เอ็มดีมติชน อ่านแล้ว ‘หงส์ลายมังกรฯ’ ชีวประวัติ อานันท์ ปันยารชุน สะท้อน ไทย เคยโอบรับความต่าง ก่อนติดหล่ม 20 ปี สู่ยุค ‘มุมอับการเมือง’
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ มีการเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน’ หนังสือชีวประวัติของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย นักเขียนและอดีตนักข่าวอาวุโส
บรรยากาศเวลา 16.00 น. แขกผู้มีเกียรติตลอดจนบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง การทูต และภาคธุรกิจหลั่งไหลเข้าร่วมงานคับคั่ง อาทิ นายอาสา สารสิน อดีตราชเลขาธิการ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล, นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย, น.ส.ดิษนีย์ นาคเจริญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์คอนเทนต์และพัฒนาธุรกิจ, นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน, นางสาวน.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.), นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และ นายเมธา มาสขาว รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เป็นต้น โดยร่วมแสดงความยินดีแก่ นายอานันท์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ซึ่งสะท้อนภูมิหลังและสายเลือดที่หล่อหลอมบุคลิก วิธีคิด และเส้นทางชีวิต รวมถึงประสบการณ์อันทรงคุณค่า

บรรยากาศเวลา 16.35 น. หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ
จากนั้นเวลา 16.50 น. มีการเสวนาเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน’ ร่วมเสวนาโดยน.ส.วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้เขียน, ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, ดร.อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์
ในตอนหนึ่ง นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน กล่าวว่า ทางเครือมติชนและทางคุณพ่อของตน (นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธาน บมจ. มติชน) มีความรู้สึกและเคารพนับถือ ท่านอดีตนายกฯ อานันท์ มาอย่างยาวนาน และในปีที่แล้วเครือมติชนเองได้รับความกรุณาจาก ท่านอานันท์ให้เรามีโอกาสไปสัมภาษณ์ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งคราวนั้นบิดาของตน ก็ได้ไปพูดคุยกับท่านด้วย
“นอกจากนั้นเมื่อได้อ่านหนังสือแล้ว ก็รู้สึกว่ามันเกิดคำถามสำคัญกับตัวเองขึ้นมา 2 ข้อใหญ่ๆ เป็นคำถามที่เชื่อมโยงสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันด้วย
โดยโครงสร้างหลักๆ ของเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ สำหรับผมรู้สึกว่ามันเหมือนมี 3 แกนหลักที่พาดซ้อนกันอยู่ แกนแรกสุด คือการบอกเล่าชีวประวัติของคุณอานันท์ ซึ่งก็วางอยู่บนพล็อตที่น่าสนใจ คือคุณวิมลพรรณ เริ่มต้นจากการไล่เลียงเครือญาติ สายตระกูลของคุณอานันท์ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า ครอบครัวมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ทั้งมอญ และ จีน เป็นครอบครัวขุนนาง ข้าราชการ ตัวคุณพ่อของคุณอานันท์เอง ท่านเป็นทั้งนักเรียนนอก เป็นข้าราชการ เป็นครู ผันตัวไปทำธุรกิจ และทำหนังสือพิมพ์ด้วย
เนื้อหาหนังสือยิ่งน่าสนใจ จากเครือญาติ ค่อยๆ คลี่คลายไปสู่ ‘เครือข่ายทางสังคม’ ที่คุณอานันท์ สร้างขึ้น หรือเข้าไปมีส่วนร่วมมีบทบาทกับภาคประชาสังคมต่างๆ เป็นแกนแรกที่น่าสนใจในหนังสือ” นายปราปต์ ชี้
นายปราปต์กล่าวต่อไปว่า อีกแกน หนังสือบอกเล่าชีวิตการทำงาน ประมาณ 3-4 ช่วงชีวิต เริ่มจากชีวิตของการเป็นนักเรียนนอก รับราชการเสร็จ ก็ถูกเภทภัยจนต้องไปทำงานเอกชน และได้เข้ามาเป็นนักการเมืองจำเป็น

โดย 2 แกนแรกนี้ยังโยงเข้ากับแกนที่ 3 อีก จะเห็นว่าเรื่องราวของคุณอานันท์ ผ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองด้วย ทั้งในระหว่างประเทศและภายในประเทศ
“3 แกนนี้ค่อยๆ หล่อหลอมและนิยามว่าคุณอานันท์ เป็น ‘บุคคลผู้มีโลกทัศน์พิเศษ’ ด้านนึงเป็นชนชั้นนำ บางส่วนใช้คำว่าเป็น ’รอยัลลิสต์‘ แต่อีกด้านก็ฉายให้เห็นว่าเป็น ’เสรีนิยมประชาธิปไตย‘ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง มีความเข้าถึง เข้าอกเข้าใจคนเล็กคนน้อยที่ถูกผู้มีอำนาจรัฐกระทำ เหมือนที่คุณอานันท์เคยถูกกระทำมาก่อนช่วง 6 ตุลาฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันหนังสือก็ยังฉายให้เห็นอีกด้าน ที่มาจากการเติบโตในครอบครัว ที่อาจจะมีน้ำหนักบางอย่างซึ่งไม่ค่อยไทยนัก”
นายปราปต์กล่าวต่อว่า ความเป็นชนชั้นนำ ที่เป็นทั้งอนุรักษนิยมและเสรีนิยมแบบนี้ คือคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่จะหาไม่ได้อีกแล้วในคนอื่นๆ หรือยุคสมัยอื่นๆ ในยุคสมัยหนึ่ง สังคมไทยเคยเปิดโอกาสให้คนแบบคุณอานันท์ ที่เป็นทั้งอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ได้เข้ามามีบทบาทในสังคมการเมือง
ต่อมาภายในเวลา 20 ปีให้หลัง โอกาสเหล่านั้น มันถูกปิดลงเรื่อยๆ ถ้าสมมติฐานนี้ถูกต้อง แปลว่า ‘สังคมไทยเคยเปิดรับความหลากหลายให้โอกาสคน และเคยอดทนอดกลั้น มากกว่านี่หรือเปล่า’?

