คนดังหลากวงการ ฟัง ‘สันติธาร’ แน่น HOW Club สีลม เปิดตัว Future You ย้ำ ‘โลกใหม่มาถึงแล้ว’

1.04.26 | 20:39 น.

สันติธาร ย้ำ ‘โลกใหม่มาถึงแล้ว’ เตือน หลายคน ‘เล่นผิดเกม’ ชี้เป้า Future You เป็นเพื่อนคู่คิด

เมื่อวันที่ 1 เมษายน เวลา 15.00 น. ที่ HOW Club Bangkok Thailand  สีลม กรุงเทพฯ House of Wisdom จัดกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ ‘Future You เราจะเป็นใครในโลกใหม่’ ผลงาน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ท่ามกลางบรรยากาศการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับตัวในโลกอนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงาน ดร.สันติธารได้พูดคุยถึงแนวคิดสำคัญของหนังสือ ซึ่งมุ่งชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับตนเองว่า ‘เราอยากเป็นใครในโลกใหม่’ ท่ามกลางบริบทของความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างประชากรสูงวัย รวมถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC, น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.กทม. พรรคไทยรักไทย (ทรท.) และอดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย  รวมถึง นายธนา เธียรอัจฉริยะ เจ้าของผลงาน ‘Homerun แพ้กี่ครั้งไม่สำคัญ ขอตีโฮมรันครั้งเดียวพอ’ เป็นต้น

 

ดร.สันติธาร กล่าวว่า ธีมของหนังสือเล่มนี้เป็นไปตามชื่อเรื่อง คือ เราจะเป็นใครในโลกใหม่ โดยมีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ ‘โลกใหม่’ ที่ชี้ให้เห็นว่าโลกใหม่นั้นได้มาถึงแล้ว

Advertisement

“หนังสือเล่มก่อนหน้า พูดถึงโลกใหม่ที่กำลังจะมาว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เล่มนี้คือการบอกว่าโลกใหม่นั้นมาถึงแล้ว เพียงแต่เรารู้ตัวหรือไม่ว่าเราอยู่ในโลกใหม่นี้แล้ว มันอธิบายอะไรหลายๆอย่างที่เราทุกคนได้สัมผัสกับตัวเอง” ดร.สันติธาร กล่าว

ก่อนเล่าด้วยว่าในช่วงที่เขียนหนังสือเล่มนี้ แม้ว่าสำนักพิมพ์มติชนจะทวงต้นฉบับมาหลายเดือน ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร จนตัดสินใจไปรับทุนไอเซนฮาวร์ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อให้สำนักพิมพ์มติชนทวงไม่ได้ โดยระหว่างที่ได้ออกไปใช้ชีวิตทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย จึงเริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง

“ผมสังเกตว่าจะมีกลุ่มคนที่รู้สึกว่าถ้าเปรียบเทียบกับภาพหน้าปก เหมือนรู้สึกเหนื่อย รู้สึกล้า รู้สึกไม่ค่อยมีความหวัง รู้สึกเหมือนพายเรือทวนคลื่น แต่ถ้าไปบางแห่งแถวแคลิฟอร์เนีย หรือในเมืองจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มันจะมีบางกลุ่มที่รู้สึกว่าตื่นเต้น เหนื่อย แต่เหนื่อยแบบมีพลัง สนุกกับการโต้คลื่น ผมก็ตั้งคำถามว่าสองกลุ่มนี้แตกต่างกันอย่างไร ก็เลยค้นพบอย่างหนึ่งว่า คือกลุ่มหนึ่งเป็นคนที่กำลังเล่นผิดเกม และกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่เล่นถูกเกม” ดร.สันติธาร กล่าว

 

ดร.สันติธาร กล่าวต่อไปว่า ถ้าเป็นตัวอย่างคลื่น บางคนว่ายทวนคลื่น พายเรือทวนคลื่น แล้วก้มหน้าก้มตาพยายามจะไปข้างหน้า แต่พอเงยหน้ามามันไม่ไปไหนสักที เราเหนื่อย เราท้อ อีกกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่ามันพายแล้วพุ่งไปข้างหน้า ทำอะไรก็เห็นผล ทำอะไรก็ตื่นเต้น ถึงแม้มันจะเหนื่อย แม้คลื่นจะเชี่ยวเกรี้ยวกราดอย่างไรก็ตามมันก็สนุกในแบบของมัน และมันทำให้เห็นว่าการเล่นผิดเกมนั้นมีอิมแพคเยอะ

“เราก็เริ่มสังเกตอีกอย่างว่า มันบังเอิญหรือเปล่าที่หลายคนที่เราเจอในประเทศไทยเหมือนเล่นผิดเกม คนข้างนอกมี 2 แบบ เหมือนมีสองโลก อย่างอเมริกากับจีนเองก็มีกลุ่มที่เหนื่อยมากไม่ไหวก็มี แต่ก็จะมีกลุ่มที่สนุกกับมัน คึกคัก กำลังเติบโตอย่างมาก และตื่นเต้น อยู่ถูกที่ก็ไปได้เลย แต่เมืองไทยจะมีความอึมครึมที่คล้ายๆ กันทุกคน คือเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขมาก คนที่ไปได้ดีขนาดนั้นก็ไม่ได้ดีมาก แล้วมันก็ตรงกับตัวเลขที่เห็น นั่งทำนโยบายการเงินก็จะเห็นตัวเลข พวกตัวเลข NPL หนี้เสีย ตัวเลขหนี้ที่เป็นปัญหา จะเห็นว่ามันไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ แรกๆ เราจะบอกว่าคนกลุ่มเปราะบาง รายได้น้อยเดือดร้อนหน่อย แต่สักพักจะเห็นว่าคอนโดสูงๆ เริ่มขายไม่ออก ตัวเลขกับความรู้สึกเหมือนไปคุยกับคนมันเป็นเรื่องเดียวกัน ที่นี่หลายคนน่าจะเล่นผิดเกมอยู่” ดร.สันติธาร กล่าว


