‘ประจักษ์’ ทุ่ม 2 ปีเขียนเล่มใหม่ ยกเคส ‘อานนท์’ ย้ำความรุนแรงโดยรัฐ ห่วงกม.ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026) ภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’” ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม-1 พฤศจิกายนนี้ โดยวันนี้เป็นวันที่ 9 ของการจัดงาน
บรรยากาศในช่วงบ่าย ที่บูธ J02 สำนักพิมพ์มติชน ซึ่งมาในธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ มีผู้อ่านทยอยเลือกซื้อหนังสืออย่างไม่ขาดสายในช่วงวันหยุดสุปสัปดาห์ ท่ามกลางสตาฟต์ภายในบูธแต่งกายธีมฮาโลวีน คอยต้อนรับแนะนำผู้อ่านในช่วงเทศกาลแห่งความหลอน สำหรับปีนี้สำนักพิมพ์มติชนจัดเต็มหนังสือปกใหม่ที่ครอบคลุมประเด็นร่วมสมัย พร้อมผลงานจากนักเขียนหลากหลายวงการ ในราคาลดพิเศษสูงสุดถึง 20 % และกิจกรรม Meet & Read เปิดโอกาสให้ผู้อ่านพบปะพูดคุยกับนักเขียนและนักแปลอย่างใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 17.00 น. รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำ สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียน ‘ความรุนแรงทางการเมือง โดยรัฐในสังคมไทย’ เดินทางมาพบปะและแจกลายเซ็นผู้อ่าน ท่ามกลางแฟนผลงานทั้งเยาวชน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปหลากหลายช่วงวัย เข้าจับจองหนังสือและร่วมพูดคุยอย่างเป็นกันเอง
รศ.ดร.ประจักษ์เปิดเผยว่า ‘ความรุนแรงทางการเมือง โดยรัฐในสังคมไทย’ เล่มนี้ใช้เวลาเขียนค่อนข้างนาน เกือบ 2 ปี ซึ่งต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลอย่างมาก ด้วยความที่ผ่านมาหลายรัฐบาลและไม่เคยมีใครรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบมาก่อน ว่าในรอบ 20 ปีมานี้ ที่เรามีวิกฤตยืดเยื้อและมีความขัดแย้ง ข้อมูลพื้นฐานว่ามีคนบาดเจ็บเท่าไหร่ในความขัดแย้งนั้น รายชื่อ และจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด รวมถึงเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปะทะที่ไหน เหตุการณ์นี้ใครเป็นคนทำ ประมวลไว้ทั้งหมดในเล่มนี้
“เราสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาทั้งหมดเพื่อให้เห็นภาพรวมก่อน ที่บอกว่าสังคมไทยขัดแย้งแตกแยกนั้นมันเป็นอย่างไร ราคาของความสูญเสียมันเป็นอย่างไร จะได้ตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงว่ามันเป็นปัญหาที่ซีเรียส” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากชื่อหนังสือ ชวนให้ขบคิด ว่าทำไมถึงกลายเป็น ‘ความรุนแรง’ ได้ ทั้งที่หน้าที่ของ ‘รัฐ’ คือการพิทักษ์ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนใช่หรือไม่?
รศ.ดร.ประจักษ์ ตอบว่า นั่นคือคำถามที่เป็นหัวใจสำคัญ ปกติแล้วรัฐต้องพิทักษ์ประชาชน การชุมนุมก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงลงเอยด้วยความรุนแรง เราอยากเข้าใจตรงนี้
“ประเทศไทยเราเป็นสังคมที่มีความรุนแรงทางการเมืองโดยรัฐค่อนข้างบ่อย คืองานของผมเริ่มต้นศึกษาในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดู 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาทมิฬ ฯลฯ มันมีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง เป็นสายธารความรุนแรง”
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า อย่างปีนี้ครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เราก็ยังพูดประเด็นนี้กันอยู่เพราะประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยในการที่รัฐยังใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน เราจึงต้องทำความเข้าใจว่าสาเหตุพื้นฐานคืออะไร? เราจะได้ป้องกันได้ไม่ให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอย
เมื่อถามต่อไปว่า ความรุนแรงที่ว่านี้ มีพัฒนาการในเชิงรูปแบบอย่างไรบ้าง ในอดีต จากยุค 6 ตุลาฯ เราเห็นการล้อมปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ ‘คนเสื้อแดง’ ที่มีการสังหารกันกลางเมือง ?
รศ.ดร.ประจักษ์ เผยว่า ตนมองว่ารูปแบบไม่ได้พัฒนาไปจากเดิมมากนัก ยังมีการเคลื่อนพลออกมา ใช้กระสุนจริงปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมโดยสงบ
“ถ้าจะมีอะไรที่อุกอาจมากขึ้น ก็อย่างเช่นตอนปราบคนเสื้อแดงปี 53 ถึงขั้นใช้สไนเปอร์ที่เราจำได้ ยิงจากบนรางรถไฟฟ้า” รศ.ดร.ประจักษ์ชี้
เมื่อถามถึงคดีคนเสื้อแดง ที่มีความพยายามผลักดันให้ขึ้นศาลโลก (ICC) ตอนนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ?