มันปรากฏในหนังสือ เป็นข้อเท็จจริงที่ตนสะดุดใจเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ในชีวิตของท่านอานันท์ ได้รับภัยทางการเมืองในช่วง 2519 แต่หลังจากนั้น คุณอานันท์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ เป็นผู้นำในอุดมคติของคนไทยได้ในปี 2535 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้กินเวลา ประมาณ 15 ปี
“แต่ถ้าลองเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมรู้สึกว่า สังคมไทยติดกับความขัดแย้งทางการเมืองรอบล่าสุด เกือบ 20 ปีแล้ว มันนานกว่าการเปลี่ยนผ่านของคุณอานันท์ในยุคนั้นอีก
‘ความเปลี่ยนไม่ผ่าน’ ความหยุดนิ่ง ปิดตายในช่วง 20 ปี ทำให้โอกาสความเป็นไปได้หลายอย่างปิดตัวลง และยากที่จะหาบุคคลที่มีโลกทัศน์แบบนี้ในสังคมไทยได้อีก” นายปราปต์ เน้นย้ำ
นายปราปต์กล่าวต่อว่า นอกจากสังคมไทยในปี 2569 จะสร้างคนแบบคุณอานนท์ไม่ได้อีกแล้ว ในปัจจุบันประเทศไทยเจอปัญหาใหญ่ๆ ทั้งปัญหา Geopolitics การเมืองโลกที่ยากขึ้น เจอเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI รวมถึงความขัดแย้งในไทยเอง ที่กินเวลายาวนาน
เราอาจต้องหาผู้นำที่รอบรู้ เพื่อเข้ามารับมือกับปัญหาเหล่านี้ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนประเทศเร็วเกินไป แต่สามารถเปลี่ยนผ่านประเทศอย่างเป็นระบบ ประสานกับหลายภาคส่วนได้ เพื่อสร้าง ‘ฉันทามติใหม่’ ขึ้นมา ซึ่งสเปกแบบนี้เรานึกถึงคนแบบคุณอานันท์
แต่หน้าตักความเป็นจริงทางการเมือง ที่เราเห็นร่วมกัน คือ สังคมไทยเข้าไปสู่มุมอับ ถึงทางตันขึ้นเรื่อยๆ เราอยู่ในสังคมที่รัฐราชการเข้มแข็ง ตายตัว และเทอะทะ ในขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนลดลง ความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนใหญ่กับผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อย เหลื่อมล้ำสูงขึ้น คืออีกด้านหนึ่ง
ซึ่งความเป็นจริงเหล่านี้ วางอยู่บนพื้นฐานหนึ่ง คือ ’มีสภาพการณ์ใหญ่ที่ทำให้เงื่อนไขการเมืองเปลี่ยนไป‘ และหนังสือเล่มนี้ระบุไว้ด้วย คือ ‘วัฒนธรรมทางการเมือง’ ที่ว่า ถ้าทหารทำรัฐประหาร มักหานายกจากพลเรือนขึ้นมาดำรงตำแหน่งในระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งคุณอานันท์สามารถใช้โอกาสนั้น มา ‘กำหนดวาระทางการเมือง’ กำหนดแบบแผน และสร้างค่านิยมทางการเมืองแบบใหม่ได้สำเร็จ ในกลางทศวรรษ 2530
“แต่ในช่วง 10 ปีหลัง ผมรู้สึกว่าเราเผชิญหน้ากับ วัฒนธรรมการเมืองอีกชุดหนึ่ง ที่เมื่อมีรัฐประหารได้ และผู้นำอยู่ได้เกือบ 1 ทศวรรษ และแม้มีรัฐบาลเลือกตั้ง แต่ก็ยังเป็นส่วนขยายของระบอบอำนาจเดิม ซึ่งรวมถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันที่หลายท่านอาจนิยามว่าเป็น รัฐบาลของรัฐราชการที่หย่อนประสิทธิภาพลง บวกด้วย เครือข่ายสมาพันธ์บ้านใหญ่ ภาพคือการเมืองตัน” นายปราปต์ระบุ

