รุมถกปม ‘เปลี่ยน (ไม่) ผ่าน’ อ. รัฐศาสตร์ ชวนอ่านฉากสู้ ‘ชิงไหวชิงพริบ’ ชี้เป้า น.ศ. ‘เล่มนี้ช่วยได้เยอะ’
เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-8 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘READ THE LEGEND : เปิดตำนาน การอ่านครั้งใหม่’ ที่รวมความเป็นตำนานไว้มากมาย
สำหรับสำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนา ‘The Politics On Book เปลี่ยน(ไม่) ผ่านการเมืองไทย 2566-2569’ โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ นายกุลพัทธ์ เพิ่มพูล และนายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พร้อมด้วยบุคคลในแวดวงต่างๆ ร่วมแสดงความคิดเห็น

ในการนี้ผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด มหาชน, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัท และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก. มติชน เป็นต้น
ในตอนหนึ่ง นายเอกภัทร์ กล่าวถึงที่มาของหนังสือ เปลี่ยน(ไม่)ผ่าน การเมืองไทย 2566 – 2569 ซึ่งเป็นผลงานการทำงานร่วมกันของ ‘กองบรรณาธิการข่าว’ ใน ‘เครือมติชน’ เพื่อบันทึกการเมืองไทยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
“ทุกๆปีก่อนหน้านี้ สำนักพิมพ์มติชน ออกหนังสือชื่อ บันทึกประเทศไทย เป็นประจำ โดยบันทึกเหตุการณ์แต่ละปีว่ามีอะไร แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุการณ์ที่ผันผวนเยอะมาก จึงอยากลองบันทึกโดยใช้การเมืองเป็นเส้นเรื่อง โดยมีหลายบทน่าสนใจ ผมอยากตั้งข้อสังเกตและชวนทุกท่านคิดว่า ถ้าเรามองย้อนกลับไป ทุกการเปลี่ยนแปลงในโลก มันมี 2-3เรื่อง ที่เป็นปัจจัยสำคัญว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน” นายเอกภัทร์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกร์มหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความเห็นว่า ตนชอบชื่อหนังสือ เพราะมีความน่าสนใจและสนุกในแง่ที่ว่า การอ่านตอนนี้ หรือกลับมาอ่านในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเห็นอะไรบางอย่าง จะรู้สึกว่า ‘เราทำกันขนาดนั้นเลยหรือ’ โดยเฉพาะในช่วงของการต่อสู้ ชิงไหวชิงพริบ ซึ่งเห็นได้ชัดมากในการเลือกตั้งปี 2562 และช่วง 2566-2569 โดยเห็นรอยบางอย่างอยู่ในกระบวนการทางการเมือง อย่างชื่อบทที่ว่า ‘ชัยชนะของคนแพ้’ ก็ส่งนัยยะบางอย่าง
“หนังสือเล่มนี้เหมือนบทคัดย่อของการเมืองไทย หากใครอยากเข้าใจการเมืองไทย หนังสือเล่มนี้ช่วยได้มาก โดยเฉพาะนักศึกษาที่กำลังเรียน จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
สิ่งที่พูดกันมากคือ ตกลงแล้วรัฐธรรมนูญของไทยจะเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างไร จะไปให้ได้ไกลกว่านี้ ไปให้พ้นสภาวะแบบนี้ได้อย่างไร” รศ.ดร.บัณฑิต กล่าว
รศ.ดร.บัณฑิต ยกตัวอย่างประเด็นการยุบพรรค และการทำลายผู้นำทางการเมือง เช่น กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล มีความชัดเจนว่า ปัญหาอีกด้านหนึ่งอยู่ที่ความมั่นใจจนเกินไป หรือการไม่ประเมินสถานการณ์ หรือความต้องการ พุ่งชน แบบครั้งเดียวของพรรคก้าวไกลในตอนนั้น ที่เสนอชื่อมาเพียงคนเดียว เมื่อถึงช็อตที่จะต้องเสนอผู้นำคนใหม่ ก็ไม่มีโอกาสต่อ
รศ.ดร.บัณฑิต ยังมองว่า จังหวะบังเอิญบางอย่างในทางการเมืองก็น่าสนใจ เช่น กรณี นายเศรษฐา ทวีสิน อยู่ได้ไม่ครบปี ขาดอีกเพียงไม่กี่วัน หรือกรณี นางสาว แพทองธาร ชินวัตร ที่หลุดแบบไม่น่าเชื่อ
“ปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องคลิปเสียง ทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล และนำไปสู่การถอดถอนในท้ายที่สุด ภาพตรงนี้ชัดเจนมาก” รศ.ดร.บัณฑิต กล่าว
รศ.ดร.บัณฑิต ยังกล่าวอีกว่า บทสรุปของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ เรามีประชามติ 21 ล้านเสียง ที่ต้องการเปลี่ยนและต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นบทเรียนจาก ‘เปลี่ยน (ไม่) ผ่านการเมืองไทย’ ก็น่าจะถูกนำไปเขียน หรือแก้ไขบทบัญญัติบางประการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต



