ดร. สุภชัย ไขคมคิด เปิดตัวหนังสือ ‘ชีวิต ความคิด ธุรกิจและศรัทธา’ ยัน คุณธรรมนำธุรกิจ แนะปรับตัวรับวิกฤต – เอวา ย้ำธรรมะคือธรรมชาติ
เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-8 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘READ THE LEGEND: เปิดตำนาน การอ่านครั้งใหม่’
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 12.00 น. สำนักพิมพ์มติชน ซึ่งมาในธีม ‘Reading Vibe อ่านแล้วอิน’ จัดเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ ‘ชีวิต ความคิด ธุรกิจและศรัทธา’ โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เจ้าของผลงานหนังสือ ชีวิต ความคิด ธุรกิจและศรัทธา ผู้บริหารบริษัทยาชื่อดัง ‘ไทยนครพัฒนา’ , น.ส.ปวรวรรณ วีระภุชงค์ หรือ เอวา ดำเนินรายการโดย น.ส.ตวงพร อัศววิไล
ในการนี้มีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัท และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก.มติชน เป็นต้น
ดร.สุภชัย กล่าวถึงการเติบโตของตนเองในช่วงวัยเด็กว่า ตนโชคดีที่เกิดในต่างจังหวัด แม้ไม่ได้ยากจนแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย ครอบครัวประกอบอาชีพค้าปุ๋ย ทำสวนพริก และสวนมะม่วง ชีวิตในวัยเด็กเรียบง่าย ไม่มีไฟฟ้าและโทรศัพท์ ใช้ตะเกียงเจ้าพายุและเทียนไขในการดำรงชีวิต
“ผมถือว่าชีวิตได้เห็นความยากจน และยังไม่เคยลืมอดีตที่ผ่านมา จนปัจจุบันคุณพ่อนำพาธุรกิจเติบโตมากอยู่ในกลุ่มประเทศ CLMV เราไม่เคยที่จะดูถูกคนจน เพราะจำได้ตลอดเวลาว่าเราจนมา ผมสอนลูกหลานตลอด ถ้าเราดูถูกคนจน ก็เหมือนกับเราดูถูกบรรพบุรุษเราเอง” ดร.สุภชัย กล่าว

ดร.สุภชัย กล่าวต่อไปถึงแนวคิด คุณธรรมนำธุรกิจ ที่ได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อ โดยย้ำคำสอนสำคัญว่า แม้จะประสบความสำเร็จหรือร่ำรวย ก็ไม่ควรลืมดูแลและช่วยเหลือคนที่จน ‘คนจนกำเงิน 5 บาทมาซื้อยาเรา อ๊อด (ดร.สุภชัย) ต้องผลิตยาที่ดีให้คนจนหายป่วยให้เร็วที่สุด เพราะคนจนจำเป็นต้องกินยาดี เพื่อให้หายและกลับไปทำงานดูแลครอบครัวได้’ นี่คือสิ่งที่ตนจำมาจนถึงวันนี้
“ผมนำคำสอนนี้ไปใช้กับทุกที่ในการทำธุรกิจว่า ไม่ว่าผมจะทำอะไร ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเราต้องให้บริการประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้ และเราอยู่ได้เพราะคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนรวยไปจนถึงคนจน นี่คือสิ่งที่เป็น คุณธรรมนำธุรกิจ” ดร.สุภชัย กล่าว
ดร.สุภชัย เผยว่า ตนสอนลูกหลานมาโดยตลอด และยึดเป็นข้อตกลงร่วมกันในครอบครัวว่า ธุรกิจใดก็ตามที่อยู่บนพื้นฐานของมิจฉาอาชีวะ แม้จะถูกกฎหมาย ก็จะไม่ทำ เพราะมองว่าสังคมโลกเต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง ผู้คนหลงอยู่ในอำนาจและเงินตรา จนลืมไปว่าไม่ว่าจะร่ำรวยเพียงใด เมื่อตายไปก็ไม่สามารถนำเงินหรืออำนาจติดตัวไปได้ แต่กลับใช้ทั้งชีวิตแสวงหาสิ่งเหล่านั้นจนถึงวาระสุดท้าย
