โชคชะตาฟ้าลิขิตให้หนุ่มชาวกรีกผู้นี้ กระเสือกกระสน ดิ้นรนจากอีกฟากฝั่งของโลกเข้ามาถึงแผ่นดินอยุธยา ด้วยความสามารถรอบตัว เก่งรอบด้าน ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของสยามฝ่ายพลเรือน คือ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์
เรื่องราวของขุนนางต่างชาติที่โดดเด่น ถูกวิพากษ์มากที่สุด มีเอกสารต่างชาติต่างภาษาบันทึกบทบาทขุนนางในราชสำนักอยุธยาชื่อ คอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางที่ทรงอิทธิพล มีบันทึกทั้ง 2 ด้าน แบบ ดีเลิศ และ เลวร้าย ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดคือคนบันทึก
คอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantine Phualcon) หรือในภาษาฝรั่งเศสจะออกเสียงเรียกว่า ก็องสต็องซ์ เกิดเมื่อ พ.ศ.2193 เป็นเด็กในครอบครัวยากจนเมืองอาร์โกสโตลิ (Argostoli) เกาะเซฟาโลเนีย (Cephalonia) ประเทศกรีก
เมื่ออายุราว 16 ปี พ่อแม่ยากจน ไม่มีทุนรอนที่จะส่งเสีย จึงยกเด็กชายเยรากี (Jerakis : เหยี่ยวนกเขา) คนนี้ให้เป็นเด็กรับใช้ติดตามกัปตันเรือสินค้าของอังกฤษ จึงได้ชื่อแบบอังกฤษว่า ฟอลคอน (อังกฤษ: Falcon แปลว่า เหยี่ยวนกเขา) เด็กหนุ่มคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ดูดี สง่างาม กิริยามารยาทงาม ใครพบเห็นก็ชื่นชม คุยสนุก พูดจาคล่องแคล่ว รอบรู้ แม้จะไม่เคยได้เข้าเรียนที่ใด
ความฉลาดหลักแหลม ทะเยอทะยาน ขยัน อดทน ปูทางให้เด็กหนุ่มเยรากีเติบใหญ่ใฝ่เรียนรู้ กัปตันนำพาเขาเดินทางไปใช้ชีวิตในลอนดอน ที่เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของโลก ต่อมาฟอลคอนกลายเป็นลูกเรือคนสำคัญ มีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือ

สถานการณ์ทางการเมือง การปกครองในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ ในช่วงนั้น เป็นห้วงเวลาที่บรรดาขุนนางเชื้อสายแขกเปอร์เซีย ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของเฉกอะหมัด ที่นับถือศาสนา
อิสลามกำลังแผ่บารมี ครอบครองตำแหน่งสำคัญเกือบทั้งหมด
ทั้งการค้า การเมือง การต่างประเทศและการปกครอง
กลุ่มของขุนนางผู้ทรงอำนาจ ล้วนเป็นมุสลิมกลุ่มแขกเปอร์เซีย (ปัจจุบันคืออิหร่าน ซึ่งได้เขียนบทความในตอนที่แล้ว)
ในอยุธยาช่วงเวลานั้น การติดต่อเจรจากับพ่อค้าวานิชต่างชาติ ต่างภาษา ต้องการคนที่มีความเข้าใจ อ่านออก เขียนได้ พูดได้ มีความรู้คณิตศาสตร์ บวก ลบ คูณ หาร ทำบัญชีเป็น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของชาวต่างชาติทั้งปวงจากทุกมุมโลกที่มีประสบการณ์
ขุนนางที่ปรึกษาของสมเด็จพระนารายณ์ฯ สามารถโน้มน้าวราชสำนัก ให้พี่น้องเชื้อสายมุสลิมที่สนิทสนม สามารถเข้าดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองต่างๆ ในหัวเมืองสยาม เช่น เมืองมะริด ตะนาวศรี ถลาง บางคลี พริบพลี (เพชรบุรี)
อับดูร์ ราซซัค หรือออกญาพิชิต ขุนนางชาวเปอร์เซียที่คุมทหารเชื้อสายเปอร์เซียกว่า 200 นาย ซึ่งจ้างมาจากอินเดีย สามารถทะยานขึ้นสู่ขุนนางระดับสูงของอยุธยาในตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีคลัง
ซิมองต์ เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubre) เอกอัครราชทูตที่มีอำนาจเต็มของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ซึ่งรับภารกิจเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้พำนักอยู่ในอยุธยาราว 3 เดือน ใน พ.ศ.2230 บันทึกรายงานว่าในช่วงเวลานั้น มีชาวสยามที่นับถือศาสนาอิสลามราว 15,000 คน (ประเมินประชากรในสยามมีประมาณ 2 ล้านคน)
