สังคมการเมืองของไทย : โดย วีรพงษ์ รามางกูร

7.12.17 | 13:00 น.

คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อการสร้างกระแสความคิดทางการเมืองมากที่สุด เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้เชิดชูหรือยกย่อง หรือเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย

ประชาชนผู้คนที่สังกัดใน “ชนชั้น” นี้ มีจำนวนครัวเรือนไม่มากเท่ากับกลุ่มคนในระดับล่างที่เป็นผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร แต่ก็มีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้คนที่สังกัด “ชนชั้น” สูงในสังคมไทย

ในด้านเชื้อชาติ คนกลุ่มที่ว่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นกลุ่มคนที่อาจจะเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินและทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศ อาจจะเรียกได้ว่าคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นเจ้าของกิจการ ทั้งขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และอาจจะรวมทั้งขนาดเล็กด้วย มีถิ่นที่อยู่ในเขตเมือง ทั้งที่เป็นที่ตั้งของจังหวัด อำเภอและตำบล ในย่านธุรกิจของทุกจังหวัด ทุกอำเภอ และตำบล ล้วนแล้วแต่เป็นผู้คนที่สังกัด “ชนชั้นกลาง” ทั้งสิ้น

ถ้ามองในแง่เชื้อชาติ ผู้คนที่สังกัดชนชั้นนี้เกือบร้อยละ 90 เป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีนทั้งนั้น และส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อสายจีนรุ่นที่ 3 หรือรุ่นที่ 4 แต่หลายจังหวัดในภาคอีสานที่เคยอนุญาตให้เป็นที่พักพิงของคนญวน ซึ่งอพยพหนีภัยสงครามปลดแอกจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นคนไทยเชื้อสายเวียดนามรุ่นที่ 3 ซึ่งบัดนี้ก็กลายเป็นคนไทยไป จนไม่เหลือร่องรอยอะไรอีกแล้ว จะรู้กันในหมู่พวกของตัวเอง

ที่แปลกก็คือเศรษฐกิจไทยนั้น ถูกสร้างขึ้นให้ก้าวหน้ามาจนกลายเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวระดับปานกลางค่อนไปทางสูง และกำลังจะพัฒนาต่อไปเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับสูง เป็นประเทศพัฒนาแล้วต่อไป ก็เพราะฝีมือของชาวต่างชาติต่างถิ่นที่หนีความยากจนและหนีภัยสงครามและการกดขี่ของประเทศเจ้าอาณานิคมมาอยู่ในประเทศไทยทั้งนั้น ไม่ใช่ด้วยฝีมือคนไทยดั้งเดิม ประเทศไทยจึงประกอบด้วยประชาชนหลายเชื้อชาติ แต่งงานผสมปนเปกันจนไม่ทราบว่าใครเป็นใคร ทุกคนที่เป็นพ่อค้าคหบดีจะมีบรรพบุรุษเป็นมอญ จีน ญวน หรือไม่ก็แขกด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่มีเลือดคนไทยที่บริสุทธิ์เลย

Advertisement

เมื่อเป็นอย่างนี้ สถาบันการเมืองเช่นวุฒิสภาก็ดี สภาผู้แทนราษฎรก็ดี หากต้องมาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็จะประกอบไปด้วยคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นที่ 3 รุ่นที่ 4 แทบทั้งนั้น รวมทั้งระบบราชการที่เป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตรขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการกระทรวงใดก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มาจากชนชั้นกลางดังกล่าว

ถ้าหากจะมองเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย วิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐหรือของเอกชน ก็ล้วนแล้วแต่มาจากกลุ่มคนจากชนชั้นและเชื้อชาติดังกล่าวทั้งนั้น แม้แต่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายยุคหลายสมัย นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มักจะมีเชื้อสายมาจากจีนไหหลำเป็นจำนวนมาก เพราะคนไหหลำนิยมส่งลูกหลานไปเป็นนายตำรวจมากกว่าคนแต้จิ๋ว

ยิ่งลงไปทางใต้ คหบดี ข้าราชการ หรือแม้แต่เจ้าของสวนยาง ล้วนแล้วแต่มีเชื้อสายจีนหรือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนไทยผสมกับคนจีนไหหลำ หรือฮกเกี้ยนเป็นส่วนใหญ่ คนเกาะสมุยที่เป็นเจ้าของสวนมะพร้าวเกือบทั้งเกาะเป็นคนจีนไหหลำทั้งสิ้น เคยมีคำพูดเล่นๆ ว่าเมื่อ 100-150 ปีมาแล้ว ทั้งเกาะสมุยมีคนไทยคนเดียวคือกำนันหรือนายอำเภอเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ก็เป็นคนไทยหมดแล้ว พูดและฟังภาษาไหหลำไม่ได้แล้ว

ที่น่าสังเกตในแง่มานุษยวิทยาก็คือ คนไทยเชื้อสายจีนหรือคนไทยเชื้อสายเวียดนาม โดยเฉพาะที่มาขึ้นที่จังหวัดชลบุรีสมัยสงครามหรือระหว่างสงคราม หรือคนญวนที่อพยพเข้ามาที่ภาคอีสานระหว่างสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อยู่ในเขตธุรกิจของจังหวัดและอำเภอในต่างจังหวัดนั้น จะยังคงรักษาความเป็นคนจีนไว้อย่างเหนียวแน่นมากกว่าคนไทยเชื้อสายจีนหรือคนญวนที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯและเขตปริมณฑล ยิ่งคนไทยเชื้อสายญวนที่มาอยู่ในกรุงเทพฯแล้วยิ่งไม่แสดงตัวเลยกลายเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์

สำหรับไทยมุสลิมที่อยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อออกจากชุมชนมุสลิมและไม่ได้แต่งตัวอย่างชาวไทยมุสลิม ก็แทบจะไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นพุทธ ใครเป็นมุสลิม เพราะไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตัว เรื่องอาหารการกิน รวมทั้งเรื่องที่พูดคุยกัน ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่แตกต่าง คนไทยมุสลิมจะแสดงตนเป็นมุสลิมก็ต่อเมื่ออยู่ในหมู่พวกตนเท่านั้น

สมัยที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยก็ดี ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็ดี ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ดี มีเพื่อนที่เป็นชาวไทยมุสลิมหลายคนแต่ก็ไม่เคยรู้สึกในความแตกต่างกัน แม้เมื่อถึงชั่วโมงเรียนวิชาหน้าที่ศีลธรรม ซึ่งโรงเรียนรัฐบาลเกือบทั้งหมด ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็ต้องเรียนพุทธประวัติ ต้องเรียนธรรมะของพุทธศาสนา หรือเมื่อมีการสวดมนต์ไหว้พระก่อนเริ่มเรียน หรือมีการสวดมนต์อย่างเต็มยศในวันเสาร์หรือวันศุกร์ หรือแม้แต่เปลี่ยนวันหยุดจากวันเสาร์-อาทิตย์เป็นวันพระและวันโกน ความรู้สึกก็เป็นปกติ ไม่มีปฏิกิริยาอะไรจากเพื่อนต่างศาสนา

อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ไม่สู้จะจริงจังอะไรมากนักกับการนับถือศาสนา ไม่เหมือนกับชนชาติอื่น ถ้าเพื่อนๆ ต่างศาสนาเหล่านั้นจะไม่สวดมนต์หรือไม่เข้าร่วมเรียนในห้องเมื่อถึงวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมด้วยก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร

เมื่อคราวต้องไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย อยู่ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ที่เมืองนี้ผู้ที่มีฐานะเป็นครู อาจารย์ แพทย์ ตุลาการ ข้าราชการและคหบดี ล้วนแล้วแต่เป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิวทั้งสิ้น อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย รวมทั้งนักศึกษาอเมริกัน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอเมริกันเชื้อสายยิวทั้งนั้น ที่ไม่ใช่ยิวก็เป็นนักศึกษาต่างชาติ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ลังกา ยุโรป ที่เป็นคนผิวดำก็เป็นนักเรียนทุนจากแอฟริกาทั้งนั้น ระหว่างปี 1966-71 ที่อยู่ฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา ยังมีการแบ่งแยกสีผิวอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในบรรดามลรัฐภาคใต้ ตั้งแต่รัฐนอร์ท แคโรไลนาลงไป การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความเท่าเทียมกันเป็นไปอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อ ดร.มาติน ลูเธอร์ คิง ถูกลอบยิง การเป็นสังคมที่หล่อหลอมมาจากผู้คนหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา ของอเมริกาจึงไม่เหมือนการหล่อหลอมชนชาติและเชื้อชาติต่างๆ ในประเทศไทยเพราะเราผสมผสานกันทางการแต่งงานข้ามเชื้อชาติได้ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้จริงจังกับการถือศาสนามากนัก

ที่น่าสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือ การหายไปของชนชาติหรือชนเผ่าที่อยู่บนดอยหรือบนเขา เช่น โซ่ ส่วย ขมุ ม้ง เย้า ฮ่อ ฯลฯ เมื่อลงมาอยู่ที่ราบข้างล่างแล้วก็ถูกกลืนกลายเป็นคนไทยไปหมด ที่ไม่เคยนับถือศาสนาใดหรือที่นับถือบรรพบุรุษและนับถือผีก็หันมานับถือคริสต์นับถือพุทธ สุดแท้แต่จะพบกับธรรมทูตของศาสนาใดก่อน เมื่อเรียนหนังสือไทย อ่านออกเขียนได้ก็กลืนกันเข้ามาเป็นคนไทย ในสังคมไทย