“ผมมีความรู้สึกว่าคนรวยหรือคนมีอำนาจอย่างผม โง่หรือฉลาดกันแน่ ทำไมเราต้องทำตัวเป็นหมาล่าเนื้อ แสวงหาสิ่งที่เอาไปไม่ได้ ทำไมเราไม่สั่งสมบุญกุศล เพราะบุญกุศลสามารถนำไปใช้ในชาติหน้าได้ โดยเฉพาะคนรวยและคนมีอำนาจ หากเข้าใจเรื่องการเกิดดับของรูปและนาม ทั้งร่างกายและอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นรัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งล้วนเป็นไปตามกฎของอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา
ถ้าเราได้ปฏิบัติ และสามารถยกจิตออกมา ไม่ยึดติด ผมมั่นใจว่าคุณจะทำอะไรก็ประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม และความร่ำรวยของคุณจะเป็นความร่ำรวยที่ไม่สิ้นสุด เพราะคุณมีสติ ระลึกรู้ และการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของตราชั่งที่เที่ยงตรงและเป็นกลางมาก” ดร.สุภชัย เผย

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ในฐานะเจ้าของธุรกิจจะนำพากิจการอย่างไรให้อยู่รอดในภาวะวิกฤต
ดร.สุภชัย ตอบว่า แนวคิดสำคัญคือการเข้าใจความจริงของชีวิตว่า ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การเกิดขึ้นและดับไป ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร ดังนั้นจึงมุ่งสอนผู้บริหารให้ตระหนักในหลักนี้ พร้อมทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความสุข
“เราไปแก้ไขโลกไม่ได้ โลกจะเร่าร้อน อย่างไรเป็นเรื่องของโลก แต่เราเองจะต้องอยู่ได้ท่ามกลางความเร่าร้อนของโลก โดยการทำให้จิตของเราสงบ ปิติ และเยือกเย็น ฉะนั้นถ้าเราทำอะไรไป ยอมรับในผลตรงนั้น อย่าไปทุกข์กับมัน” ดร.สุภชัย กล่าว
ดร.สุภชัย กล่าวต่อไปว่า สิ่งหนึ่งที่นักธุรกิจทุกคนต้องเข้าใจ และลูกต้องเข้าใจก็คือ อย่าเอาเงื่อนเวลามากำกับการเข้าสู่เป้าหมาย เงื่อนเวลาจะฆ่าตัวเราเอง พุทธศาสนา องค์พระศาสดาไม่เคยสอนเราว่าทำธุรกิจแล้วต้องวางเป้าว่า ต้องคืนทุนภายในกี่ปี
“การทำทิฟฟี่ พ่อบอกกับผมว่า อ๊อด ยาทิฟฟี่ทำยาก ถ้ารุ่นป๋าทำไม่สำเร็จ รุ่นอ๊อดมาทำต่อ ถ้าอ๊อดทำไม่สำเร็จอ๊อดสอนลูกหลานอ๊อดทำให้สำเร็จ
ป๋าไม่เคยบอกว่าทิฟฟี่ต้องเป็นที่หนึ่งภายใน10-30ปี ป๋าพูดถึงข้ามเจเนอเรชัน เพราะไม่ใช่เราเก่งคนเดียวคู่แข่งเราก็เก่ง ถ้าเราตั้งเงื่อนเวลา พอถึงเงื่อนเวลาเราไม่สามารถทำได้ มันทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ ฟุ้งซ่าน ล้มเหลว ทำลายจิตใจตัวเอง เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจตามแนวคิดพุทธ เขาเรียกว่าทำแบบกัดไม่ปล่อย แล้วไม่มีคำว่าทุกข์ด้วย” ดร.สุภชัย แนะ

ดร.สุภชัย ยังแนะนำแก่นธรรมสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบากในปัจจุบันว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การปรับตัว โดยมองว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่มีคำว่าถอย เพราะโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง อีกทั้งยังมีความผันผวนในระดับมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ผมไม่ได้จะตำหนิใคร แต่กำลังจะบอกว่า โลกกำลังถูกปรับระเบียบใหม่ให้คล้ายกับอดีตเมื่อกว่าร้อยปีก่อน และอาจรุนแรงยิ่งกว่ายุคของอังกฤษหรือฝรั่งเศส สิ่งเหล่านี้เราเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือปรับตัวเอง ไม่ว่าโลกจะลำบากอย่างไร เราต้องอยู่ให้ได้ โดยปักเทียนแห่งธรรม และยืนหยัดอย่างมั่นคงในแผ่นดินนี้”
