท่งไฮ้ เมล็ดบัวนี้มีสรรพคุณแก้เรื่องเด็กโรคลมชักและเรื่องความดันได้ด้วย พอเอาที่มาทำวัดก็เลยตั้งชื่อตามแหล่งขายสิ่งนั้น” นายสมชายกล่าว

นายสมชายเผยว่า เมื่อเข้าไปด้านในจะเห็นพระประธาน 3 องค์ ของไทยมีองค์เดียว ของจีนส่วนใหญ่จะเป็น 3 องค์ คือ ศากยมุนี, อมิตาภะ และไภษัชยคุรุ แล้วก็มี 18 อรหันต์ ที่นี่มีเทพของเต๋าด้วย คือ ไท้ส่วยเอี้ย มีฮั่วท้อเซียงซือ (หมอฮูโต๋) ติดกันจะมี ไฉ่ซิ้งปางบู๊ (เจ้ากงหมิง) และเย่ว์เหลา (เทพแห่งความรัก)

“ที่นี่มีเทพเจ้ากวนอูด้วย ทางสายพุทธเขาจะเรียกว่า ‘แคน่ำผ่อสัก’ (สังฆปาลโพธิสัตว์) แปลว่าผู้คอยอภิบาลสังฆาราม จะประดิษฐานคู่กัน อุ่ยท้อกับแคน่ำ จะคู่กันเสมอ

และมีอีกองค์นึงที่เป็นความลับของที่นี่ คือ ‘ฮ่าวจื่อเอี๊ย’ (เทพกตัญญู) ลักษณะของท่านคือเป็นคนที่ใส่ชุดกระสอบ (เหมือนชุดกงเต๊ก) คนกวางตุ้งจะนับถือองค์นี้ ตรงซอยเจริญชัยใกล้ๆ เมื่อก่อนเป็นชุมชนคนกวางตุ้ง องค์นี้น่าจะมีคนกวางตุ้งนำมาไหว้ แล้วพอย้ายไปก็ทิ้งเอาไว้ที่วัด

“ตำนานฮ่าวจื่อเอี๊ยคล้ายๆ กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ คือเป็นลูกขี้โมโห แม่เอาข้าวมาให้กินตอนทำนา ก็ทุบตีแม่เป็นประจำ วันนึงเห็นแม่แพะให้นมลูก เห็นนกป้อนอาหารลูก ก็เริ่มสำนึกบุญคุณ วันนั้นแม่เอาอาหารมา ลูกเห็นแต่ไกลก็วิ่งเข้าไปหา แม่ตกใจนึกว่าจะวิ่งมาตีเลยวิ่งหนีแล้วโดดน้ำตาย ลูกกระโดดตามลงไปงมหาศพไม่เจอ ได้มาแค่ท่อนไม้ ก็เลยเอาท่อนไม้นั้นมาแกะเป็นรูปแม่ ไหว้อยู่ตลอดเวลา ร้องไห้จนตรอมใจตาย ใส่ชุดกระสอบตลอดเวลา คนก็เลยยกให้เป็นเทพแห่งความกตัญญู

แต่อีกความเชื่อหนึ่ง ฮ่าวจื่อเอี๊ย กลายเป็นเทพที่คนกวางตุ้งหรือสิงคโปร์มักจะไหว้เวลาจะเข้าคาสิโนเพื่อขอโชคลาภ มีตำนานว่าเมื่อก่อนท่านเป็นคุณชายสาม ชอบเล่นไพ่จนหมดตัว พอตายไปในนรกก็สำนึกผิด ยมบาลก็เลยให้เป็นคนคอยดูแลเรื่องบัญชีทรัพย์สินในนรกภูมิ คนก็เลยเชื่อว่าเป็นเทพแห่งการพนัน” นายสมชายกล่าว