‘วิมลพรรณ-อาสา-ธีรยุทธ’ ถอดรหัส ‘หงส์ลายมังกร’ ภาพสะท้อนสังคมไทยผ่านชีวิต ‘อานันท์ ปันยารชุน’ จากสายเลือดขุนนาง สู่บทบาทขับเคลื่อนสังคม
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ มีการเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน‘ หนังสือชีวประวัติของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย นักเขียนและอดีตนักข่าวอาวุโส
บรรยากาศเวลา 16.00 น. แขกผู้เกียรติตลอดจนบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง การทูต และภาคธุรกิจหลั่งไหลเข้าร่วมงานคับคั่ง โดยร่วมแสดงความยินดีแก่ นายอานันท์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ซึ่งสะท้อนภูมิหลังและสายเลือดที่หล่อหลอมบุคลิก วิธีคิด และเส้นทางชีวิต รวมถึงประสบการณ์อันทรงคุณค่า
บรรยากาศเวลา 16.35 น. หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ

จากนั้นเวลา 16.50 น. มีการเสวนาเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน’ ร่วมเสวนาโดย น.ส.วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้เขียน, ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, ดร.อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์

ในตอนหนึ่ง น.ส.วิมลพรรณ กล่าวว่า ตอนที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ไปเปิดความสัมพันธ์กับจีน ทางเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เลือกให้ตนซึ่งเป็นนักข่าวเพียงคนเดียวที่ได้ติดตามไปเมืองจีนหลายเมือง เช่น กวางเจา ปักกิ่ง ขณะนั้น สังกัดหนังสือพิมพ์ ‘สยามรัฐ’ ทั้งนี้ ตนรู้จักกับครอบครัวท่านอานันท์ มาตั้งแต่เด็กเนื่องจากเป็นเพื่อนสนิทของหลานท่าน และมีความตั้งใจว่าสักวันจะมีโอกาสเขียนหนังสือให้ท่านอานันท์ โดยใช้เวลา 3 ปีครึ่งจึงแล้วเสร็จ รู้สึกมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ด้าน ดร.อาสา กล่าวว่า ตนมีส่วนร่วมในการทำหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากผู้เขียน (นางสาววิมลพรรณ) เคยเป็นกรรมการของ สถาบันไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งรู้จักกันมานาน ชวนตนมาช่วยทำ ในฐานะที่เป็นสายวิชาการ เรารู้แล้วว่าหนังสือเล่มนี้จุดเด่นหลักคือ การเล่า ‘สาแหรกตระกูล’ โดยเฉพาะในครึ่งเล่มช่วงแรก ทั้งมอญและจีน ซึ่งเขียนได้อย่างดีและมีความสนุกสนาน
ตนจึงช่วยทบทวนวรรณกรรมว่างานเขียนเกี่ยวข้องกับชีวประวัติของนายอานันท์หลากหลายเล่มว่ามีมุมใดที่อาจจะยังไม่ได้พูดถึง
“ผมเห็นมิติของคุณอานันท์ กับภาคประชาสังคมไทย ซึ่งงานเขียนหลายชิ้นยังไม่ได้ลงลึกประเด็นเหล่านี้มากพอ จึงตั้งเป็นโจทย์งานวิจัยขึ้นมา 1 ชิ้น ที่มีชื่อว่า อานันท์ ปันยารชุน ชีวิต การเมือง และความสัมพันธ์กับภาคประชาสังคมไทย ในช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 2530-2550 ผมเห็นว่า คุณอานันท์มีบทบาทเกี่ยวกับภาคประชาสังคมอย่างชัดเจน หลังข่าวเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือที่ท่านมาดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นครั้งแรกที่ใช้คำว่า แตะมือกับกลุ่มก้อนตัวแสดงภาคประชาสังคมชัดเจนขึ้นกว่าก่อนหน้านี้
กล่าวได้ว่า ก่อนอายุ 60 คุณอานันท์ทำหลายอย่าง ทั้งงานด้านการทูต เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ในภาคธุรกิจ แต่การแตะมือกับภาคประชาสังคม เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา” ดร.อาสา กล่าว และว่า รายงานวิจัยนี้ ใช้เอกสารหลายอย่าง รวมทั้งการสัมภาษณ์ และเอกสารสิ่งพิมพ์ ที่ช่วยฉายภาพส่วนที่อาจขาดหายไป

