เกิดคำถามขึ้นมาในสังคมทันที เมื่อ จรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรม และกรรมการรางวัลวรรณกรรมหลายเวที เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กถึงปัญหาในการจัดประกวดรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน หรือรางวัลซีไรต์ ที่เผชิญปัญหาเรื่องสปอนเซอร์ เมื่อโรงแรมโอเรียนเต็ลที่เป็นผู้สนับสนุนตั้งแต่เริ่มแรกแสดงท่าทีไม่ต้องการแบกรางวัลนี้ต่อเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายมาก
ท่ามกลางความโรยแรงของวงการวรรณกรรมที่สื่อสิ่งพิมพ์หายใจแผ่วลง หลายฝ่ายกังวลว่านี่จะเป็นความเปลี่ยนแปลงหนึ่งสำคัญ โดยเฉพาะรางวัลซีไรต์ที่อยู่คู่วงการมานาน 38 ปี
แต่ค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่ละปีนอกจากรางวัลของนักเขียนไทยแล้ว ยังต้องมีการสนับสนุนการเดินทางและรางวัลของนักเขียนประเทศต่างๆในอาเซียน รวมถึงสปอนเซอร์รายอื่นก็ลดน้อยถอยลงไปทุกที
ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว พลัง เพียงพิรุฬห์ คว้ารางวัลซีไรต์ประเภทบทกวีจาก “นครคนนอก” แต่ไม่มีการจัดงานมอบรางวัลจึงไม่สามารถขอรับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ได้ ในปีนี้จึงจะมอบรางวัล 2 ปีควบ ขณะที่มีงบประมาณสำหรับ 1 ปี เท่าเดิม

จรูญพรยืนยันว่า ต้องการให้รางวัลนี้มีต่อเพราะทำให้นักเขียนเป็นที่รู้จักกว้างขวางและสำคัญกับการสร้างสรรค์วรรณกรรมไทย
“คนอาจจะมองว่ารางวัลเป็นเรื่องของภายนอก แต่รางวัลนี้คล้ายๆ เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่คนวรรณกรรมหรือนักเขียนที่ต้องการสร้างสรรค์งานต่อใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ในอนาคตผมไม่แน่ใจว่าถ้าไม่มีรางวัลเหล่านี้ สำนักพิมพ์ต่างๆ จะกล้าพิมพ์งานโดยไม่มีพื้นที่สำหรับส่งประกวดหรือเปล่า” จรูญพรกล่าว
ต่อปัญหานี้ กนกวลี พจนปกรณ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เผยว่ายังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และยังไม่ทราบว่าสิ่งที่จรูญพรออกมาเปิดเผยนั้นเป็นปัญหาจริงหรือไม่ แต่ยืนยันว่าซีไรต์เป็นรางวัลที่มีความหมายกับนักเขียนเสมอมา และเป็นที่รู้จักในกลุ่มประเทศอาเซียน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย

จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์จากผลงาน “ใบไม้ที่หายไป” ให้ความเห็นว่าโอเรียลเต็ลและสปอนเซอร์รายอื่นให้การสนับสนุนอย่างดีมาตลอดโดยไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องยอมรับ แต่ควรมีหน่วยงานอื่นมาช่วยบริหารจัดการให้รางวัลนี้คงอยู่
“ในเมื่อซีไรต์เป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานของวงวรรณกรรม ถ้าสปอนเซอร์ท้อถอยคณะกรรมการก็ควรจะหาคนอื่นมาเป็นทัพเสริม ถ้ากระทวงวัฒนธรรมมาช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วยก็ยิ่งดีเลย” จิระนันท์กล่าว
ขณะที่ก็มีคนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นสัญญาณไม่ดีของวงการวรรณกรรม แต่เป็นปัญหาที่การจัดการมากกว่า
วุฒิชาติ ชุ่มสนิท เจ้าของนามปากกา บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2548 ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่การจัดการ ซึ่งหากทุกฝ่ายมองเห็นปัญหาแล้วการแก้ปัญหาก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก หากไม่มีเรี่ยวแรงแก้ปัญหาควรให้คนอื่นเข้ามารับหน้าที่และจัดการปัญหาในรางวัลนี้ต่อไป
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้แก้ปัญหาได้ยาก บินหลาบอกว่ามาจากคำว่า “เกรงใจ” เมื่อกลัวจะกระทบนั่นนี่จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตามที่ควรเป็น จึงเกิดเป็นปัญหาต่อเนื่องมา
สิ่งที่บินหลาแปลกใจคือสปอนเซอร์ให้การสนับสนุนมายาวนานมาก ซึ่งหากเป้าหมายของรางวัลไม่ตรงกับที่คาดหวังเขาก็มีสิทธิถอน และมีสิทธิที่รายใหม่จะเข้ามา เช่นการแข่งขันกีฬาที่มีการเปลี่ยนสปอนเซอร์หมุนเวียนตลอด
“ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้หากภาครัฐเข้ามาช่วยกลัวจะล้มเหลวมากกว่า เพราะจะเต็มไปด้วยเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่เอื้อให้รางวัลยืนได้อย่างน่าภาคภูมิใจ และแม้รางวัลนี้จะหายไปก็เชื่อว่าจะมีรางวัลใหม่เข้ามาแทนที่ แต่ผมก็ไม่ได้อยากให้หายไป” บินหลากล่าว
ขณะที่นักเขียนรุ่นใหม่ซึ่งเคยเข้ารอบซีไรต์ นิธิ นิธิวีรกุล กล่าวว่า ตนเข้าใจได้หากโอเรียนเต็ลจะไม่สนับสนุนต่อ แต่หากจะมีภาครัฐเข้ามามีส่วนกับรางวัลก็คิดว่าไม่สมควร ส่วนตัวเขาไม่มีปัญหากับการมีรางวัลซีไรต์ แต่หากจะมีการส่งเสริมวงการหนังสือโดยภาครัฐควรจะผลักดันในภาพรวมมากกว่า เช่นส่งเสริมการแปลงานภาษาไทยสู่สากล หรือส่งเสริมการใช้กระดาษ ช่วยลดต้นทุนการผลิตของสำนักพิมพ์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ราคาหนังสือถูกลง จูงใจให้คนซื้อหนังสือมากขึ้น
“แต่ปัญหาคือรัฐไม่สนับสนุน ยิ่งรัฐบาลแบบนี้ไม่หวังเลยปัญหานี้ทำไมจึงไม่มองผู้สนับสนุนอื่นหรือขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่าแค่รางวัล ไม่ได้มองว่ารางวัลซีไรต์ไม่ดี แต่ถ้าจะมีต่อไปควรเป็นอะไรมากกว่าแค่รางวัลซีไรต์” นิธิกล่าว

ส่วนทางนักวิชาการมีการสะท้อนว่ารางวัลซีไรต์เกิดวิกฤตมานานแล้ว
อาทิตย์ ศรีจันทร์ นักวิชาการด้านวรรณกรรมและอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย ราชภัฏพระนคร ชี้ว่า สังคมไทยให้ความสำคัญกับรางวัลซีไรต์มากจนล้นเกิน ทำให้เป็นสถาบันทางวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงสถาบันเดียว
“จะเป็นปัญหายิ่งใหญ่มากๆ ทางการอ่านวรรณกรรมไทย เพราะรางวัลซีไรต์มีปัญหาตรงที่มีเรื่องการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่คำว่าสร้างสรรค์แล้ว คำว่าวรรณกรรมสร้างสรรค์มันเป็นเรื่องการเมืองแน่ๆ”
อาทิตย์เผยว่ามีหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ไม่ได้รางวัลซีไรต์และไม่เคยถูกอ่าน เช่นที่ทุกคนรู้จัก “แดนอรัญ แสงทอง” เพราะได้รางวัลซีไรต์จากรวมเรื่องสั้นชุด “อสรพิษและเรื่องอื่นๆ” แต่ก่อนหน้านี้แดนอรัญเขียนเรื่อง “เงาสีขาว” ถูกแปลออกไปหลายภาษา ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมจากฝรั่งเศสมาก่อนแล้วแต่คนไทยไม่รู้จัก (เงาสีขาวถูกปฏิเสธจากคณะกรรมการพิจารณารางวัลซีไรต์ในปีนั้น ไม่แม้แต่จะมีชื่อติดอันดับผู้เข้าชิง)

