3 นักเขียนเล่มฮอต ‘ความหวังไม่เคยไร้ทาง’ ชวนพักใจในวันคลื่นซัด แนะหาสุขจากสิ่งใกล้ตัว
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026) ภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’”
บรรยากาศเวลา 11.30น. ที่บูธ JO2 สำนักพิมพ์มติชน ซึ่งมาในธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ มีผู้อ่านทยอยเลือกซื้อหนังสืออย่างคับคั่ง โดยปีนี้สำนักพิมพ์มติชนจัดเต็มหนังสือปกใหม่ที่ครอบคลุมประเด็นร่วมสมัย พร้อมผลงานจากนักเขียนหลากหลายวงการ และกิจกรรม Meet & Read เปิดโอกาสให้ผู้อ่านพบปะพูดคุยกับนักเขียนและนักแปลอย่างใกล้ชิด
เวลา 15.00 – 16.00 น. พบกับทีมนักเขียน หนังสือ ’ความหวังไม่เคยไร้ทาง‘ อาทิ นางสาวปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย นักเขียน, Rosaline และ ดร.หฤทัย บัวเขียว นักวิชาการอิสระ
นางสาวปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย กล่าวว่า เรื่องหนังสือเป็นเรื่องปัจเจกมันไม่สามารถบอกได้ว่าอ่านแล้วจะสามารถให้แต่ละคนดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อย ๆ เนื้อหาในเล่มมันคงไปสะกิดหัวใจอะไรได้บ้าง
“อ่านแล้วอย่างน้อย ๆ อ่านวันละเรื่องก็ได้ อ่านมันในช่วงเวลาที่เราอยากหยุดพักจากการเหนื่อยกับอะไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ คงจะเป็นเบาะพิงหลัง ในยามที่เราอาจจะเหนื่อยล้าได้บ้าง หมายความว่ามันคงจะไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก แต่สิ่งเล็ก ๆ เหล่านั้นคือสิ่งที่จะเข้าไปในหัวใจคน”นางสาวปาณิส กล่าว
นางสาวปาณิส กล่าวถึงความหวังกับความหมดหวังว่าเหมือนคลื่นทะเล บางจังหวะมันซัดเข้ามามีแต่ความผิดหวัง ถึงเวลาหนึ่งความหวังมันก็ซัดเข้าหาใหม่
“ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่เราต้องอยู่กับมันให้ได้ มันไม่ใช่ว่าจะหมดหวังไปตลอด และมีความหวังไปตลอด มันสำคัญที่ว่าเราจะอยู่อย่างไรในวันที่ความสิ้นหวังมันเป็นสิ่งที่เราหนีจากมันไปไม่พ้น จะอยู่อย่างไรที่จะให้ความหวังกลับคืนมาได้มากกว่า” นางสาวปาณิส กล่าว
นางสาวปาณิส กล่าวถึงเรื่องที่ตนเขียนในหนังสือว่า เป็นการเล่าเรื่องตอนทำสารคดีที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์ม็อบ ตนทำงานเพียงคนเดียว ซึ่งเรื่องนี้จะเล่าภาวะที่เผชิญความกังวล ความหวาดกลัวว่า ต้องเจอกับอะไรบ้าง เบื้องหลังงานที่ออกไปแล้ว คนชื่นชมว่ามันดี แต่จริง ๆ แล้วมันเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและ loser มากขนาดไหนในจังหวะนั้น
“สุดท้ายอยากจะเล่าให้ฟังถึงว่าการเผชิญหน้ากับความกลัว หน้าตาของความกลัวมันเป็นอย่างไร และเราผ่านความกลัวนั้นด้วยอะไร หน้าตาของความกลัวไม่ใช่ม็อบ แต่เป็นเรื่องของการทำงาน ว่าเราจะได้งานไหม ซึ่งมันคือเบื้องหลังของการทำงานของนักเขียนสารคดี เราจะไม่เล่าในงาน เพราะในงานเราจะเล่าแต่ในสิ่งที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่ความเรียงชิ้นนี้มันคือเบื้องหลังการทำงานที่กว่าจะได้ เราล้มลุกคลุกคลุกคลานอย่างไรมาบ้าง”นางสาวปาณิส กล่าว
ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามถึงสถานการณ์การชุมนุมประท้วงในฮ่องกงและประเทศไทยในปัจจุบัน
นางสาวปาณิส เปรียบเทียบว่า การประท้วงในฮ่องกงเมื่อปี 2019 เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ รวมถึงประเทศไทยด้วย แต่เมื่อมองสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งไทยและฮ่องกงต่างมีบรรยากาศที่ซบเซาลงเช่นกัน
นางสาวปาณิส กล่าวทิ้งท้ายว่า หนังสือเล่มนี้อาจจะไม่ได้เติมเต็มความหวัง เพราะความหวังมันเติมเต็มไม่ได้ และหนังสือเล่มหนึ่งคงจะเติมเต็มความหวังได้ไม่มากขนาดนั้น แต่มันปลุกความรู้สึกบางอย่างได้
“เราจะไม่พูดใหญ่โตขนาดที่ว่าหนังสือปลุกความหวังในใจได้ เพราะมันไม่ง่ายขนาดนั้น ถ้ามันง่ายขนาดนั้น เราคงมีความหวังกันทั่วแล้ว แต่อย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ช่วยให้สะกิด และพูดในทางปฏิบัติในเล่มมี 12 เรื่องอ่านวันละ1-2 เรื่อง มีความสุข จะเป็น 2 อาทิตย์ที่มีความสุข” นางสาวปาณิส กล่าว
ทั้งนี้ นางสาวปาณิสมีผลงานหนังสือกับสำนักพิมพ์มติชน 2 เล่ม ได้แก่ หนังสือรวมสารคดี ‘ความฝันไม่มีวันนับได้’ และเล่มล่าสุด ‘ความหวังไม่เคยไร้ทาง’ ซึ่งเขียนร่วมกับนักเขียนอีก 12 ท่าน
นอกจากนี้ หนังสือ ‘ความหวังไม่เคยไร้ทาง’ ยังเปิดพื้นที่ให้นักเขียนจากทางบ้านได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและมุมมองผ่านผลงานในเล่มด้วย
Rosaline (นามปากกา) กล่าวว่า ตนติดตามเพจมติชนอยู่แล้ว เมื่อเห็นประกาศเปิดรับเรื่องสั้นและความเรียงจากนักเขียนทางบ้าน จึงตัดสินใจลองส่งผลงานเข้าร่วม เพราะมีเรื่องราวที่อยากถ่ายทอดอยู่แล้ว แม้จะเป็นการลองส่งผลงานแบบเสี่ยงๆ
“จริง ๆ เขียนหลายดราฟต์มาก อันนี้น่าจะเป็นดราฟต์ที่ 3 ซึ่ง 3 ดราฟต์นี้ไม่เหมือนกันเลย ปกติเป็นนักเขียนอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นบทความ พอไปทางเรื่องสั้นมันก็จะดูจินตนาการเกินไปเลยเรียกเป็นความเรียง ซึ่งมีความคล้าย ๆ สารคดีเล็กน้อย” Rosaline กล่าว
Rosaline กล่าวต่อถึงเรื่องที่เขียนในเล่มว่า มันเป็นกรรมวิธีที่จะไปสู่สิ่งที่มันดีขึ้น เราไม่ได้บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง ไม่มีอะไรเป็น The Best ของ The Best อยู่แล้ว
“เราจะพยายามหาความสุขไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่ได้ไปถึงจุดนั้น วิธีการจัดการกับมัน วิธีการอยู่กับมัน วิธีการปรับ ความคิดกับมัน ซึ่งเรารู้สึกว่า ถ้ามันต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน คือความหวังสำหรับเรามันเป็นอะไรที่ไม่สามารถแตะต้องอะไรได้เลย และแต่ละคนก็จะสร้างมันขึ้นมาด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างกัน เราแค่พยายามนำเสนอบางมุมที่ หลายคนอาจจะมองข้าม” Rosaline กล่าว
Rosaline กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ผ่านการเขียนมาทั้งหมด 3 ดราฟต์ โดยดราฟต์ที่นำมาตีพิมพ์เป็นฉบับที่อ่านง่ายที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นเนื้อหาอาจกลายเป็นบทความวิชาการด้านจิตวิทยาและปรัชญา จึงต้องปรับเนื้อหาให้เบาลง โดยมองว่าเวอร์ชันนี้เป็นฉบับที่มีชีวิตชีวาและมีลมหายใจมากที่สุดในบรรดาทุกดราฟต์ที่เขียนมา