ดร.อาสา กล่าวต่อไปว่า สำหรัยหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน’ ตนอยากจะตั้งชื่อสร้อยด้วยว่า ‘หงส์ลายมังกร ผู้มีเพื่อนมาก’ และที่มักเป็นจำนวนมาก คือกลุ่มก้อนภาคประชาสังคม ทำให้การเมืองมีสีสัน
”เกิดการขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 งานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่เป็นวิกฤตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ ของคณะกรรมการปฏิรูป ในปี 2553 เหล่านี้เราจะเห็นกลุ่มก้อนภาคประชาสังคมที่เป็นเครือข่ายในการเข้ามาทำงานร่วมกันกับคุณอานันท์“ ดร.อาสาชี้

ด้าน ศาสตราจารย์ธีรยุทธ กล่าวว่า ตนเห็นชื่อหนังสือเล่มนี้แล้วสะดุด เพราะมันเป็นการกลั่นคำ จากสองคำ ซึ่งน่าสนใจ ‘จีน กับ มอญ’ เป็นสองส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมไทย ซึ่งมีบทบาทมาช้านาน แต่ที่ตนสนใจอยากจะเห็นแต่ยังเห็นได้ไม่ชัด คือ ตนตามงานที่คนเขียนถึงคุณอานันท์ แล้วรู้สึกว่ายังไม่เจอสิ่งที่ตนต้องการมากนัก ซึ่งเล่มนี้มีส่วนที่ดีคือ ประวัติต่างๆ ของท่าน
“ผมอยากจะเห็นว่าคนจะจำคุณอานันท์ ในคำไหน ผมจำ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ว่าท่านเป็นผู้นำเชิงจริยธรรมของมวลชน จดจำคำว่า สันติประชาธรรม ผมอยากจะฝากว่า เราควรจะจำคุณอานันท์ในเรื่องไหน จำการเป็นนายกฯ สองสมัย ซึ่งเด่นมาก การเป็นนายกฯ ที่ดีในสังคมไทยที่มีไม่กี่คน อันนี้คนยอมรับ หรือจำการเป็มมิตรกับกลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มต่างๆ ซึ่งท่านไม่เคยทอดทิ้งภารกิจนี้แม้จะอายุมากแล้ว แต่ยังให้ความทุ่มเทและช่วยเหลือที่เคลื่อนไหวทางสังคม
สำหรับผมนับถือท่านอย่างมาก มีคำที่จะนึกถึงท่านได้ ผมนึกถึงคำว่า โปร่งใส และความรับผิดชอบ แต่มันจะต้องร้อยเป็นคำ อาจจะ 2-3 ประโยค เพื่อให้คนในสังคมจำท่านได้” ศ.ธีรยุทธ กล่าว

