
คอลัมน์ แท็งก์ความคิด : อยู่ในความมืด โดย นฤตย์ เสกธีระ
แม้จะมีข่าวช็อก นายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ประเทศไทยก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป
วันก่อนมีโอกาสเจอะเจอ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ไม่ได้พูดคุยกันเรื่องรัฐมนตรีคลัง แต่พูดถึงอนาคตของประเทศ
เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่กระหน่ำเข้าใส่ในขณะนี้ ทำให้สถานการณ์ทั่วไปมืดมน
นายสุพัฒนพงษ์ที่เพิ่งเข้ามาดูแลเศรษฐกิจของประเทศเพียง 3 สัปดาห์ ยอมรับว่า ทั่วโลกล้วนอยู่ในสภาพเดียวกันในขณะนี้
นั่นคือเหมือนกับอยู่ในความมืด
เป็นสถานการณ์ไม่แน่นอน ไม่สามารถคาดคะเนอะไรได้
ความย่ำแย่ของสถานการณ์มีมากกว่าความเสี่ยง
หมายความว่า ถ้ามีความเสี่ยง แต่มีความแน่นอน การตั้งรับยังจะง่ายกว่าสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรแน่นอน
เฉกเช่นเดียวกับสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังคุกคามโลกอยู่ในขณะนี้
การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกในขณะนี้ ทำให้เกิดสถานการณ์ที่แย่กว่ามีความเสี่ยง
แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ นั่นคือ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
นายสุพัฒนพงษ์แนะนำว่า แม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่ต้องเชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะหมดไปในที่สุด
และเท่าที่ดูตัวเลขและอื่นๆ ในขณะนี้ ถือว่าสถานการณ์ของไทยดีขึ้นมาก
ตัวบ่งชี้วัดทางสาธารณสุขดี ประสิทธิภาพตัวยาต้านไวรัสมีมากขึ้น การป้องกันการระบาดยังไม่เสียท่า
หรือแม้สถานการณ์เศรษฐกิจที่วัดด้วยจีดีพีจะติดลบ
แต่ดูตัวเลขเศรษฐกิจในมิติต่างๆ แล้วเริ่มส่งสัญญาณเป็นบวก
เป็นบวกตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์
สำหรับโรดแมปของทีมเศรษฐกิจในห้วงเวลาที่สถานการณ์ยังมืดมนนี้ มี 3 เรื่องที่ต้องดำเนินการในช่วงตุลาคมถึงธันวาคม
หนึ่ง คือ กระตุ้นการบริโภค
หนึ่ง คือ ปรับโครงสร้างหนี้
หนึ่ง คือ จ้างงาน
ทำ 3 เรื่องนี้ให้ถึงสิ้นปี แล้วพอถึงปีหน้า ประเทศไทยจะเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อเตรียมรับสถานการณ์หลังโควิด-19 มีวัคซีนป้องกัน
นายสุพัฒนพงษ์มั่นใจว่าโครงสร้าง ศบศ.ที่รัฐบาลกำหนดช่วยให้งานเหล่านี้ประสบผล
มั่นใจเพราะงานแต่ละอย่างมีผู้รับผิดชอบดูแล้ว
มีคณะอนุกรรมการ 3 ชุด
ชุดแรก จัดการแก้ไขปัญหาระยะสั้น
ชุดที่สอง วางแผนระยะกลางและระยะยาว
ชุดที่สาม เป็นชุดรับเรื่องราวร้องทุกข์ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
แต่ละชุดมีตัวแทนภาคเอกชนเข้าไปให้ข้อมูล และช่วยคิด ช่วยทำ
แล้วยังมีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนแผนให้เกิดผล มีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร เป็นประธาน
มีปลัดกระทรวงต่างๆ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ช่วยเหลือ
ส่วนบรรดารองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้มอบหมายงานติดตามมาแล้ว
ระดับรัฐมนตรีรับไปติดตามการขับเคลื่อนในจังหวัดต่างๆ คนละ 3 จังหวัด
ระดับรองนายกฯ กำกับอีกชั้น
รองนายกฯ คนหนึ่งอาจต้องดู 12 จังหวัด
รองนายกฯ และรัฐมนตรี ที่ลงพื้นที่จะเป็นหูเป็นตาให้นายกฯ และยังทำให้การขับเคลื่อนในพื้นที่เกิดผลเป็นรูปธรรม
ทั้งหมดที่ดำเนินการ นายสุพัฒนพงษ์ยืนยันว่า รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอ
ส่วนปัจจัยสู่ความสำเร็จนั้น ยังยึดหลักการ “รวมไทย สร้างชาติ”
หมายถึงการร่วมมือร่วมใจกันระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน
ร่วมมือร่วมใจกันเหมือนตอนป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19
ร่วมมือร่วมใจเพื่อจะได้ “ก้าวข้าม” และ “รอดไปด้วยกัน”
ถ้าทำเช่นนี้ได้ในที่สุดประเทศไทยจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์
แม้ในขณะนี้สถานการณ์จะเหมือนกับอยู่ในความมืด ทุกอย่างไม่มีความแน่นอน
ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ประเทศไทยจะมีการระบาดรอบ 2 ไหม ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่า วัคซีนที่กำลังทดลองจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า
ความไม่รู้นี่แหละคือความมืด
แต่ในความไม่รู้ ความไม่แน่นอน ก็สามารถสร้างความแน่นอนบางเรื่องที่เรารู้ขึ้นมาได้
การที่รัฐรู้ว่าประชาชนเดือดร้อน และเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือ
การที่ภาคเอกชนมองเห็นความเดือดร้อนของลูกค้า และหาหนทางช่วยเหลือ
การที่นายจ้างทราบความเดือดร้อนของลูกจ้าง และหาวิธีการลดต้นทุนโดยไม่ปลดคนออกจากงาน
ขณะที่ภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลเยียวยา ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ลูกจ้างที่ทราบความเดือดร้อนของนายจ้าง ก็ช่วยประหยัด และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์
คนที่มีมากกว่าช่วยเหลือคนที่มีน้อยกว่า
ทุกคนทุกภาคส่วนต่างเห็นใจกันและกัน และพร้อมที่จะช่วยเหลือกันและกัน
หากบรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้น แม้ไทยจะตกอยู่ในความมืด ก็ไม่ว้าเหว่
เพราะความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ได้สร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้น
ท่ามกลางความมืดในสถานการณ์โควิด-19 ถ้าคนในชาติเกื้อกูลกัน
ทุกคนภายในชาติก็จะดำรงอยู่ได้
และเมื่อใดที่โลกมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชาติไทยก็จะมีความพร้อมในการก้าวเดิน
ก้าวข้ามและรอดพ้นวิกฤตไปด้วยกัน