ดร.สันติธาร กล่าวว่า คำว่าเล่นผิดเกม ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง แต่ตรงกันข้าม คนไทยไม่ได้แพ้ใคร หลายคนหากอยู่ถูกที่ถูกทางก็สามารถไปได้ไกลมาก ตนได้ไปเจอเด็กไทยในมหาวิทยาลัยระดับท็อปทั่วสหรัฐอเมริกา และเห็นชัดว่าคนไทยที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีโอกาส ก็สามารถไปได้ไกลมากเช่นกัน นี่จึงเป็นที่มาของหน้าปกและแนวคิดของหนังสือ ว่าจะทำอย่างไรให้คนหันมาเล่นถูกเกม หรือหากรู้ตัวว่าเล่นผิดเกม ก็ชะงักคิดและปรับมาเล่นให้ถูกเกม เพื่อให้มีความหวัง มีพลัง และสามารถก้าวไปสู่โลกอนาคตใหม่นั้นได้

“เมสเสจหนึ่งที่ทำให้ตกตะกอนความคิดนี้ได้พอสมควร และเชื่อมโยงกับหน้าปก ก็คือตอนที่ไปเจอนักอนาคตศาสตร์คนหนึ่ง ซึ่งเขาบอกว่าผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ เก่งกันทุกคน แต่ปัญหาหนึ่งที่มักพบคือ พวกเขาก้มหน้าทำงานอยู่ตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะต้องโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ต้องแก้ปัญหาให้คนจำนวนมาก ยิ่งเป็นซีอีโอหรือผู้บริหารระดับสูง ก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้น แต่อันหนึ่งที่สำคัญของบอร์ดอะไรต่างๆคือชวนให้เงยหน้าขึ้นมา เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา ด้วยความสามารถที่มีอยู่แล้ว เขาก็จะรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป เพียงแต่หลายครั้งแค่ลืมเงยหน้าเท่านั้น

พอเงยหน้าขึ้นมาจะเห็นว่าในอนาคต คลื่นไปทางไหน น้ำไปทางไหน ซึ่งมันเปลี่ยนไปมากจากตอนที่เราเริ่มพายเรือ พอเห็นตรงนั้นก็จะรู้ว่าโลกเป็นอย่างไร สเตปสองคือกลับมามองที่ตัวเรา ใช้กระจกสะท้อนกลับมาว่าเรามีจุดแข็งอะไร มีจุดอ่อนอะไร แล้วเราจะเป็นใครได้ในโลกใหม่ เราจะเอาจุดแข็งนี้ไปปักธง มีจุดยืนในโลกใหม่ข้างหน้าได้อย่างไร และนั่นคือหนังสือเล่มนี้เลย เหมือนที่พี่เอ๋ นิ้วกลมเขียนไว้ว่า รู้จักโลกและรู้จักตัวเองไปพร้อมกัน” ดร.สันติธาร กล่าว

ดร.สันติธาร กล่าวต่อไปว่า หากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว สิ่งที่อยากให้ผู้อ่านได้รับกลับไป ไม่ใช่เพียงเนื้อหา แต่คือการมีเพื่อนคู่คิด

“หนังสือเล่มนี้ถูกออกแบบให้ทุกท้ายบทมีคำถามชวนคิด แม้อ่านจบไปแล้ว ในวันที่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ก็สามารถกลับมาเปิดและทบทวน พูดคุยกับมันได้อีกครั้ง เหมือนคุยกับเอไอ เพียงแต่มันไม่ได้ตอบเราโดยตรง เราต้องคิดในหัวเอาเอง แต่มันจะช่วยสะกิดให้เราคิด มันสะกิดให้เราเงยหน้า มันสะกิดให้เรามองหาตัวเอง มันสะกิดให้เรามองข้างๆตัวเอง ใครกำลังร่วมเดินทางอยู่กับเรามันสะกิดให้เราคิดเรื่องพวกนี้ แล้วคำถามพวกนี้ถ้าเราอยู่ในจุดที่สำคัญของชีวิตมันจะเป็นคำถามที่สำคัญมาก แล้วมันเป็นคำถามที่เปลี่ยนชีวิตคนได้เลย

มันเป็นหนังสือที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่ผมอยากมีในการเดินทางชีวิตของตัวเอง พอมองย้อนกลับไปในชีวิต ผมเป็นคนที่เปลี่ยนเส้นทางบ่อยมาก และเมื่อมองกลับไปก็ถือว่าโชคดีที่มีบางอย่างเกิดขึ้นในชีวิต คอยสะกิดให้เราตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นโดยบังเอิญ หนังสือเล่มนี้จึงอยากบอกว่า จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จะทำอย่างไรให้ผู้อ่านมีบางอย่างอยู่ในมือ เป็นเพื่อนคู่คิด ที่คอยสะกิดให้เขาตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองได้” ดร.สันติธาร กล่าวทิ้งท้าย