ชาญศิลป์ ชี้ ประเทศไทย ‘ลุ่มๆ ดอนๆ 25 ปี’ เหตุหลักขาดความสามารถแข่งขัน การเมืองขัดแย้งแนะดันโซลาร์-ไบโอแมส สร้างฐานราก
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-8 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และพันธมิตร จัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ภายใต้แนวคิด ‘READ THE LEGEND : เปิดตำนาน การอ่านครั้งใหม่’
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 16.00 น. สำนักพิมพ์มติชน ซึ่งมาในธีม ‘Reading Vibe อ่านแล้วอิน’ จัดเวทีเสวนา ‘พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทยในการเมืองโลกผันแปร’ ที่ Author’s Salon โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร, ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ดําเนินรายการโดย นายอภิสิทธิ์ ดุจดา
ในการนี้มีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัท และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก.มติชน เป็นต้น
ในตอนหนึ่ง นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้เขียนหนังสือ ‘พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย’ กล่าวว่า ต้องขอบคุณกลุ่มมติชน และประชาชาติที่ช่วยเหลือการบินไทยตอนที่เกิดวิกฤตเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว โดยออกข่าวต่างๆ ทำให้คนเชื่อมั่น ทั้งเจ้าหนี้ ทั้งลูกหนี้ และวันนี้ได้มีโอกาสได้ขึ้นมาเวทีนี้ ต้องขอบคุณที่ให้โอกาส ให้เกียรติ
จากนั้น นายชาญศิลป์กล่าวถึงสถานะของประเทศไทยในเวทีโลก โดยมองว่า วิกฤตของประเทศไทยวันนี้เป็นเรื่องของการขาดความสามารถในการแข่งขันมานาน ไม่ใช่เพิ่งเกิด
“GDP ของประเทศเติบโตแค่ 1% ช่วงโควิด ติดลบ 6-7% เพราะฉะนั้นนี่คือประเด็นที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน หนี้สินครัวเรือนประมาณ 80-90% ของ GDP ประมาณ 2-5 ล้านครัวเรือนที่มีหนี้สินมาก
อีกอันหนึ่งเป็นเรื่องของภาพลักษณ์และความสามารถของคนที่นำประเทศ มันมีการวัดกันมาว่าเรามีดัชนีคอร์รัปชั่นแย่ลงไปเรื่อยๆ จากประมาณปี 60 ดัชนีคอร์รัปชั่นจาก 90 ใน 180 ประเทศ ตอนนี้เราอยู่ที่ 116 ใน 180 ประเทศ แสดงว่าการบริหารจัดการภายในประเทศเราขาดความเชื่อมั่น ไม่มีใครอยากมาลงทุน จึงกลายเป็นไปลงทุนที่เวียดนาม และประเทศอื่นแทน” นายชาญศิลป์กล่าว


นายชาญศิลป์กล่าวต่อไปว่า ฉะนั้นวันนี้มีปัญหาในเรื่องขาดความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้บริหารราชการ หรือรัฐบาลต่างๆ ตนไม่ได้ว่าใคร แต่ต้องมองในมุมบริหาร
“25 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ.2544-พ.ศ.2569 ผมคิดว่าเราลุ่มๆ ดอนๆ มีการขัดแย้งกันไม่ว่าเหลืองแดง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหลากสี เราไม่ไปไหนสักที เราทะเลาะกันอยู่ในประเทศ อันนี้คือประเด็นที่ได้เกิดขึ้น จึงมีการปฏิวัติ 2 ครั้ง พ.ศ.2549 กับ พ.ศ.2557 นั่นแสดงว่าเริ่มมีปัญหาในสังคม ไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีความสามารถในการนำและแข่งขันได้ สำคัญที่สุด คือไทยพึ่งพาต่างประเทศเยอะมาก โดยเฉพาะในประเด็นด้านพลังงาน ไทยยังพึ่งพาต่างประเทศในระดับสูง ทั้งในแง่การนำเข้า รวมถึงการบริโภคจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคการส่งออก นำเข้า หรือแม้กระทั่งภาคการท่องเที่ยว ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ติดลบ เพราะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก
ถ้ามองมุมปัญหา ผมมองว่าเราขาดตรงนี้ และพรรครัฐบาลที่ผ่านมาก็สลับไปสลับมา แตกต่างจากสมัยก่อนที่เกิดอีสเทิร์นซีบอร์ด แล้วสามารถยกระดับประเทศขึ้นมาได้ เอาพื้นฐานในเรื่องของพลังงาน เรื่องก๊าซธรรมชาติ เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างน้ำมัน อัพขึ้นมาให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน วันนี้ 25 ปีที่ผ่านมาเราสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน” นายชาญศิลป์กล่าว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้เล่นหลัก แต่ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปัจจุบันสถานะของไทยเข้าใกล้วิกฤตแล้ว หรือยังอยู่ในช่วงที่ต้องเตรียมความพร้อม?
