แท็กซี่อีสานไม่ต้าน App : คอลัมน์ เดือนหงายที่ชายโขง

ความขัดแย้งระหว่างแท็กซี่จดทะเบียน หรือรถรับจ้างประเภทอื่นกับรถที่นำมาบริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอพพลิเคชั่น เช่น Grab หรือ Uber เป็นประเด็นปัญหาถึงขั้นรุนแรงในหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครที่ยืดเยื้อยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่สนามบินหรือพื้นที่รอบนอก ที่ภูเก็ต หาดใหญ่ หรือที่รุนแรงอย่างมากคือจังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรี และระยอง ที่มีการใช้กำลังเข้าปิดล้อมข่มขู่ และไล่ล่าถ่ายรูปเป็นเรื่องอื้อฉาวโด่งดังกันตามโซเชียลเน็ตเวิร์ก

แต่ในจังหวัดทางภาคอีสาน ที่แอพพลิเคชั่น Grab ได้ให้บริการทั้ง Grab Taxi ที่ใช้เรียกแท็กซี่และ Grab Car ที่ให้รถยนต์ทั่วไปมาบริการรับส่งกลับไม่เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา หรืออุบลราชธานี ตลอดระยะเวลานับสามเดือนตั้งแต่ที่เริ่มให้บริการ

ทำไมแท็กซี่อีสานถึงยินยอมให้แอพพลิเคชั่นเรียกรถเหล่านี้อยู่ร่วมกันได้ เป็นที่น่าสนใจศึกษาและหาทางประนีประนอมให้สำเร็จผลในพื้นที่อื่น

จากการสอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสามฝ่าย ได้แก่ คนขับแท็กซี่ คนขับรถที่นำมาร่วมให้บริการกับแอพพลิเคชั่น Grab และเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัด พบว่าจังหวัดในภาคอีสานมีปัจจัยร่วมที่ทำให้แท็กซี่ไม่เกิด

ความขัดแย้งกับรถจากแอพพ์คือ

1. แท็กซี่อีสานเน้นเป้าหมายการเหมาเดินทางระยะไกลข้ามอำเภอหรือข้ามจังหวัด หรือการเหมาท่องเที่ยว ซึ่งได้มูลค่าการเดินทางสูงกว่าวิ่งรถในตัวเมืองของจังหวัดนั้น และรถจากแอพพลิเคชั่นไม่รับบริการระยะไกลเหล่านี้ และเมื่อผู้โดยสารเรียกรถแท็กซี่ก็มักไม่อยากเดินทางระยะใกล้จึงพอใจให้รถจากแอพพ์มารับหน้าที่ขนส่งในเมืองแทน

2. จำนวนแท็กซี่ในแต่ละจังหวัดมีน้อยประมาณจังหวัดละไม่เกิน 200 คัน แต่ผู้ที่ต้องการเดินทางมีมาก ทำให้ผู้ที่เรียกรถผ่านศูนย์แท็กซี่ที่มีรถไม่เพียงพอต้องรอนาน

3. รถแท็กซี่มีกลุ่มเป้าหมายคนเดินทางทั่วไป โบกหรือโทรเรียกได้ตลอดเวลา แต่รถจากแอพพลิเคชั่นมีกลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่ที่คุ้นเคยกับการใช้แอพพลิเคชั่นแล้ว และจำนวนรถที่วิ่งขึ้นอยู่กับเวลาที่จำกัด

4. คนที่มาร่วมขับรถกับแอพพลิเคชั่นจำนวนหนึ่ง เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ที่ต้องการหารายได้พิเศษ ทำให้แท็กซี่ไม่ต้องการที่จะมีปัญหาหากเกิดความขัดแย้งกัน

5. เจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดเข้าใจในความขาดแคลนของการคมนาคมขนส่ง ผ่อนปรนการตรวจจับ ผนวกกับการที่ผู้ขับรถกับแอพพลิเคชั่นส่วนหนึ่งก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็เห็นใจซึ่งกันและกัน

จากเหตุผลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กลุ่มเป้าหมายและผลประโยชน์ของรถแท็กซี่และรถบริการจากแอพพลิเคชั่นในจังหวัดภาคอีสานไม่ซ้อนทับกันมากนัก และความต้องการใช้รถก็มีมากกว่าจำนวนรถที่มีให้บริการ

ทำให้รถบริการทั้งสองประเภทสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น สหกรณ์รถแท็กซี่ไม่เข้าไปกดดันเจ้าหน้าที่ขนส่งให้ตรวจจับหรือแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อรถแอพพลิเคชันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้การนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถรับจ้างสาธารณะมาบริการคิดค่าใช้จ่ายเพื่อใช้เดินทางยังถือว่าผิดกฎหมายในลายลักษณ์อักษรอยู่ การประนีประนอมระยะสั้นเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

วิธีที่ถูกต้องย่อมเป็นการขึ้นทะเบียนรถและทำประวัติผู้ขับรถให้ถูกต้องตามกฎหมายในทุกพื้นที่ที่แอพพลิเคชั่นนั้นเข้าไปทำการตลาดให้บริการ แต่การมีคู่แข่งที่อยู่ร่วมตลาดและพื้นที่เดียวกัน จะทำให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาการให้บริการดียิ่งขึ้นกว่าการผูกขาด

ตราบใดที่ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในหัวเมืองต่างจังหวัดยังไม่ได้รับการพัฒนา การมีตัวเลือกให้แก่ประชาชนผู้ต้องการเดินทางยิ่งมากก็ยิ่งดีและทำให้ผู้ใช้บริการได้รับผลประโยชน์

ผู้ออกกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมายจึงควรพิจารณาโดยเอาความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของเมืองเป็นสำคัญมากไปกว่าการยึดติดตัวบทกฎหมายโดยถ่ายเดียว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘เฮลโล คิตตี้’คัมแบ๊คโทนสีชมพู ต่างชาติแห่ซื้อที่พารากอน
บทความถัดไปคนกรุงดับบนถนน2คน/วัน 50%ไม่สวม ‘หมวกกันน็อค’