นักวิชาการเจนใหม่ ชี้ งาน รศ.ดร.กนกรัตน์อ่านแล้วเก็ท ‘คนเดือนตุลาฯ’ โตแล้วไปไหน? ทำไมถึงตีกัน

23.10.26 | 18:00 น.

นักวิชาการเจนใหม่ ชี้งานล่าสุด รศ.ดร.กนกรัตน์ ช่วยตอบคำถาม ‘คนเดือนตุลาฯ’ โตแล้วไปไหน? อ่านแล้วเก็ท ‘ทำไมถึงตีกัน’

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026) ภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’” เปรียบหนังสือแต่ละเล่มเป็นข้อความที่รอให้ผู้อ่านเปิดอ่าน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม- 1 พฤศจิกายน 2569 โดยวันนี้เป็นวันแรกของการจัดงาน


สำหรับ สำนักพิมพ์มติชน ครั้งนี้ประจำที่บูธ J02 บริเวณฮอลล์ 6 โดยมาในธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ ชวนร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวจากหนังสือหลากหลายหมวดหมู่ ที่จะพาเปิดโลกความคิด เติมเต็มจินตนาการ และต่อยอดการเรียนรู้

บรรยากาศเวลา 16.00 น. ที่เวที Author’s Salon มีการเสวนาเปิดหัวหนังสือ ‘คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย’ โดย รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือคนเดือนตุลาฯ ร่วมด้วยผู้แปลได้แก่ อาจารย์ภิรมณ เชิญขวัญ ผู้ช่วยวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา

และ ผศ.ดร.ศิวพล ชมภูพันธุ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ดำเนินรายการโดย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการและพิธีกรชื่อดัง

Advertisement

ในตอนหนึ่ง เมื่อถามถึงความสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ เหตุใดจึงเขียนขึ้น และทำไมคนไทยควรได้อ่าน ?

รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าวว่า ตนนึกถึงเยาวชนในม็อบปี 2563 อยากทราบว่าอีก 30 ถึง 50 ปีให้หลัง เขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะข้อค้นพบคือ คนเดือนตุลาฯ แม้ว่าเขาจะเบิร์นเอาต์ พ่ายแพ้ทางการเมืองหลัง 6 ตุลาคม 2519 แต่พวกเขาแพ้ไม่เลิก เขามีช่องทางและวิธีแก้เบิร์นเอาต์อย่างไร ให้กลับมาอยู่ในทุกที่ หลายแวดวง ทั้งในวงเสวนา ในคอลัมน์ หนังสือ ในม็อบ หรือแม้แต่อยู่ในทุกพรรคการเมือง

“คำถามเริ่มต้นคือ ‘ทำไมซ้ายที่พ่ายแพ้ กลับมามีบทบาททางการเมืองได้’ งานเรื่องนี้จึงพยายามทำความเข้าใจว่า เขากลับมาได้อย่างไร ทำไมอยู่ดีๆ อดีตฝ่ายซ้าย นิสิตนักศึกษาหัวก้าวหน้า จึงขัดแย้งกันได้ขนาดนี้ ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง” รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าว

เมื่อนายศิโรตม์ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งเขียนก่อนม็อบปี 63 ถ้าเช่นนั้นเวอร์ชั่นไทย จะมีการเขียนที่พยายามตอบคำถามให้กับเยาวชนปี 63 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ lost generation ได้หรือไม่ เนื่องจากแกนนำหากไม่ติดคุก ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ด้วยคดี ม.112

รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าวว่า ถ้าหากอ่านในบทนำ จะเห็นเลยว่ามีความพยายามจะเชื่อมโยงหนังสือเล่มนี้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้คนเดือนตุลาคมอ่านเท่านั้น

“เป้าหมายจริงๆแล้วอยากให้คนรุ่นใหม่ได้อ่าน อยากให้เขารู้ว่า เมื่อคุณเบิร์นเอาต์ รู้สึกว่าพ่ายแพ้ มันมีคนที่พ่ายแพ้ก่อนคุณ แต่เขาไม่เลิก เขาก็หาช่องทางใหม่ๆ เพื่อต่อสู้ต่อไป” รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าว

