เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026) ภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’” ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม-1 พฤศจิกายนนี้
บรรยากาศเวลา 11.00 น. ที่บูธสำนักพิมพ์ J02 ซึ่งปีนี้มาในธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ มีผู้อ่านหลากหลายช่วงวัยเข้าเลือกซื้อหนังสืออย่างไม่ขาดสาย ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มหนังสือปกใหม่ที่ครอบคลุมประเด็นร่วมสมัย พร้อมผลงานจากนักเขียนหลากหลายวงการในราคาสุดพิเศษ ลดสูงสุด 20 % รวมทั้งกิจกรรม Meet & Read เปิดโอกาสให้ผู้อ่านพบปะพูดคุยกับนักเขียนและนักแปลอย่างใกล้ชิด
โดยเมื่อเวลา 15.00 น. นางสาวสุภัตรา ภูมิประภาส ผู้แปลหนังสือ ‘The Lacquer Lady นางในผู้ล่มมัณฑะเลย์’ และ นายชัยรัตน์ ถมยา ‘All the Shah’s Men: An American Coup and the Roots of Middle East Terror เชิดชาห์บนบัลลังก์น้ำมัน’ พบปะผู้อ่านที่บูธมติชน

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า เนื่องจากมันมีสถานการณ์ของอิหร่านที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลาย ๆ คนก็อาจจะสงสัยว่าทำไมสหรัฐอเมริกากับอิหร่านถึงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีมาตลอด ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะอธิบายไว้
“หนังสือเล่มนี้จะเป็นการอธิบายต้นตอว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ทำไมมันถึงทำให้คนอิหร่านไม่ชอบสหรัฐอเมริกาได้ถึงขนาดนี้ ทำไมมันถึงทำให้เกิดการปฏิวัติอิสลามขึ้น ทำไมกลุ่มที่เป็นผู้เคร่งศาสนาถึงเข้ามาครอบครองอิหร่าน และทำไมคนอิหร่านถึงมีความคิดบางอย่าง เช่น ระบบพลีชีพ เป็นเพราะอะไร มันเป็นเพราะปมหรือรากฐาน แนวความคิดไหน หนังสือเล่มนี้จะให้คำตอบ” นายชัยรัตน์ กล่าว
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า ยิ่งอ่านไประหว่างบรรทัด จะทำให้กลับมานึกถึงการเมืองไทย มันจะเห็นภาพการเมืองไทยเข้ามาในฉาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งมวลชน การดึงมวลชนออกมาสู่ท้องถนนนั้นทำอย่างไร ซึ่งทำให้เราได้คิดว่าเหตุการณ์การเมืองของเมืองไทยตั้งแต่สมัยเดือนตุลา จนถึงปัจจุบันมันมีลักษณะเบื้องหลังคล้ายกับแบบนี้หรือไม่ มันทำให้เราฉุกคิด
“อยากจะให้อ่านเพราะมันจะเข้าใจถึงประวัติเข้าใจถึงคนอิหร่านมากขึ้น เข้าใจถึงความคิด และว่าทำไมอิหร่านเขาถึงคิดแบบนี้ เขามีรากฐานความคิดอย่างไร เขาต่างจากประเทศอื่นในตะวันออกกลางอย่างไร มันมีความเฉพาะโดดเด่นของเขาเฉพาะตัวของเขาอย่างไรบ้าง” นายชัยรัตน์ กล่าว
นายชัยรัตน์กล่าวต่อว่า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์สงครามอิหร่านและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก พออ่านหนังสือเล่มนี้จะรู้สึกว่ามันไม่ต่างจากสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นในอดีตและเราจะเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น

ด้านนางสาวสุภัตรา ภูมิประภาส กล่าวถึงความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ว่า มีเรื่องราวที่ไม่เคยปรากฏในหนังสือเล่มอื่น โดยเมื่อพูดถึงการเสียเมืองของพม่า คนส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต แต่หนังสือเล่มนี้ยังมีตัวละครสำคัญอย่าง แฟนนีซึ่งเป็นชื่อในเรื่อง แต่มีตัวตนจริง
“ตอนที่คนเขียนได้สัมภาษณ์ เธอยังไม่ตาย ตอนที่หนังสือเล่มนี้ออกมาครั้งแรก เขาก็ต้องใช้นามสมมติ คือ อันนี้เป็นตัวซีเคร็ตที่จะมาท้าทายเรื่องของพระนางศุภยาลัตและอันที่ไม่มีปรากฏในหนังสือเล่มไหน คือภาพของชุมชนต่างชาติ พวกกะลาหน้าขาว ใครที่ไม่ใช่พม่า จะเรียกกะลาหมด ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีความสำคัญมากในช่วงเปลี่ยนผ่านจากก่อนที่อังกฤษจะยึด อันนี้จะสำคัญมาก แต่แทบไม่มีเล่มไหนที่เขียนถึง”นางสาวสุภัตรา กล่าว
นางสาวสุภัตรา กล่าวว่า หนังสือเรื่องThe Lacquer Lady นางในผู้ล่มมัณฑะเลย์ จะเขียนละเอียดมากทั้งเรื่องของการชิงไหวชิงพลิบ ทั้งส่วนฝรั่งเศส อังกฤษ มิชชันนารี ทุกอาชีพ
“บรรยากาศจะเหมือนกับเราได้ไปมัณฑะเลย์ มันจะไม่ได้มีแต่พระราชวัง ถ้าอ่านแล้วคนอยากจะไปดูว่าตรงนั้นอยู่ที่ไหน ซึ่งตอนนี้มันอาจจะไม่มีแล้ว แต่จะเห็นบรรยากาศมัณฑะเลย์ เห็นบรรยากาศชิงไหวชิงพริบ ชิงบัลลังก์ในราชสำนัก และเห็นวิธีคิดของต่างชาติต่อราชสํานัก” นางสาวสุภัตรา กล่าว

นางสาวสุภัตรา กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้แปล ได้เขียนบอกไว้ในหนังสือว่า อย่าคาดหวังว่าจะมีการใช้ราชาศัพท์มากนัก เพราะเวลาชาวต่างชาติพูดคุยกัน พวกเขาก็เมาท์กันอย่างเต็มที่
“เพราะเวลาฝรั่งเขาคุยกัน เขาจะเมาท์แหลก เพราะฉะนั้นก็จะบอกให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนว่า จะเลือกใช้ ราชาศัพท์ที่จำเป็น เวลาในวงมิชชันนารี เขาพูดถึงพระนางศุภยาลัต เขาจะพูดอีกแบบหนึ่ง”นางสาวสุภัตรา กล่าว
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยแวะเลือกซื้อหนังสือและร่วมกิจกรรมกับสำนักพิมพ์มติชนได้ที่บูธ J02 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.