Rosaline กล่าวทิ้งท้ายถึงคนที่กำลังหมดหวังว่า ทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่รู้สึกหมดหวังในชีวิต แม้หลายคนจะบอกให้พยายามตามหาความหวัง แต่ในวันที่สิ้นหวัง การตามหาความหวังเป็นเรื่องยาก สิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าคือการปล่อยให้ตัวเองได้อยู่เงียบ ๆ กับตัวเอง และมองหาความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว
“อาจจะเป็นวันนี้ดีจังเลย ข้าวอร่อย ข้าวไม่แข็ง หรือขับรถแล้วไม่เจอไฟแดง หรือรถไม่ติด คือมันเป็นความสุขเล็กๆ ที่มันอาจจะทำให้เรารู้สึกดี ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันอาจจะฟังดูเป็นเหมือนการปลอบตัวเอง แต่ในช่วงเวลาที่เราสิ้นหวัง มันคือสิ่งที่ ดีที่สุดสำหรับการเยียวยาตัวเอง” Rosaline กล่าว
Rosaline กล่าวถึงผลงานในอนาคตว่า ขณะนี้มีโปรเจกต์ที่กำลังซุ่มทำอยู่ ซึ่งเดิมตั้งใจจะเขียนเป็นสารคดี แต่เนื่องจากประเด็นค่อนข้างอ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย จึงต้องปรับรูปแบบเป็นนวนิยาย หรืออาจเป็นเรื่องสั้นขนาดยาว
“เรารู้สึกว่าถ้าเป็นเราสมัยก่อน เราอาจจะชนมันตรง ๆ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้เราเลยรู้สึกว่าเราเซฟลงมาเป็นนวนิยายและกลับมาเป็นวรรณกรรมเยาวชนด้วยซ้ำ” Rosaline กล่าว
ด้าน ดร.หฤทัย บัวเขียว นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ตนติดตามเพจมติชนอยู่แล้ว เมื่อเห็นประกาศเปิดรับงานเขียนในวันที่มีเวลาว่าง จึงลองส่งผลงานเข้าร่วม โดยใช้เวลาเขียนเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
“ปกติไม่ได้เขียนหนังสือแบบนี้ แต่เมื่อก่อนตอนที่เรียนจบใหม่ๆ เคยเขียนหนังสือท่องเที่ยวครั้งหนึ่ง ที่เคยตีพิมพ์ และหยุดเขียนไปเลย เพราะงานเยอะ มีแต่วันนั้นที่มติชนขึ้นมา ว่างพอดี เลยลองดูสักหน่อย ไม่ได้เขียนนานแล้ว” ดร.หฤทัย กล่าว
ดร.หฤทัย กล่าวถึงเรื่องราวที่เขียนในหนังสือว่า แตกต่างจากนักเขียนคนอื่น ตรงที่ไม่ได้เขียนถึงความหวังโดยตรง แต่เป็นการตั้งคำถามและทบทวนอคติของตัวเอง ซึ่งนำไปสู่มุมมองเกี่ยวกับความหวังในอีกแง่มุมหนึ่ง
“เรื่องนี้มันเกิดกับพี่นานมากแล้ว ซึ่งเรื่องนี้มันหล่อหลอมให้พี่เป็นอาชีพจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงอยากให้ลองไปหาดูว่าการตั้งคำถามกับอคติของตัวเองมันนำไปสู่ความหวังได้อย่างไร
ดร.หฤทัย กล่าวถึง สิ่งที่อยากบอกคนที่หมดหวังในตอนนี้ว่า นอนให้หลับ ถ้าหมดหวัง พยายามทำร่างกายให้ตัวเองให้ดี
“น้อง ๆ ก็พูดถึงเรื่องการจัดการอารมณ์กันไปแล้ว สำหรับพี่ พี่มองว่าถ้าเราหมดหวังวันไหน เราต้องโฟกัสที่ร่างกายเราก่อน หนึ่งนอนให้หลับพยายามกินให้อิ่ม และหาหนังสือดี ๆ มาอ่านก็ได้ให้จรรโลงจิตใจ และบางครั้งอาจจะพาเราไปสู่อะไรบางอย่าง เวลาที่ร่างกายมันดีขึ้น มันอาจจะทำให้เรารู้สึกไปสู่บางอย่างที่มันดีขึ้น มีความหวังมากขึ้น”ดร.หฤทัย กล่าว