นายชาญศิลป์ตอบว่า เราเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต เท่าที่จำได้ ไทยสูญเสียงบประมาณจำนวนมากไปกับการรับมือโควิดเป็นหลักล้านล้านบาท และยังต้องใช้งบประมาณในการรับมือกับสถานการณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม หรือปัญหาน้ำท่วม งบประมาณเหล่านี้เดิมสามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศได้ แต่กลับต้องนำไปจัดการกับภัยพิบัติแทน
“ผมว่าเมืองไทย ถ้าเราขับรถออกไปไม่กี่กิโลเมตร จะเห็นว่าพื้นดินว่างเปล่าเยอะแยะเลย ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และเมืองรองของรอง เรามีตำบลประมาณ 7 หมื่นกว่าตำบล ในแต่ละตำบลสามารถสร้างโซลาร์ได้ ดูว่าพื้นที่ไหนเป็นลักษณะที่น้ำไม่เคยท่วม ท่วมซ้ำซาก หรือท่วมทุกปี เราก็จัดการเลย แต่ต้องมีแผนทั้งเชิงชลประทานและเชิงวิศวกรรมศาสตร์ เราขุดบ่อตรงนั้น เอาดินขึ้นมา แล้วสร้างโซลาร์บนผิวน้ำ หลังจากนั้นใส่ปลาเข้าไป ปลูกพืชผักต่างๆ เพื่อให้สามารถอยู่ได้ก่อน โดยให้ อบต.และ อบจ.เป็นผู้ดำเนินการ
บวกกับเรื่องไบโอแก๊ส ไบโอแมส ปัญหา PM2.5 เกิดจากการเผาในที่โล่งแจ้ง สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนให้เป็นมูลค่าได้ทั้งหมด โดยนำกลับมาซื้อเป็นวัตถุดิบเพื่อทำไบโอแมส ไบโอแก๊ส จากนั้นต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์ในชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้” นายชาญศิลป์กล่าว

นายชาญศิลป์กล่าวต่อไปว่า ใน 7 หมื่นกว่าตำบล ตนคิดว่าหากแต่ละตำบลผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ได้ประมาณ 10 เมกะวัตต์ จะรองรับได้ราว 5,000 ครัวเรือน จากนั้นดึงทีมลงทุนเข้ามาพัฒนาโซลาร์ในประเทศไทย และกระจายความเจริญออกไปสู่ภูมิภาค ส่วนตัวมองว่าเมืองต่างๆ ของเราจะเติบโตขึ้น กลายเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 2 หรืออันดับ 3 ได้ และอย่ามองว่าผู้สูงอายุไม่สามารถทำงานได้
“ผมอายุ 66 ปีแล้วยังสามารถทำงานได้ และอย่าให้เงินฟรี ท่านไปช่วยเก็บ ทำความสะอาด เซอร์วิสต่างๆ ให้มีงานทำ บางคนเกิดวิกฤตมีหนี้สิ้นเยอะแยะ กลับไปอยู่หมู่บ้านเลยช่วยกันทำพวกนี้และเดี๋ยวนี้คนไทยเก่งในเรื่องออนไลน์ สินค้า GI สินค้าไข่เค็ม สินค้าปลากุเลา สินค้าทุเรียน มันสามารถทำในพื้นที่ได้ ส่งออนไลน์” นายชาญศิลป์กล่าว และว่า ไทยต้องกลับมาเบสิกพื้นฐาน เน้นอยู่ด้วยกันได้ก่อน ตั้งหลักใหม่ และลดการพึ่งพิงต่างประเทศลง ใช้ในประเทศให้มากขึ้น
“ตรงนี้เราจำเป็นต้องมีโลคัลคอนเทนต์ โลคัลคอนซัมชันของเรา เพื่อให้เงินหมุนเวียนในประเทศ ท่านก็รู้อยู่แล้ว มันได้อีกหลายเท่า ผมคิดแบบนี้ และอย่าให้มีการผูกขาด อย่าให้ทุกอย่างเข้าทางการเมืองหมด” นายชาญศิลป์กล่าวทิ้งท้าย