“พอบอกว่าเป็นวิกฤตรางวัลซีไรต์ ผมเลยค่อนข้างรู้สึกว่ามันตลก เพราะรางวัลซีไรต์บางปี ผมอ่านแล้วก็ตั้งคำถามว่า อ๋อเหรอ หนังสือแบบนี้ได้รางวัลด้วยเหรอ ผมว่าหากวันหนึ่งรางวัลนี้หายไปก็ไม่ได้ทำให้คนอ่านหนังสือน้อยลง หรือหากมีอยู่ก็ไม่ได้ทำให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น” นายอาทิตย์กล่าว
ส่วนปัญหาเรื่องเงินทุน อาทิตย์มองว่าการให้สปอนเซอร์คือการลงทุน ต้องคิดในทางธุรกิจว่าเขาลงทุนแล้วเขาได้อะไร ตนไม่ได้มองว่าซีไรต์เป็นภาระของโรงแรมโอเรียนเต็ล แต่เป็นภาระของสังคมไทยด้วยในเรื่องการอ่านวรรณกรรม เพราะเราให้ความสำคัญมากเกินไป
“ถามว่าควรมีรางวัลวรรณกรรมไหม มีไว้ก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่อุดมการณ์ของรางวัลควรจะให้มีหลากหลาย ถ้าคุณคิดว่ารางวัลพานแว่นฟ้า เฮงซวย เพราะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพรัฐบาล ผมคิดว่ารางวัลซีไรต์ก็ไม่ต่างกันหรอก ถามว่าถ้าให้ภาครัฐเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ นั่นจะยิ่งสร้างปัญหาใหญ่ขึ้นมาอีก เพราะวรรณกรรมควรได้รับการยกย่องจากสังคมมากกว่าภาครัฐ ดังนั้นรางวัลซีไรต์ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ทำให้คนอ่านหนังสือน้อยลง หรือถ้ามีก็ไม่ได้ทำให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น” อาทิตย์กล่าว
ปัญหาเรื่องการพิจารณาซีไรต์ทำให้เกิดการผูกขาดรสนิยมการอ่านโดยคณะกรรมการ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานแล้ว ส่วนหนึ่งคือรางวัลนี้ได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้างที่สุด ทำให้แต่ละปีมีสปอตไลต์ส่องไปที่นักเขียนคนเดียว จนกลบหนังสือเล่มอื่นให้กลืนหาย

ล่าสุด กิตติพล สรัคคานนท์ นักเขียนและบรรณาธิการสำนักพิมพ์ 1001 ราตรี ประกาศจัดตั้ง “รางวัลปีศาจ” เพื่อให้รางวัลวรรณกรรมหลุดพ้นจากองค์คณะเดิมๆที่หมุนเวียนกัน โดยรากฐานเป็นรางวัลของประชาชน โดยนำชื่อ “ปีศาจ” มาจากนิยายของเสนีย์ เสาวพงศ์ เพื่อต่อต้านและช่วงชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ในสงครามวัฒนธรรมที่ถูกกำหนดโดยชนชั้นนำ
กิตติพลปฏิเสธว่ารางวัลนี้ไม่ได้เกิดจากกระแสรางวัลซีไรต์ล่าสุด แต่โอกาสประจวบเหมาะเมื่อมีทุนมาจัดสรรรางวัลได้ โดยตั้งใจว่าคณะกรรมการรางวัลปีศาจต้องมีความเป็นอิสระมากพอโดยจะเลือกคนจากหลายสาขามาช่วยกันอ่าน โดยข้อเรียกร้องขั้นต่ำที่สุดคือเป็นวรรณกรรมสนับสนุนความคิดแบบประชาธิปไตย เนื่องจากรางวัลมีรากฐานมาจากประชาชน ความเป็นคนสามัญ
เป็นอีกความเคลื่อนไหวในวงการวรรณกรรม คล้ายคลื่นจะแผ่วลง แล้วก็มีอีกกระแสหนึ่งพัดเข้ามาให้คึกคัก