ดร.สุภชัย กล่าวต่อไปว่า การอยู่รอดไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงที่เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน หากเรารวยแต่เพื่อนบ้านยังยากจน ก็ยากที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
“ลึกๆ ผมมั่นใจว่า ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร หากประเทศเรามีธรรมะ ต่อให้มีพายุฝนกระหน่ำในทวีปอื่น เราอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่จะเจ็บน้อยลง และยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข” ดร.สุภชัย กล่าว

ด้าน น.ส.ปวรวรรณ วีระภุชงค์ หรือเอวา บุตรสาวคนที่ 3 ของดร.สุภชัย แสดงมุมมองต่อบิดา ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบันว่า คุณพ่อเป็นคนทำงานหนัก เดินทางทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศอยู่เสมอ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงในด้านเป้าหมายชีวิตที่มีความชัดเจนมากขึ้น รู้ว่าตนเองต้องการอะไร
“คุณพ่อจะพูดตลอดว่าเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตของใคร ให้ลูกมีทางเดินของตัวเอง พ่อจะคอยซัพพอร์ต คุณพ่อสอนให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเพราะการยึดติดกับอะไรมันคือกิเลสและความทุกข์ ให้ปล่อยวางทุกอย่าง กำหนดลมหายใจเข้าออกดูมีสติอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งตอนเด็กๆคุณพ่อไม่ได้สอนแบบนี้ ตอนนี้ก็เห็นคุณพ่อในเวอร์ชันที่ภูมิใจกับตัวเอง พวกเราก็ภูมิใจกับคุณพ่อในเวอร์ชันนี้เช่นกัน” น.ส.ปวรวรรณ กล่าว
น.ส.ปวรวรรณ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่คุณพ่อสอนแตกต่างจากคนอื่น เพราะตนเองทำงานในวงการบันเทิง คือ ‘วันนี้คนทั้งประเทศรักเรา แต่พรุ่งนี้เขาอาจจะพลิกแล้วเกลียดเราได้ทั้งประเทศ’ ถ้าเราทำอะไรผิดพลาด เพราะเขาไม่ใช่พ่อแม่เราเขาไม่จำเป็นต้องให้อภัยเรา เพราะเขารู้จักเราแค่หนึ่งคลิปวิดิโอ ผิวเผิน
“คุณพ่อก็จะสอนว่าให้คอยรับมือ เมื่อความทุกข์มา เหมือนที่คุณพ่อบอกกับหนูว่า เหมือนนาฬิกาอะไรที่มันเหวี่ยงไปแรงแค่ไหน พอเหวี่ยงกลับมามันก็จะเหวี่ยงแรงมากเท่านั้น คุณพ่อก็จะบอกว่าวันนี้หนูมีความสุข มีคนเอ็นดู มีคนรัก แต่หนูจะต้องรับมือให้ได้ด้วยถ้าวันหนึ่งมีความทุกข์ อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อสอนต่างจากคนอื่น เพราะพี่ๆน้องๆคนอื่นทำงานในบริษัท ไม่ได้ทำงานวงการบันเทิง” น.ส.ปวรวรรณ กล่าว
เมื่อถูกถามว่าจะเผยแพร่ธรรมะเพื่อช่วยคุณพ่ออย่างไรให้คนรุ่นใหม่เข้าใจมากขึ้น น.ส.ปวรวรรณ กล่าวว่า ธรรมมะต้องทำให้คนเข้าใจง่าย และย่อยง่ายคนสมัยนี้จะคิดว่าธรรมะเป็นอะไรที่เข้าใจยาก แต่ความจริงธรรมะ คือธรรมชาติรอบตัวเรา อย่างเช่นดอกไม้ก็มีการที่มันเป็นเมล็ด เติบโต สุกงอมและมันโรยรา เหมือนกับผลไม้
“เราไม่สามารถบอกได้ว่า ผลไม้ลูกนี้ไม่มีหนอนเจาะ ให้มันเป็นแอปเปิ้ลที่สดใหม่และไม่มีตำหนิเลยได้ไหมมันทำไม่ได้ เหมือนกับชีวิตเราที่ไม่สามารถบังคับให้อะไรเป็นไปได้ตามใจเราต้องการเราก็ต้องเข้าใจสัจธรรมตรงนี้ ทุกอย่างมีเกิด มีดับ มีการเปลี่ยนแปลง เป็นอนิจจังของชีวิต” น.ส.ปวรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569 เวลา10.00น.- 21.00น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-8