เมื่อพิธีถามต่อว่า เนื่องจากทั้ง 3 ท่านเรียนปริญญาตรีในช่วงปี 40 ซึ่งเป็นช่วงที่คนเดือนตุลาฯ มีบทบาทอย่างมากโดยเฉพาะในพรรคการเมืองต่างๆ เช่น ‘ไทยรักไทย’  มองเป็นความบังเอิญทางประวัติศาสตร์ด้วยหรือไม่ที่ทำให้แต่ละท่านสนใจเรื่องคนเดือนตุลาฯ เป็นพิเศษ ซึ่งกล่าวได้ว่าช่วงนั้นเป็นจุดรุ่งเรืองของเขา จาตุรนต์ ฉายแสง, สุธรรม แสงประทุม , อดิศร เพียงเกษ บริบทนี้เป็นแรงขับด้วยหรือไม่ และในฐานะที่เป็นทั้งผู้เขียนและผู้แปล สิ่งที่เห็นจากการชุมนุมของคนเดือนตุลาฯ มองในมุมของเราคิดว่าการชุมนุมในแต่ละกรณี สะท้อนบริบทสำคัญในยุคนั้นอย่างไรบ้าง เช่น บางคนมองย้อน 14 ตุลาคม 2516 ว่าเป็นเหมือนกับฮีโร่ต่อต้านเผด็จการทหาร, 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหมือนกับการวางแผนชุมนุมผิด เลยถูกปราบ ส่วนตัวมองบริบทสังคมที่ทำให้เกิดการชุมนุมทั้ง 2 ครั้งนี้ว่า คืออะไร ?

รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าวว่า ส่วนตัวเกิดมาในช่วงที่ไม่รู้จัก 6 ตุลาคม ถ้าทำแบบสอบถามจะรู้จักเพียงว่า 14 ตุลาคม ขบวนการประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แต่ 6 ตุลาฯ ไม่มีคำอธิบายในหมู่นักศึกษารุ่นใหม่ของตน ไม่รู้ว่าคืออะไร ภาพแขวนคอฟาด คืออะไร คำอธิบายส่วนใหญ่ที่เข้าใจคือ คนตุลาฯ เกิดขึ้นเพราะกระแสประชาธิปไตยโลก เพราะวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าไม่มีอนาคต กระแสเรื่อง ‘ซ้ายมีกี่แบบ’ ในรุ่นของตนนั้นเป็นเรื่องที่พูดถึงกันน้อยมาก เป็นต้น

รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าวว่า ในเรื่องประเด็นความหลากหลาย อยากให้ไปดูในบทที่ 3 ซึ่งแตกต่างทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถกเถียงแล้วทะเลาะกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้ วเพียงแต่เราไม่รู้

เพราะคำว่า คนเดือนตุลาฯ พึ่งสร้างใหม่ ในทศวรรษ 2530 นี้เอง แต่ในงานเล่มนี้จะเห็นว่า ซ้ายมีหลายเฉดมาก หรือแม้แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมความคิดเรื่องชาตินิยม ราชาชาตินิยมก็อยู่ใน element  ของเขานับตั้งแต่ตอนนั้น เพราะเราเข้าใจพวกเขาผิดจ นทำให้ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงความขัดแย้งในปัจจุบันด้วย

“หนังสือเล่มนี้พยายามพาไปไกลกว่าแกนนำศึกษา คนธรรมดาที่ทั้งในปัจจุบันและอดีต ไม่ได้เป็นแกนนำ เพื่อความเข้าใจความหลากหลายของเขา โดยเฉพาะในช่วงเข้าป่า ที่มีทั้งคนที่ยอมรับแกนนำคอมมิวนิสต์และไม่ยอมรับ คนที่เป็นวีรชน อิสรชน เราจะเห็นรอยแตกร้าวเหล่านี้ ว่ามาแล้วตั้งแต่ยุค 1970 แล้ว ไม่ใช่เพิ่งเห็นในปัจจุบัน” รศ.ดร.กนกรัตน์ชี้

ด้าน อาจารย์ภิรมณกล่าวว่า ขอออกตัวก่อนว่า ในฐานะผู้แปล ตนไม่ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชน นิสิตนักศึกษามากนัก แต่เมื่อแปลไปแล้วมันช่วยตอบคำถามบางอย่างในใจ

“เอาตรงๆ ตั้งแต่ที่ดิฉันเกิดมา ได้ยินชื่อคนเหล่านี้อยู่ทีวีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองอะไร เปิดช่องไหนแล้วก็จะได้ยินชื่อเขา pop up ขึ้นมาตลอด มันช่วยตอบคำถามว่าพวกเขามาจากไหนกัน

แต่ตอนที่ดิฉันเกิดมา เห็นภาพความขัดแย้งหลังแดนที่มันใหญ่มาก เข้าใจว่าคนพวกนี้แต่ก่อนเขาอาจจะเคยสมาทานร่วมมือกันหรือเปล่า ในทิศทางเดียวกัน พอมาถึงจุดนึงเขาก็กระจัดกระจายกันไปแล้วแต่จุดยืนของแต่ละคน เป็นภาพหนึ่งที่เราเห็นชัด” อาจารย์ภิรมณเผย