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า ตอนนี้ก็ยังไม่สำเร็จ นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่รัฐลอยนวลพ้นผิดไปได้
‘วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด’ คือการใช้ความรุนแรงแล้วไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ซึ่งหนังสือเล่มนี้พูดถึงอีกหนึ่งในปัญหานั้น คือ ‘กฎหมาย’
“กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือรองรับความรุนแรงของรัฐ เช่นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พอใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มันทำให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งปฏิบัติงาน ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ กล่าวคือ ‘ประชาชนไม่สามารถฟ้องได้’ ก็เป็นปัญหาที่เราควรจะต้องแก้ไขต่อไปในอนาคต
แล้วมันก็ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกระมัดระวังน้อยลงเพราะเขารู้สึกว่าจะไม่ถูกเอาผิดได้ในทางกฎหมาย” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า กฎหมายเป็นปัญหาใหญ่ สุดท้ายแล้วเราศึกษาจนพบว่า แทนที่กฎหมายจะเป็น ’เครื่องมือในการช่วยคุ้มครองประชาชน‘ พิทักษ์สิทธิประชาชน แต่ในสังคมไทย ’กฎหมายถูกรัฐนำไปใช้เป็นเครื่องมือ ในการลิดรอนสิทธิประชาชน’ รวมถึงการปราบปรามประชาชนในยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
“มันไม่ใช่แค่ความรุนแรงทางกายภาพ ที่แบบยิงแก๊สน้ำตา ยิงกระสุนในยาง ทุบตี พอเสร็จจากการชุมนุมไปแล้ว รัฐยังมีการไปไล่ล่า ติดตาม จับกุมคุมขัง ไม่ให้ประกันตัว เป็นปัญหานักโทษทางการเมืองที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดปราบประชาชน อันนี้มันก็เป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ผ่านเครื่องมือทางกฎหมายแทน รวมถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่างๆ พูดง่ายๆ คือ รัฐใช้เครื่องมือที่หลากหลายอย่างมาก ทั้งความรุนแรงทางกายภาพ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร เพื่อทำให้ผู้เห็นต่างดูเป็นผู้ร้าย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงนั้นอีกที รวมถึงการใช้กฎหมายด้วย
การตัดสินลงโทษอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ อย่างอดีตผู้นำนักศึกษา หรือผู้นำการชุมนุมในปัจจุบัน
โดนตัดสินให้ต้องจำคุก 30-40 ปีเพียงแค่แสดงออกทางการเมือง” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีนาย อานนท์ นำภา ซึ่งปัจจุบันเมื่อรวมโทษทุกคดี 34 ปี 5 เดือน
รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า กรณีนายอานนท์ นำภา นั้นเห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่แค่ความรุนแรงแบบเอากระสุนมายิง แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ซึ่งจะทำให้สังคมไทยไม่สามารถแสดงออก หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐได้ และอาจจะนำไปสู่ ‘ความตึงเครียด’เหมือนที่ตอนนี้เราเห็นในยุโรป ในหลายๆ ประเทศ เช่น ในฝรั่งเศสซึ่งสังคมที่รัฐกดคนเอาไว้มากๆ นานจนเกินไป ถึงวันหนึ่งจึงระเบิดออกมา เพราะไม่มีช่องทางให้ประชาชนแสดงออกได้อย่างสันติ เขาพยายามใช้สิทธิเสรีภาพโดยสงบแล้ว ก็ยังโดนกดปราบ
“สังคมเช่นนั้นเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะมันไม่ให้พื้นที่กับประชาชนเลย คนไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศ แสดงออกอะไรก็ไม่ได้ ถึงวันหนึ่งจะเกิดความอึดอัดคับข้องใจรวมหมู่ และอาจกลายเป็นชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่อีกครั้งก็เป็นได้” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
เมื่อถามว่า เล่มนี้อยากให้ใครอ่านเป็นพิเศษ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ หรือประชาชนทั่วไป?
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า จริงๆ ควรได้อ่านทั้งสองฝ่าย เราศึกษาเรื่องความรุนแรงทางการเมืองเพราะอยากเห็น ’สันติภาพในสังคมไทย‘
“มีคำกล่าวว่า ’ถ้าอยากเห็นสันติภาพ เราต้องเข้าใจก่อนว่าความรุนแรงทำงานอย่างไร‘ เราถึงจะป้องกันมันได้ แก้ไขมันได้อย่างถูกจุด หนังสือเล่มนี้คือการพยายามทำความเข้าใจว่า ความรุนแรงทางการเมืองโดยรัฐทำงานอย่างไรในสังคมไทย มีแรงผลัก ปัจจัยอะไรอยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้เรายังไม่สามารถพ้นจากวงจรอุบาทว์ของความรุนแรง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้เสียที?
“ฉะนั้นก็อยากให้ทุกคนได้อ่าน เจ้าหน้าที่รัฐได้อ่านเพื่อเรียนรู้บทเรียนจากอดีต ประชาชนได้อ่าน เพื่อจะได้รู้เท่าทันรัฐเช่นกัน” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวทิ้งท้าย