นายปราปต์กล่าวต่อว่า ถ้าเรามองบริบทนี้มันอาจเป็นไปได้ว่า เครือข่ายอำนาจสังคมไทย อาจไม่ต้องการคนแบบคุณอานันท์แล้ว แต่อาจต้องการคนแบบอื่น
จากนั้น นายปราปต์กล่าวถึง งานวิจัยของ ดร.อาสา ที่พูดถึงโครงการทางการเมืองขนาดใหญ่ของนายอานันท์ เช่น โครงการแรก คือการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งทำสำเร็จ และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้หลายมิติ แต่น่าเสียดายที่มีอายุอยู่ไม่ถึง 10 ปี เพราะถูกฉีกด้วยการรัฐประหารปี 2549
โครงการที่ 2 คือ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ยังอาจไม่สำเร็จและโครงการที่ 3 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาหลังจากความขัดแย้งในช่วงทศวรรษ 50 ซึ่งอาจไม่สำเร็จ
“แต่ผมรู้สึกว่าความไม่ยืนยาว หรือไม่สำเร็จนั้น อาจไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาของการเมืองไทยเอง ที่โจทย์ทางการเมืองของเราเปลี่ยนไป ปัญหานี้ยังไม่คลี่คลาย ค้างคา และลุกลามหนักขึ้น
หลังฉีกรัฐธรรมนูญ 40 เราได้ฉบับปี 2550 และ 2560 ที่แย่ลง ปัญหาชายแดนใต้ที่มีข้อถกเถียงกัน แต่สุดท้าย ‘การทหารนำการเมือง’ มา 20 ปีไม่จบ แต่หลักใหญ่คือ ’ประชาชนยังแบ่งกลุ่มทะเลาะกันอยู่‘ ความเหลื่อมล้ำยังอยู่ ปัญหาเหล่านี้จึงยังแก้ไขไม่สำเร็จ”
“บทสรุปสุดท้ายที่ผมได้จากอ่านหนังสือเล่มนี้ คือมันเป็นปัญหาของสังคมไทย ที่เรายังหา ‘ดุลยภาคใหม่’ หาจุดลงตัวใหม่ ยังไม่เจอ ทำให้ความขัดแย้งกินเวลามากว่า 20 ปีแล้ว” นายปราปต์ชี้
นายปราปต์ กล่าวด้วยว่า ตนรู้สึกว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้น่าสนใจตรงที่ เนื้อหาส่วนของคุณวิมลพรรณ (ผู้เขียน) จบลงที่ปี 2569 และ ส่วนของ ดร.อาสา (งานวิจัย) จบที่ปี 2554 หมายความว่ามีช่องว่าง 10-15 ปี ซึ่งประเทศไทยเจอโจทย์ท้าทายอย่างมาก แต่จากการติดตามงานนายอานันท์ พบว่ายังคงมีบทบาทแอ็กทิฟ และมีสปีช ในที่สาธารณะเรื่อยมา
จากนั้น นายปราปต์หยิบยกโควทของนายอานันท์ 24 พ.ค.2567 ที่ไปปาฐกถาหัวข้อ ‘ฉากทัศน์อนาคตสังคม’ ในวาระครบรอบ 50 ปีของสมาคมพัฒนาประชากร และชุมชน
นายปราปต์ กล่าวว่า ตนจะขอโควตเนื้อหาสั้นๆ เป็นประโยชน์และสังคมไทยควรจะรับฟัง ความดังนี้
‘สนุกมากนักหรือ จับเด็กเข้าคุกนี่
สนุกมากนักหรือ ที่เห็นถูกเด็กถูกทรมาน
ไม่ได้รับการประกัน ถามตัวเองเสียบ้าง สนุกอย่างไร ทำได้อย่างไรไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ ทีโกงกินกันก็ไม่อาย ไม่มีหิริโอตตัปปะ
แต่จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น
ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทำถูกทุกอย่าง เหมือนอย่างเรามีลูก ลูกไม่ดี ครอบครัวผมไม่มีการตี ก็เรียกมาสั่งสอน ทำโทษ ให้อยู่ในห้อง 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น
แต่เราจับเด็กเข้าคุกนะ ถ้าเผื่อสังคมมาถึงจุดที่ว่าการให้เด็กเข้าคุกเป็นของสนุก เป็นของที่เป็นธรรม มันจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ได้อย่างไร’