อาจารย์ภิรมณกล่าวต่อว่า เมื่อพยายามเชื่อมโยงถึงม็อบคนรุ่นใหม่ ก็คิดว่ามีภาพที่คล้ายกัน แต่ต่อให้ม็อบเยาวชนปี 2563 ที่พูดตรงๆ ว่าอาจจะไม่ได้มองคนเดือนตุลาฯ เป็นโรลโมเดล (Role Model) ขนาดนั้น ส่วนตัวจะมองว่าเล่มนี้ ช่วยอธิบายที่มาของพวกเขาได้อย่างแจ่มชัด

อาจารย์ภิรมณเผยว่า ช่วงที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ตนอยู่ในรุ่นที่เพื่อนๆ ทำม็อบและหลายคนก็ลี้ภัย แสดงว่าคนเดือนตุลาคม จะเรียกว่าเป็น ‘ศูนย์กลาง’ ได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยชัดว่า คนเดือนตุลาฯ อยู่ในบริบทของความขัดแย้งหลายช่วง มีบางคนที่เรามองว่าเป็นฮีโร่ แต่บางคนเราก็มองว่าอาจจะไม่

อาจารย์ภิรมณ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า จุดยืนในแต่ละครั้งที่ออกมา ก็เปลี่ยนไปตามตัวตนที่เปลี่ยนไปในช่วงวัยด้วย เช่น ช่วงเฟรช ที่มีความเป็นวัยรุ่น แต่เมื่อโตไปเริ่มเห็นโลกความเป็นจริง ผลประโยชน์และทุกอย่างก็เปลี่ยน เช่นในช่วงเหลือง-แดง บางคนก็เปลี่ยนไปอีกแบบสนับสนุนราชาชาตินิยม บางคนก็ยังคง โปรประชาธิปไตย

“แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นเพราะ จุดยืนที่เปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงวัย” อาจารย์ภิรมณกล่าว

เมื่อถามว่าหลังจากที่ได้แปลหนังสือเล่มนี้ มีความคิดใดที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับคนเดือนตุลาฯ หรือไม่?

อาจารย์ภิรมณเผยว่า อย่างตนชัดเลยว่าทำไมเขาถึงทะเลาะกัน เห็นภาพเหลืองแดง รัฐประหาร 49 ใกล้เข้ามหาวิทยาลัย ก็มีการรัฐประหาร โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ช่วยตอบคำถามว่า ที่เป็นแกนนำของแต่ละฝ่าย เอาจริงๆแล้วเคยๆร่วมหัวจมท้ายกันมาในช่วงเดือนตุลาคม แต่มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันอยู่

“อ่านแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงตีกัน ทั้งที่เรามองว่าเขาอาจจะคล้ายๆกัน แต่จริงๆเขามีความต่างอยู่”  อาจารย์ภิรมณกล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ศิวพล กล่าวว่า สำหรับตนในฐานะที่เป็น เจน Y  ปีลึก เกิดปี 2525 ไม่ทันเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่มีส่วนร่วมกับผู้คนที่โตมากับคนยุคนี้

“ในวันที่เขาอายุ 30 ปลายๆ 40 ต้นๆ ขณะที่เป็นครูสอนหนังสือผม แม้กระทั่งในจังหวัด ผมเป็นคนลำปาง มักได้ยินชื่อ เช่น คุณชัยวัฒน์ สุรวิชัย รวมถึงบุคคลต่างๆ ตอนเรียนหนังสือผมได้เรียนกับอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เราได้เจออาจารย์เกษียร เตชะพีระ ซึ่งต่างกรรมต่างวาระกันไป ทั้งใน 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519

สำหรับผมส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจเรียนรัฐศาสตร์ คือการรู้จักเหตุการณ์นี้ ถามว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ แต่สำหรับเรามองว่า ภาพบนถนนราชดำเนินมันอิมแพคสำหรับเราระดับหนึ่ง และยังทันเห็น ‘เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ’ ในวันที่เราพอรับรู้เรื่องการเมืองบ้างแล้ว” ผศ.ดร.ศิวพลเผย

ผศ.ดร.ศิวพลกล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้ากลับมามองงานชิ้นนี้ ตนใช้คำว่า ‘โตแล้วไปไหน’ ดีกว่า เพราะในงานชิ้นอื่นๆ ช่วงที่ตนเติบโตมานั้นเขาจะนับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม ในแง่ที่ว่าเกิดจากอะไร เป็นอย่างไร โดยเฉพาะในยุคหนึ่งจะมีหนังสือชื่อว่า ‘6 ตุลา ใครคือฆาตกร’ ก็เลยกลายเป็นหนังสือสารคดีการเมืองแห่งยุค