กลับมาคุยกันเรื่องของ ฟอลคอน พระเอกของเรื่องครับ

หนุ่มฟอลคอนทำงานในอังกฤษราว 2-3 ปี จึงออกทะเลไปกับเรือสินค้าที่มีกัปตันชื่อ จอร์จ ไวท์ (George White) แล่นเรือมาค้าขายทางซีกโลกตะวันออก เรือสินค้ามาถึงอยุธยา พ.ศ.2218 ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ หนุ่มฟอลคอน วัยเบญจเพส เกิดติดใจทำเลทองอันมีศักยภาพของเมืองอยุธยา เมื่อกัปตันไวท์จะเดินทางออกจากอยุธยา ฟอลคอนเกิดเปลี่ยนใจขอไม่ไปกับเรือ หันมาจับมือเข้าหุ้นกับพ่อค้าแขกเดินเรือค้าขายไปยังอินเดีย
ฟอลคอนเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ เดินเรือสินค้าไป-มาในทะเล เก็บเล็กผสมน้อย ตัดสินใจซื้อเรือสินค้าชื่อ แมรี
โชคชะตาล้อเล่นกับฟอลคอนเสมอมา วันหนึ่งเรือที่ฟอลคอนไปค้าขายเกิดอับปางลงในมหาสมุทรอินเดีย ฟอลคอนและทีมงานรอดตายขึ้นฝั่งได้
ฟอลคอนได้พบกับคณะของทูตไทยที่มีโกษา (เหล็ก) เป็นหัวหน้าคณะเดินทางกลับจากเปอร์เซียจะไปอยุธยา หลังการสนทนาอยู่พักใหญ่ เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) เกิดชะตาต้องกันกับพ่อค้าหนุ่มนักเดินเรือชาวกรีกที่รอบรู้สารพัด ทัศนคติดี จึงออกปากชักชวนกลับอยุธยาให้มาทำงานเป็นสมุห์บัญชีในกรมพระคลังสินค้า
ในสังคมของอยุธยาในเวลานั้น พลุกพล่านไปด้วยชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขาย มีดัชต์ (ออลันดา) ญี่ปุ่น จีน โปรตุเกส ฝรั่งเศส มุสลิมจากหลายภูมิภาคทั้งชีอะห์ และสุหนี่ แขกอินเดีย
คนที่มีความสามารถ รอบรู้ ไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน เผ่าพันธุ์ ผิวสีอะไร ถ้าทำมาค้าขาย ติดต่อต่างประเทศ ทำราชการให้อยุธยาได้ ถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่อยุธยาต้องการ
ฟอลคอนเข้ามาทำราชการ แสดงฝีมือทำบัญชีซื้อ-ขายได้ รอบรู้กิจการเดินเรือ ทำงานได้ไม่นานก็สร้างความประทับใจให้เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) ฟอลคอนตรวจสอบบัญชี ตรวจพบลูกหนี้พระคลังสินค้าจำนวนมาก กรมพระคลังในอยุธยาซบเซาขาดทุนการค้ามาตลอด ฟอลคอนรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของพ่อค้า กลโกง แต่งบัญชี หนุ่มกรีกมากด้วยสติปัญญาติดตามทวงเงิน ทำเงินเข้ากรมพระคลังสินค้า จนการค้าขายได้กำไรเป็นล่ำเป็นสันแบบไม่เคยปรากฏมาก่อน

เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) กราบบังคมทูลให้สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงทราบ ความดีงามของชาวต่างชาติที่มีนามว่า ฟอลคอน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ฟอลคอนเป็น หลวงวิชาเยนทร์
พ่อค้าต่างชาติทุกบริษัทที่แล่นเรือเข้ามาติดต่อค้าขาย เจรจาความกับหลวงวิชาเยนทร์ มีประทับใจในตัวหลวงวิชาเยนทร์ยิ่งนัก เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย ต่อมาไม่นาน คุณหลวงฯ หนุ่มกรีกก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ขึ้นเป็น พระวิชาเยนทร์ ตำแหน่ง กรมท่ากลาง ทำงานติดต่อกับฝรั่งตะวันตก (กรมท่าซ้ายติดต่อกับจีน และกรมท่าขวาติดต่อกับแขก)
เป็นความรุ่งเรือง เจิดจรัส ก้าวหน้า ที่ตอบสนองชาวต่างชาติคนนี้แบบก้าวกระโดด ฟอลคอนกลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงในตัวเอง
ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาทำงานในอยุธยา จะออกเสียงเรียกฟอลคอนว่า ก็องสต็องซ์ ส่วนชาวอยุธยาออกเสียงเรียกแบบถนัดว่า กัศตัน
