ดร.แบ๊งค์ ฟันธง ไทยต้องโดน ‘ยาชุด’ ปฏิรูปเพิ่ม 4 ผลิตภาพ จัมพ์สตาร์ท 3 เครื่องยนต์พยุงเศรษฐกิจ

31.03.26 | 19:47 น.

ดร.แบ๊งค์ ฟันธง ไทยต้องโดน ‘ยาชุด’ ปฏิรูปเพิ่ม 4 ผลิตภาพ จัมพ์สตาร์ท 3 เครื่องยนต์พยุงเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-8 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และพันธมิตร จัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ภายใต้แนวคิด ‘READ THE LEGEND : เปิดตำนาน การอ่านครั้งใหม่’

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 16.00 น. สำนักพิมพ์มติชน ซึ่งมาในธีม ‘Reading Vibe อ่านแล้วอิน’ จัดเวทีเสวนา ‘พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทยในการเมืองโลกผันแปร’ ที่ Author’s Salon โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร, ดร. แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ดําเนินรายการโดย นายอภิสิทธิ์ ดุจดา

ในการนี้มีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด มหาชน, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัท และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก. มติชน เป็นต้น

Advertisement

ในตอนหนึ่ง ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม(STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า หากจะมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนในบริบทโลก ต้องมองทั้งปัญหาในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกัน โจทย์ในประเทศรู้เราดี ส่วนต่างประเทศจะทำให้รู้เขาดี

ดร.แบ๊งค์ กล่าวต่อไปว่า การคาดการณ์เศรษฐกิจ ก่อนเกิดสงครามสหรัฐกับอิหร่าน เศรษฐกิจไทยถูกมองว่าโตได้ถึง 1.6-2% เท่านั้น และเมื่อเกิดสงครามจึงทำให้เห็นตัวเลข 2% ยากขึ้น

“วันนี้เศรษฐกิจไทยถูกกดจาก 3 หนี้พร้อมกัน คือ หนี้ภาคครัวเรือน หนี้ภาคเอกชน และหนี้ภาครัฐ ซึ่งกดการเติบโตในประเทศมานาน เมื่อเศรษฐกิจในประเทศโตยาก ประตูสำคัญที่เหลืออยู่คือการส่งออก แต่การส่งออกต้องวัดกันระหว่างไทยกับเศรษฐกิจโลก เพราะถ้าโลกมีปัญหา ไทยก็หนีผลกระทบไม่พ้น สิ่งที่โลกกังวลคือ เงินเฟ้อยังสูง แต่เศรษฐกิจชะลอหรือหดตัว คนจะรู้สึกทันทีว่าเงินในกระเป๋าน้อยลง แต่ค่าครองชีพแพงขึ้น” ดร.แบ๊งค์ กล่าว

ดร.แบ๊งค์ ระบุว่า เมื่อเงินลงทุนโลกชะลอ ค่าครองชีพสูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ย่อมกระทบประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทยโดยตรง “ถ้าโลกขยายตัว เขาก็ซื้อสินค้าไทย แต่ถ้าโลกหดตัว การส่งออกไทยก็ถูกกดตามไปด้วย” ดร.แบ๊งค์ กล่าว

ดร.แบ๊งค์ กล่าวด้วยว่า หากประเทศไทยจะไปต่อได้ ต้องใช้ ‘ยาชุด’ ทางเศรษฐกิจ หรือปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพราะปัญหาไทยวันนี้ไม่ใช่แค่โตช้า แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่กดทับทั้งแรงงาน ธุรกิจ การลงทุน และการแข่งขัน

“ถ้าจะไปต่อได้ ไทยต้องปฏิรูปเพิ่มผลิตภาพ 4 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือ คนและงาน ต้องมองคู่กัน ไม่ใช่แค่ทำให้แรงงานเก่งขึ้น แต่ต้องทำให้แรงงานที่เก่งขึ้น ได้อยู่ในงานที่ดี และมีตำแหน่งที่เปลี่ยนทักษะเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้จริง ที่ผ่านมา คนพูดเยอะว่าแรงงานไทยทักษะไม่สูงพอ ต่อให้แรงงานเก่งขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่ารายได้จะดีขึ้น ถ้าไม่ได้อยู่ในงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้

ผลิตภาพแรงงานไม่ใช่เรื่องของแรงงานอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ แรงงานและงาน เพราะงานอยู่กับบริษัท ถ้าอยากให้แรงงานมีผลิตภาพสูงขึ้น ก็ต้องมีบริษัทที่ดีขึ้น และมีงานที่ดีรองรับด้วย ถ้าวันหนึ่งรายได้ในงานโตเร็วกว่าค่าครองชีพ ปัญหาหนี้ก็จะคลี่คลาย แต่ถ้าพลิกตรงนี้ไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วหนี้ก็กลับมา สิ่งที่ทำได้มีแค่ชะลอหนี้ แต่ไม่ใช่แก้หนี้ที่ราก” ดร.แบ๊งค์ กล่าว

ดร.แบ๊งค์ กล่าวต่อไปว่า ผลิตภาพด้านที่สองคือ ’ผลิตภาพของทุน‘ ถ้าระบบจัดสรรเงินลงทุนไปสู่บริษัทที่ดีได้มากขึ้น เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น แต่บริษัทที่ดีไม่ใช่บริษัทแบบ ’เสือนอนกิน‘ ต้องเป็นบริษัทที่สร้างงานดี สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง

“การจัดสรรทุนที่มีผลิตภาพ ต้องทำงานร่วมกับภาคการเงิน เพื่อให้เงินไหลไปสู่บริษัทที่ดี ส่วนอีกด้านคือ ’กฎการเล่น‘ หรือกติกาแข่งขันทางเศรษฐกิจ หากกติกาทำงานได้ดี รายเล็กจะไม่ถูกขวาง รายใหญ่ก็ต้องพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่อาศัยแค่ขนาดธุรกิจ แต่ต้องใช้นวัตกรรม นวัตกรรมไม่ใช่แค่ของใหม่ แต่คือวิธีผลิตใหม่ สินค้าใหม่ และวิธีจัดการใหม่ ถ้าขับเคลื่อนตรงนี้ได้ ก็จะช่วยทลายข้อจำกัดที่กดการเติบโตของประเทศ” ดร.แบ๊งค์ กล่าว

ดร.แบ๊งค์ เสนอว่า การแก้ข้อจำกัดเศรษฐกิจไทยต้องใช้ ’เครื่องยนต์เศรษฐกิจ‘ 3 ตัวไปพร้อมกัน คือ ’ตัวใหญ่ ตัวเล็ก และตัวใหม่‘

ดร.แบ๊งค์กล่าวต่อว่า เครื่องยนต์ตัวใหญ่ยังจำเป็นสำหรับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ตัวใหม่คือฐานการเติบโตในอนาคต ส่วนตัวเล็กคือเครื่องยนต์ระดับพื้นที่ที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในโลกที่ผันผวนมากขึ้น

“ถ้ามองแต่ภาพแมคโคร เราอาจไม่เห็น แต่ในระดับพื้นที่ เครื่องยนต์ตัวเล็กยังแบกจังหวัด แบกพื้นที่ และแบกกลุ่มพื้นที่ได้

ถ้าเราใช้เครื่องยนต์ 3 ตัวพร้อมกัน เราจะบาลานซ์ได้ ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการวางทางเดินสำหรับอนาคต” ดร.แบ๊งค์ ทิ้งท้าย