“แต่ในช่วงหนึ่ง ผมว่าหนังสือ ‘คนเดือนตุลาฯ’ เล่มนี้ เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ร่วมสนทนากับงานของ อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ และงานของนักวิชาการอีกหลายท่าน ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่าในวันนี้มันไม่ได้มีแต่เรื่องของฝ่ายซ้ายอย่างเดียว แต่มีเรื่องของคนเดือนตุลาคมจำนวนมาก ที่พอคุณเติบโตแล้ว แตกต่าง เข้าไปอยู่ในแทบทุกวงการ

ในช่วงวัยการเติบโต ผมลองพล็อตเวลาเล่นๆ เข้าใจว่าทำไมในยุคพฤษภาทมิฬ เขามีจุดยืนแบบหนึ่ง ในยุคของสงครามเสื้อสีก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง มาในยุคนี้มันเลยเกิดคำถามสำหรับเด็กเจน ปัจจุบันว่า ‘เราควรส่งลุงเขาเข้านอนไหม?’ หรือสุดท้ายลุงเขากลายเป็นไอดอลบางอย่างให้กับเราหรือเปล่า

ผศ.ดร.ศิวพลกล่าวว่า ตนมองว่า 14 ตุลาคม คือชัยชนะ และ 6 ตุลาคม คือความพ่ายแพ้ที่ยังไม่มีคำตอบ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว 14 ตุลาคม ก็ไม่เป็น unity มีการกดทับเรื่อยมา เจอทั้งบริบทโลก แม้จุดยืนเปลี่ยน แต่จุดร่วมเดียวกันคือต้องการรัฐธรรมนูญและต้องการให้ ถนอม กิตติขจร ออกไป

“แต่ก่อนจะเกิด 6 ตุลาคม 2519 สำหรับผมมองว่า มันคือความแตกต่างหลากหลาย และความหวาดกลัวของคนจำนวนมาก เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งรุ่งเรือง ซึ่งไม่ได้มีในแค่ฝ่ายนักศึกษา มีทั้งกรรมกร ชาวนา ไหนจะแรงงานผู้หญิง ในกรณี HARA รวมถึงภาคเหนือต่างๆ ทำให้พื้นที่ทางสังคมที่ถูกกดทับนั้นระเบิด

 สถานการณ์ข้างๆ บ้านเรา 2518 ก็ค่อนข้างอันตรายอย่างมาก ทั้งหมดทั้งมวลประมวลมาเป็นจุดจบ กลายเป็นความรุนแรงที่รัฐไทยไม่เคยเจอมาก่อน สุดท้ายกลายเป็นบาดแผลใหญ่ รวมกันเป็นคนเดือนตุลาคมที่ถูกเหมารวมว่าเป็นประชาธิปไตยทั้งที่ความจริง ‘เฉด‘ มีเยอะกว่านั้น” ผศ.ดร.ศิวพล ชี้

ผศ.ดร.ศิวพลเผยว่า ส่วนตัวเคยมีโอกาสได้สัมผัสกับ ทั้งคนเดือนตุลาฯ ที่อยู่ในการเมืองนอกรัฐสภา หรือบางคนก็หันหลังให้การเมืองไปเลย โดยเฉพาะ บทที่ 5 เราจะเห็นคนจำนวนหนึ่ง อยู่ในภาคบันเทิง แต่คิดภาพไม่ออกด้วยซ้ำว่า เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์เดือนตุลาคม

หรืออาจารย์บางท่าน ด้วยลุค ไม่มีความเป็นนักเคลื่อนไหว ต่อสู้ เป็นอาจารย์สายวรรณคดี อยู่วิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ แล้วโผล่มาจากไหน? ผมถึงต้องกลับไปอ่านประวัติท่านซ้ำอีกที ว่ามาตอนไหนอย่างไร แม้แต่สาย NGO หรือสายวิชาการหลายท่าน เช่น อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข

“หรือแม้แต่คนหนึ่ง ผมรู้จักอาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ จากรายการตามไปดู ซึ่งเวลาท่านบรรยายจะเป็นเสียงเล็กๆ คราวนี้พอวันหนึ่งเมื่อศึกษา 6 ตุลาคม ผมเจอภาพที่ท่านกอดคอ แล้วโดนนิรโทษกรรม ผมก็ เอ้า! ส่วนหนึ่งด้วยหรอ จนได้รู้ว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกจับ ทำให้รู้ว่าคนมีความหลากหลาย ขณะเดียวกันความหลากหลายนั้นเขาก็มีการทะเลาะกัน และ ในช่วงที่เรียนหนังสือ ผมจะได้ยินข่าวเลยหนึ่งเสมอว่า แกนนำสำคัญ 2 ท่านมักจะไม่ถูกกัน  อีกไม่นานก็จะมีภาพทั้งสองท่านจับมือกัน ทำให้เรารู้ว่ามันไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันแต่แรก” ผศ.ดร.ศิวพลกล่าว