ดร.อาร์ม ชี้ โลกในท่าพิสดาร ไทยต้องปรับตัวไว หาโอกาสใหม่ แค่ ‘อยู่รอด-ตั้งรับ’ ไม่พอ

31.03.26 | 22:38 น.
ดร.อาร์ม

ดร.อาร์ม ชี้ โลกในท่าพิสดาร ไทยต้องปรับตัวไว หาโอกาสใหม่ แค่ ‘อยู่รอด-ตั้งรับ’ ไม่พอ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-8 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และพันธมิตร จัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ภายใต้แนวคิด ‘READ THE LEGEND : เปิดตำนาน การอ่านครั้งใหม่’

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 16.00 น. สำนักพิมพ์มติชน ซึ่งมาในธีม ‘Reading Vibe อ่านแล้วอิน’ จัดเวทีเสวนา ‘พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทยในการเมืองโลกผันแปร’ ที่ Author’s Salon โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร, ดร. แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ดําเนินรายการโดย นายอภิสิทธิ์ ดุจดา

ในการนี้มีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด มหาชน, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัท และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก. มติชน เป็นต้น

ดร.อาร์ม

ในตอนหนึ่ง ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า
เรามีบริบท 3 อย่างในโลกที่กระทบอย่างมาก กับ Position ว่าไทยอยู่ตรงไหน คำถามแรก คือ ไทยจะอยู่ตรงไหนต่อไปหลังวิกฤตพลังงาน ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดสงครามร้อนที่อิหร่าน คำถามที่ 2 ไทยจะอยู่ตรงไหน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากในเรื่องเทคโนโลยี นี่เป็นยุคที่เอไอพัฒนาก้าวกระโดด ไม่ใช่ในหลักปี แต่เป็นหลักเดือน คำถามสุดท้าย คือ ไทยจะอยู่ตรงไหนในยุคของการมาของจีน คลื่นการมามหาศาลของทุนจีน สินค้าจีน ซึ่งเป็นสเกล และสปีชที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

Advertisement

“เรื่องสงครามอิหร่าน ผมคิดว่าต่อไปนักประวัติศาสตร์ในอนาคตกลับมามอง เขาจะบอกว่าโลกมันมี พรีฮอร์มุซ กับโพสฮอร์มุซ คือก่อนที่จะปิดช่องแคบกับหลังปิดช่องแคบไปแล้ว

วันนี้ทุกคนโฟกัสว่ามันจะเปิดเมื่อไหร่ เปิดได้ไหม แต่ถึงเปิดกลับมาได้ โลกมันไม่มีวันเหมือนเดิม เพราะมันเคยถูกปิดมาแล้ว

ทุกคนคิดว่าจะกระจายความเสี่ยงอย่างไร จะหาแหล่งพลังงานอื่นอย่างไร จะต้องต่อท่อก๊าซจากตะวันออกกลางมา จะต้องไปเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันจากสหรัฐหรือเปล่า พลังงานจะ local มากขึ้น fragmentation มากขึ้น ซึ่งไทยจะคิดทันไหม ปรับตัวทันไหม แต่ทุกคนจะคิดแบบใหม่ภายหลังจากเกิดวิกฤตนี้ไปแล้ว แล้วเรื่องนี้มีนัยเรื่องพลังงานสะอาด เรื่องการปรับตัวของโครงสร้างพลังงานของประเทศ” ดร.อาร์มกล่าว

ดร.อาร์ม

ดร.อาร์ม กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่ 2 คือ เอไอ ว่า สำนักมติชนมีหนังสือมากมายเรื่องการปรับตัวต่อเทคโนโลยี เพราะว่ามันสำคัญจริงๆ

“เอไอ มันมีทั้งซอฟต์แวร์เอไอ ที่มาแทนเลขา แทน White Collar (พนักงานออฟฟิศ) และมีทั้ง Physical Ai อย่างโรบ็อต ที่จะแทนคนงานในโรงงาน แต่เราต้องคิดถึง New Education New Work Force คนเราจะปรับตัวในการสร้างมูลค่าร่วมกับเอไอ ร่วมกับเครื่องมือใหม่ๆนี้อย่างไร” ดร. อาร์ม กล่าว

จากนั้น ดร. อาร์ม กล่าวถึงประเด็นสุดท้าย คือ การมาของจีน ซึ่งหลายคนเปรียบเทียบจีนกับญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงพีค ตกประมาณ 6 Trillions (6 ล้านล้าน) ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจจีนวันนี้มีขนาด 18 Trillions (18 ล้านล้าน) ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3 เท่า