ศ.ธีรยุทธกล่าวว่า ชื่อหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร‘ ตนชอบมาก สังคมไทยเรามักไม่ค่อยพูดถึงการเป็นอาณาจักรการค้า อยุธยาเป็นอาณาจักรที่เกี่ยวข้องกับการการค้า ตั้งแต่สมัยพระเอกาทศรถ เราเป็นศูนย์กลางหนึ่งทางการค้า ของเอเชีย นอกเหนือจากพม่า และจีน ตนจึงคิดว่าบทบาทการค้าของคนไทยและจีนนั้น เชื่อมโยงมาตลอด แล้วมันส่งผลอย่างไรกับสังคมไทยบ้าง เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
“หนังสือเล่มนี้ให้ประโยชน์กับผมมาก เห็นภาพเจ้าสัวเก่าแก่ คนจีนแต่ก่อนเข้ามา ก็ต้องถวายตัว หรือไม่ก็ขอความคุ้มครองจากเจ้านาย เพื่อทำการค้าขาย ซึ่งปลายสมัยอยุธยาแตกกันค่อนข้างมากจากผลประโยชน์การค้า คนจีนเข้ามาไม่ได้มีบทบาทในทางการเมืองมากนัก แต่รู้สึกว่ารัตนโกสินทร์นั้นแปลก ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าเป็นย่านการค้าของคนจีน ไม่เหมือนอยุธยาที่เป็นตลาด International” ศ.ธีรยุทธชี้
ศ.ธีรยุทธ กล่าวต่อไปว่า กรุงเทพฯ การค้าของคนจีนชัดเจนมาก อย่างย่าน ‘เยาวราช’ กล่าวคือ การค้านั้นกระจุกอยู่กับคนจีนเป็นหลัก เรามีแขก แถวพาหุรัด และอีกหลายที่ซึ่งเริ่มเข้ามาทำมาหากิน เป็นอีกส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ
“บรรพบุรุษของท่านอานันท์ สะท้อนสังคมจีนในสังคมไทยต้นยุครัตนโกสินทร์ ที่สามารถมีอิสระในการค้าขาย เป็นเจ้าสัวได้ด้วยตัวเอง บางส่วนเข้ารับราชการ หลายโชฎึก อย่างมาก ซึ่งรวมถึง โชติกเสถียร” ศ.ธีรยุทธ กล่าว
ศ.ธีรยุทธกล่าวต่อไปว่า ข้อที่ต่างจากสมัยอยุธยา คือมีเครือข่ายช่วยเหลือกันในเรื่องทุนและบทบาทมากขึ้น ทั้งในการขยายคลอง การขุดคลองสาทร คลองภาษีเจริญ โดยขอลดภาษีฝิ่นลง แล้วจะตัดคลองให้ ขณะเดียวกันก็ขอไปตั้งโรงงานอ้อย ที่นครชัยศรี ซึ่งเป็นฐานกำลังสำคัญ ซึ่งจะอ่านเจอในหนังสือ หงส์ลายมังกร เล่มนี้
“มีการแต่งงานระหว่างขุนนางชาวไทย สายคุณปู่ของคุณอานันท์ พระยาเทพประชุน (ปั้น ปันยารชุน) ซึ่งเติบโตทางสาย กลาโหม อีกสายมาทางเจ้าสัวซึ่งผมว่าน่าสนใจ หัวใจสำคัญที่เป็นเรื่องใหญ่ คือการแต่งงานระหว่าง คนไทย มอญ หรือ จีน เป็นการผลิตบุคลากรที่สำคัญให้การปฏิรูปสังคมไทยในสมัย ร.5 เป็นต้นมา โดยเติบโตมาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในการปฏิรูปการปกครองเกือบทั้งนั้น ที่น่าสนใจคือไม่ได้มีแค่ระดับเจ้านาย แต่ยังรวมถึงระดับขุนนางคนจีน ที่แต่งงานแล้วส่งลูกหลานไปเรียนนอก ซึ่งคนจนเองก็มีโอกาส เช่น รุ่นของคุณพ่ออาจารย์ปรีดี หรือ คุณพ่อนายควง อภัยวงศ์” ศ.ธีรยุทธกล่าว และว่า ต้นตระกูลของภรรยาตนก็เช่นกัน มาจากชาวนา และได้เป็นคุณพระ 1 คน จนปัจจุบันก็มีคนได้เป็นข้าราชการ หรืออธิบดี เป็นต้น