แม้ว่าจะถูกดูหมิ่นเหยียดหยามล้อเลียนจากเพื่อนฝูงบ้าง ก็เป็นนิสัยของคนไทยที่ชอบล้อเลียน ดูหมิ่นชนเผ่าที่เพิ่งเข้ามาร่วมแม้เป็นชนเผ่าเดียวกับตนก็ตาม จนชนเผ่าต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในภาคอีสานก็ดี ภาคเหนือก็ดี ภาคตะวันออกและภาคใต้บางส่วนก็ดี บัดนี้ก็ค่อยๆ สูญหายไปเกือบจะหมดแล้ว

เคยตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มคนที่มีความคิดทางการเมืองรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝ่ายอนุรักษนิยม มักจะเป็นกลุ่มคนชั้นกลางระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ สะท้อนจากคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งที่มักจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนคนชั้นล่างที่มีสิทธิออกเสียงที่เป็นชนชั้นใช้แรงงาน หรือลูกจ้าง ผู้ค้าขายรายเล็ก ที่เข้ามาแทนคนจีนรุ่นก่อน จะเลือกพรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกับประชาชนรากหญ้าในชนบทภาคอีสานและภาคเหนือ แต่จำนวนคะแนนเสียงจะสู้ฝ่ายแรกไม่ได้ เพราะฝ่ายหลังแม้จะมีถิ่นพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ทะเบียนบ้านยังอยู่ที่ต่างจังหวัด เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงมักจะได้ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์เสมอ

ขณะเดียวกันผู้ทำงานด้านสื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์หรือดิจิทัล ส่วนใหญ่จะเป็นชาวปักษ์ใต้ เคยถามหลายคนที่รู้จักว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร เหตุผลที่มีผู้พยายามอธิบายให้ฟังก็คือ ชาวใต้มีประเพณีชอบวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรีและรัฐบาลมาแต่โบราณ จะเห็นได้จากการพากย์หนังตะลุง ถ้าจะให้เป็นที่นิยมต้องสามารถด่าและวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองได้เก่ง สามารถหาถ้อยคำและคำพูดเด็ดๆ มาล้อเลียนได้ ทำให้เห็นเป็นตัวตลกขำขัน ด้วยเหตุนี้การทำงานทางด้านสื่อสารมวลชนจึงเป็นของที่ชื่นชอบและก็ทำได้ดี แต่ออกจะติด “ภาคนิยม” ในการตัดสินใจทางการเมืองและพรรคการเมืองอยู่สักหน่อย และเป็นการสร้างค่านิยมในเรื่องภูมิภาค
ให้กับภาคอื่นๆ ได้ตามอย่างด้วย

ด้วยโครงสร้างประชากร เชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ ภูมิภาคที่อยู่ จึงค่อยๆ แยกสังคมไทยให้กลายเป็นสังคมที่มีการแบ่งแยกทางความคิดของการเมือง โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ที่ไม่เหมือนกับการแบ่งแยกชนชั้นของประเทศอื่น ที่ปัจจัยทางศาสนา เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ รวมทั้งชาติกำเนิดเป็นปัจจัยที่สำคัญ ไทยจึงไม่เหมือนมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า ที่ศาสนาเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์และชาติกำเนิดยังมีความสำคัญ เราจึงไม่ได้ยินคำว่าเจ๊ก บักเสี่ยว บักหนาน เหลาเกี้ย หรือต่ำปรืออีกแล้ว ไม่เหมือนกับเมื่อ 50-60 ปีก่อน ซึ่งก็ไม่แน่นักว่าจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาการเมืองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

สิ่งที่นักรัฐศาสตร์ต้องการเห็นก็คือ ระบอบประชาธิปไตยแบบ 2 พรรคใหญ่แบบอังกฤษหรืออเมริกา โดยเป็นพรรคของมวลชนจำนวนมาก ผลัดกันเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่การเมืองไทยกำลังจะมีการพัฒนาไปสู่ระบอบรัฐบาลพรรคเดียวที่เป็นแกนนำ โดยมีกองทัพเป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่สลับกันมาเป็นรัฐบาล มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากการทำรัฐประหารโดยไม่รู้ตัว ซึ่งตนก็ไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น แต่การปฏิบัติตนที่ปฏิเสธการเลือกตั้งคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ทำลายพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม เท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร และมีการสถาปนารัฐบาลเผด็จการทหาร และทำให้ระบบการเมืองไม่มีเสถียรภาพและไม่พัฒนา

คงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนาน