คอลัมน์ โลกสองวัย : ห่างลูกเมื่อไหร่ ลูกห่างจากพ่อแม่เมื่อนั้น

ภาพจาก AFP

การเจริญเติบโตของเด็กเป็นไปตามวันเวลา หากร่างกายและจิตใจตั้งแต่แรกเกิดเป็นปกติ ไม่พิกลพิการ เรียกว่ามีอาการครบสามสิบสอง รูปร่างหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ ส่วนสัดความสูง น้ำหนักเป็นไปตามอายุมาตรฐาน อาจจะน้อยกว่าสักนิดหน่อยไม่เป็นไร ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ สติสัมปชัญญะปกติ พอแล้ว

จากเริ่มเข้าโรงเรียน การรับส่งอาจไม่จำเป็น เดี๋ยวนี้มีรถโรงเรียนรับส่ง ปัญหาคืออย่าลืมให้ลูกได้รับประทานอาหารเช้า และอาหารเย็นตามเวลา ส่วนอาหารกลางวันโรงเรียนมีให้รับประทานอยู่แล้ว

ประการสำคัญ อย่าส่งลูกไปเรียนไกลบ้านมากนัก ใช้เวลาเดินทางถึงโรงเรียนสักครึ่งค่อนชั่วโมงพอแล้ว กันเวลารถติดเอาไว้ด้วย หากไกลหรือใช้เวลามากกว่านื้ เด็กเล็กจะเหนื่อยโดยใช่เหตุ

ขอรับรองว่า เด็กที่ผ่านโรงเรียนขนาดพอสมควร หมายถึงไม่ดีมากนัก และไม่ถึงกับขี้เหร่ ขอให้เด็กชอบโรงเรียนเท่านั้น และอยู่ใกล้บ้านเป็นพอ

แต่อีกนั่นแหละ ทุกวันนี้ คุณพ่อคุณแม่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอ มักส่งลูกให้เข้าโรงเรียนสองสามภาษา หรือโรงเรียน “อินเตอร์” เถอะ คงไม่เป็นไป เพียงแต่ให้เด็กมีความสุขกับการเรียน กับเพื่อน และชอบการเรียน ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเข้มงวดกับลูกมากนัก

ที่สำคัญ ต้องพูดคุยกับลูก อย่าให้ลูกมีปมด้อยไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานภาพของลูกกับเพื่อนมากเกินไป ต้องคอยดูแลการจับจ่ายใช้สอยของลูก

ชีวิตเด็กทุกวันนี้ สิ่งแวดล้อม ไม่ถึงขนาดที่ลูกต้องเท่าเทียมกับคนอื่น แต่ไม่ถึงกับด้อยเกินกว่าเหตุ เช่นควรพาไปร้านอาหารแห่งยุคบ้าง ให้เด็กรู้จักกินอาหารบางอย่างที่เขานิยมรับประทานกัน รวมถึงห้างสรรพสินค้า และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในห้วงวันหยุด เช่น ทะเล ไม่จำเป็นต้องพาไปต่างประเทศก็ได้

อย่างไรก็ดี อย่าให้พ่อแม่เป็นหนี้ อย่าใช้จ่ายเกินเหตุ ไม่อย่างนั้นหากพ่อแม่เดือดร้อน อยู่ไม่เป็นสุข เด็กจะพลอยไม่เป็นสุขไปด้วย ขอให้เชื่อ เลี้ยงลูก อยู่กับลูก ใกล้ชิดกับลูก ให้เวลาลูก พอแล้ว

รับรองว่าลูกไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความรักของพ่อแม่ หรือให้พ่อแม่รักกันเข้าไว้เถิด

เมื่อลูกชายเริ่มเติบโตขึ้น แม่ยิ่งต้องใกล้ชิดกับลูกให้มากขึ้น แต่คงไม่ถึงกับต้องเข้าไปยุ่งชีวิตเขาให้มากนัก การเรียนไม่สำคัญเท่ากับการมีความสุขในชีวิต ขอให้เชื่อเถอะว่า เด็กทุกวันนี้เฉลียวฉลาดกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีมากพอ เด็กอยู่กับคอมพิวเตอร์ อยู่กับโทรทัศน์ อยู่กับหนังสือบ้าง และมีโอกาสได้อยู่กับพ่อแม่ เด็กจะไม่เรียกร้องไปไหนให้มากเรื่องหรอก

ในเมื่อพ่อแม่ใกล้ชิดกับลูกไม่ว่าหญิงหรือชาย แต่ไม่ถึงกับเข้มงวดกวดขันลูกมากเกินไป มีหรือที่เด็กจะไม่เชื่อฟังพ่อแม่ จะก้าวร้าวกับพ่อแม่ แม้กระทั่งเติบโตเป็นวัยรุ่น

ปัญหาที่เด็กไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เด็กไม่อยู่บ้าน ไม่อยู่กับพ่อแม่ ออกไปนอกบ้าน หาเพื่อน เป็นเพราะพ่อแม่และบ้านไม่ทำให้เขาเกิดความอบอุ่น เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่บ้านเสียแล้ว เด็กจะอยู่กับใคร อยู่กับโทรทัศน์ อยู่กับการเล่นเกมทุกวัน มิหนำซ้ำ พ่อแม่ยังดุว่ากล่าวหาว่าไม่ทำอะไรบ้างเลย เอาแต่อยู่หน้าจอทีวี เล่นแต่เกม

เมื่อลูกชายเติบโตพอสมควร ต้องให้เขามีชีวิตอิสระบ้าง พาเพื่อนมาเที่ยวบ้านบ้าง แต่ต้องคอยติดตามพฤติกรรมของเขาตลอดเวลา ติดตาม ไม่ใช่ห้ามปราม หรือใกล้ชิดเกินไป แล้วอย่าลืมว่า เด็กผู้หญิงอาจต้องการมีเวลาของตัวเองบ้างบางครั้ง อย่าไปเข้มงวดกับลูกมากนัก

ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) เชื่อว่าพ่อแม่ที่ไม่ห่างหูห่างตาจากลูก รู้เรื่องของลูกทุกเรื่อง แต่อย่าทำเป็นรู้เรื่องดี ไม่อย่างนั้นจะเป็นการไม่ให้เกียรติลูก ไม่ให้ลูกมีชีวิตเป็นส่วนตัวบ้าง พยายามให้ลูกบอกเรื่องของเขาด้วยตัวเอง ดีกว่าไปติดตามสอบถามเป็นประจำ อาจทำให้ลูกหวาดระแวงว่าพ่อแม่รู้เรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไป

ปัญหาหนึ่งที่ต้องระวัง อย่าพยายามป้องกันลูกจากเรื่องที่ครูมาเล่าให้ฟังมากนัก เช่น การสูบบุหรี่ของลูกชายเมื่ออยู่ในวัยรุ่น หรือแอบดื่มแอลกอฮอล์ แม้แต่ลูกสาว รู้จักเพื่อนผู้ชายบ้าง แม่ต้องคอยเอาใจใส่ แต่อย่าถึงกับห้ามปราม ดีที่สุด ให้พามารู้จักกับพ่อแม่ที่บ้าน ลูกจะได้มีเพื่อนผู้ชายบ้าง กลับเป็นการดีเสียอีก

บทความก่อนหน้านี้สำรวจเอสเอ็มอีไตรมาส2 ชี้ธุรกิจหดตัว หวังมาตรการรัฐช่วยกระตุ้น-ฟื้นศก.
บทความถัดไป‘ไพบูลย์’ เผยคุย ‘บิ๊กป้อม’ แล้ว ย้ายไป พปชร.ดูงานด้านกฎหมาย