จากนั้น ศ.ธีรยุทธกล่าวถึง เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี บิดาเป็นขุนนาง แต่เสียชีวิตลง มารดาต้องทำขนมขาย แต่ด้วยความเรียนเก่ง จึงได้เป็นครูสอนโรงเรียนมหาดเล็ก
“ที่ผมชอบคือท่านไปเรียนที่เบอโรโรด ซึ่งเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ (Borough Road College) นำปฏิรูปการศึกษามัธยม จนมีอิทธิพลไปทั่วโลก รวมถึงเมืองไทย เช่น สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ สอนโดยศิษย์เก่า เบอโรโรด 30 ปีเต็ม สอนให้เป็นคนดี เด็กทุกคนในเมืองไทยต้องมีสิทธิเข้าเรียนสวนกุหลาบ และเทพศิรินทร์ได้เหมือนกันทุกคน” ศ.ธีรยุทธ กล่าว
ศ.ธีรยุทธ กล่าวว่า ต่อมากลุ่มลูกเจ้านาย 50 คน รวมตัวกันประท้วงครูที่ไปตีเจ้านาย แต่ภายหลังมีการต่อสู้กันทางความคิด ยืนยันว่า ต้องสอนสามัญชนด้วย ตนรู้สึกว่า การศึกษาชุดนี้ เข้ามา 2 ระบบ ซึ่งมีคุณค่าต่อระบบราชการไทย คือ ‘Meritocracy’ การเอาคนเข้ามาโดย ‘คุณความดี’ ให้สามารถดำรงตำแหน่งในระบบราชการไทย ซึ่งอาจมีเพี้ยนไปบ้างในบางสมัย เช่น หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีทหารเข้ามามีอำนาจอย่างยาวนาน แต่ระบบ Meritocracy กับ ‘ระบบอุปถัมภ์’ (Patronage/Nepotism) เห็นได้ชัดในสังคมไทยตอนนั้น” ศ.ธีรยุทธชี้
ศ.ธีรยุทธ กล่าวว่า คุณูปการของลูกหลานคนไทย จีน มอญ คือเขามีความหวังในการสร้างชาติให้มันเจริญก้าวหน้า และอยู่ได้ด้วยคุณงามความดีเป็นหลัก เราเห็นนักกฎหมายดีๆ มาจบลงในรุ่น ‘อาจารย์ป๋วย’

ในช่วงท้าย ศ.ธีรยุทธ กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าดูจากพื้นเพทางครอบครัว ทางสถานการณ์แวดล้อมในอาชีพการงานของนายอานันท์ โดยพื้นฐานจะมีความคิดอนุรักษนิยมแน่ๆ แต่อนุรักษนิยมในที่นี้ ความหมายกว้าง อย่าเป็นอนุรักษนิยมแบบคนไทยคิด กล่าวคือ คนไทย มองปัญหาการเมืองแบบไม่ศึกษาทะลุ ซึ่งเป็นปัญหามาตลอดทุกยุคทุกสมัย
“เช่น อนุรักษนิยมของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกา ความมั่นคงของชาติสำคัญแน่ แต่ในขณะเดียวกัน ปัจเจกบุคคลก็สำคัญมหาศาล เป็นแกนของความคิด ว่ารัฐอย่ามายุ่งกับฉัน อย่ามาเก็บภาษี อย่ามาแตะต้องเรื่องนู้นเรื่องนี้ นี่เป็นอะไรที่คนไทยไม่ได้คิดว่าฝรั่งมีความย้อนแย้งอยู่ในศัพท์ที่เรียกอุดมการณ์ของเขา ถามว่าพวกอนุรักษนิยมในต่างประเทศ เอาประชาธิปไตยไหม ผมว่าร้อยทั้งร้อยเอาประชาธิปไตย ไม่มีใครอยากไปเผด็จการ เขารักสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย
ผมคิดว่าคุณอานันท์ความคิดกว้างๆ แบบนี้ แต่ขณะเดียวกัน ลักษณะที่คุณอานันท์ถูกวิจารณ์แต่ต้น ว่าเป็นอีลีต (ชนชั้นนำ) ของสังคมไทย ผมมองว่าคงจะมี แต่ผมมองปัญหาอย่างนี้
ผมคิดว่าคุณอานันท์ ทรานสฟอร์มหลายอย่างในประเทศไทย ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ทรานสฟอร์มคุณอานันท์พร้อมกันไปด้วย ผมเห็นคุณอานันท์ซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เป็นกันเองกับคนมากขึ้น โดยธรรมชาติของคุณอานันท์ซึ่งผมชื่นชมมากในหลายด้าน คือ เน้นแอคชั่นมากกว่าพูด
มีใจให้คนที่ยากลำบาก คนเล็กคนน้อย คนในท้องถิ่นต่างๆซึ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือ ขอคำแนะนำจากท่านได้ตลอด ผมอายตัวเองแทน (หัวเราะ) ผมทำน้อยกว่าท่านเยอะเลย” ศ.ธีรยุทธกล่าว