“เราไม่เคยเห็นสเกลขนาดนี้ เราไม่เคยเห็นสปีชขนาดนี้ของการมาของคลื่นสินค้า คลื่นทุนจีน
โดยเฉพาะภายใต้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่จีนต้องหาแหล่งตลาดใหม่ หาฐานการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญว่าประเทศไทยจะรับมือกับ 3 ความท้าทายนี้อย่างไร” ดร.อาร์ม กล่าว

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า หลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐ-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน โลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้วใช่หรือไม่

ดร.อาร์ม

ดร.อาร์ม ตอบว่า ไม่กลับไปเหมือนเดิมแล้ว อันดับแรก ถึงเปิดข่องแคบฮอร์มุซได้วันนี้ ผลกระทบมันเกิดขึ้นแล้ว มีผู้บอกว่า อย่างน้อย 4 เดือน กว่าจะเริ่มกลับมาใกล้เคียงเดิม บางคนบอกว่า อาจจะยาวถึง 2 ปี จากการถูกทำลายโครงสร้างพลังงานต่างๆ อันดับที่ 2 ถึงเปิดได้ ตนคิดว่าจะมีความขัดแย้งปะทุเป็นระลอก และยังไม่ได้พูดถึงการก่อการร้าย อีกทั้งสงครามไซเบอร์ นี่เพิ่งเป็นฉากแรกของความขัดแย้ง

“นี่คือพูดในแง่ดีว่าเป็น Best Case คือเปิดได้ แต่ถ้า Worst Case คือเปิดไม่ได้ ตอนนี้สหรัฐบอกว่า เขาหยุดแล้ว แต่อิหร่านบอกว่า เขาไม่เปิด เพราะใช้เป็นอำนาจต่อรอง ตอนนี้สหรัฐบอกว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น แต่มันไม่ใช่เรื่องของคนอื่นหรอก เพราะว่าสหรัฐก็กระทบหนักจากราคาพลังงาน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ถึงแม้สุดท้ายเรื่องนี้จบ เปิดได้ แต่อย่างที่ผมเรียน Calculation ของทุกคนไม่เหมือนเดิมแล้ว มันปิดมาครั้งหนึ่งแล้ว คนคิดว่านี่คือความเสี่ยงแล้ว ต้องกระจายความเสี่ยง เหมือนสงครามการค้าของทรัมป์ มันเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว ทุกคนคิดว่าจะกระจายความเสี่ยงอย่างไร จะรับมือกับโลกใหม่อย่างไรถ้ามันเกิดขึ้นอีก” ดร.อาร์ม กล่าว

ดร.อาร์ม กล่าวต่อไปว่า ต่อไปนี้เราต้องคิดเรื่องกระจายความเสี่ยง เรื่องพลังงาน เรื่องพึ่งพาตัวเอง เรื่องปรับสู่พลังงานสะอาด แล้วมันจะต่างกันระหว่างประเทศที่ปรับตัวได้เร็ว กับช้า

“ถ้าทุกอย่างเป็นสถานการณ์ปกติ เราบอกว่า สบายๆ เราก็ไปของเรา แต่ในดิสทรัปต์ชั่นแบบนี้ มีความต่างมาก ระหว่างประเทศที่ขึ้นรถด่วนขบวนใหม่ทัน กับประเทศที่ตกขบวน” ดร.อาร์ม กล่าว

ดร.อาร์ม

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ในภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ปั่นป่วน ไทยควรจัดวางตัวเองอย่างไร ?

ดร.อาร์ม กล่าวว่า ตนคิดว่าคีย์เวิร์ดสำคัญอันหนึ่ง คือ กระจายความเสี่ยง เพราะตอนนี้ ไม่ใช่โลกสันติสุข ทุกคนค้าขายกัน อยู่กันท่าเดิม แต่ขณะนี้เป็นโลกท่าพิสดาร โลกที่ทำสงครามร้อน

“ตอนนี้ไม่ใช่แค่สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี แต่เป็นสงครามจริง เวลาเกิดดิสทรัปต์ชั่นขึ้น คนไม่กลับไปเหมือนเดิมแล้ว อเมริกากระจายความเสี่ยงออกจากจีน จีนก็กระจายความเสี่ยงออกจากฝรั่ง นี่คือสิ่งที่มีนัยยะมหาศาลต่อประเทศไทย ถ้าเราเห็นว่าเป็นโอกาส ที่เราจะคว้าทั้งการลงทุนของฝรั่ง และจีน

หัวใจของเรื่อง คือ เราต้องมีมายด์เซตของการปรับตัว และการหาโอกาสใหม่ ไม่ใช่แค่รับมือ รับวิกฤต แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทนเจ็บ ไม่ตาย ประคอง อันนี้ไม่พอ” ดร.อาร์ม กล่าว