และแล้ว วันหนึ่งพระวิชาเยนทร์จึงมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนารายณ์ฯ บาทหลวง เดอ เบซ ชาวฝรั่งเศสในอยุธยาบันทึกว่า
“… ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สนทนาปราศรัยด้วย สมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็ทรงโปรดปรานวิชาเยนทร์เป็นอย่างมาก ท่านผู้นี้ไม่แต่เพียงพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว ยังใช้ราชาศัพท์ได้ถูกต้อง ทั้งที่อยู่ที่อยุธยาได้ไม่นาน นอกจากนั้นยังมีกิริยาท่าทางเป็นผู้ดี อุปนิสัยร่าเริง แสดงความรู้และความเฉลียวลาด สามารถเล่ากราบทูลถึงพระเจ้าแผ่นดินประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป อธิบายลักษณะการปกครอง อาวุธยุทธภัณฑ์ และกลศึกของพระเจ้าแผ่นดินในยุโรป เป็นที่สนพระทัยของสมเด็จพระนารายณ์ฯ เป็นอย่างมาก พระเจ้าแผ่นดินไทยถึงกับรับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ ทุกวัน…”
ต้องยอมรับนะครับว่า ชาวต่างชาติคนนี้พูดราชาศัพท์ได้ มีเสน่ห์ รอบรู้ มีความสามารถ ทำงานสนองพระเดชพระคุณได้เอนกอนันต์ ฟอลคอนสามารถใช้ภาษาต่างๆ ได้ถึง 6 ภาษา
ประเด็นที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ สอบถาม เรียนรู้จากวิชาเยนทร์มากเป็นพิเศษ คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงปกครองบ้านเมืองอย่างไร ? จัดหน่วยทหารอย่างไร ? การป้องกันข้าศึกรุกรานอาณาจักรจะต้องทำอย่างไร ? และนี่เป็นเหตุผลของการที่ราชสำนักสยามเกิดแนวคิดไปสร้างป้อมปราการขึ้นหลายแห่งในหัวเมือง
ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะของพระวิชาเยนทร์ต่อสมเด็จพระนารายณ์ฯ
การก่อสร้างป้อมปราการ ต้องใช้แรงงานในท้องถิ่นที่เรียกเกณฑ์มาโดยมิได้จ่ายค่าแรง เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง เหล่าแรงงานชาวสยามจึงไปฟ้องต่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ที่รับผิดชอบกิจการทหารทั้งปวงในประเด็นการทำงานหนักเกินกำลัง
เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) แม่ทัพเอกคู่พระทัยของสมเด็จพระนารายณ์ฯ เข้าเฝ้ากราบบังคมทูล ไม่เห็นด้วยกับหลักการสงครามของวิชาเยนทร์ เรื่องการไปสร้างป้อมปราการและต้องนำทหารไปอยู่ประจำป้อมซึ่งไม่มีคุณค่าทางการสงคราม การทำศึกควรใช้กลยุทธ์ที่สยามเคยทำมาก่อน มิใช่ทำตามแบบที่ฝรั่งมาแนะนำ
สมเด็จพระนารายณ์ฯ เมื่อทรงได้ยินแนวคิดเชิงคัดค้านเช่นนี้ ทรงพระพิโรธยิ่งนัก เนื่องจากทรงทราบว่าที่เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) มากราบบังคมทูลเช่นนี้ เพราะไปรับสินบนมาจากบรรดาคนที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานเป็นแน่แท้ จึงให้ลงพระอาญาเฆี่ยนด้วยหวายแบบเฉียบขาดทันที หลังจากนำร่างเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) กลับถึงบ้านไปเพื่อรักษาตัวไม่กี่วัน เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) เสียชีวิต
ก่อนที่จะเสียชีวิต ท่านได้เรียกวิชาเยนทร์เข้ามาพบ ขอให้ดูแลครอบครัวของท่านและดูแลน้องชายที่ชื่อ ปาน ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าพระยาโกษา (ปาน)
เหตุการณ์ครั้งนั้นสะเทือนจิตใจชาวกรุงศรีอยุธยายิ่งนัก บรรดาขุนนางสยามทั้งปวงพากันรุมประณามวิชาเยนทร์ ตั้งป้อมรังเกียจ กีดกัน หาทาง รอเวลาที่จะลงมือกำจัดขุนนางชาวต่างชาติผู้ทรงอิทธิพลคนนี้
สายลมแห่งความอาฆาต พายุร้ายแห่งความพยาบาท พุ่งตรงเข้าหาขุนนางวิชาเยนทร์
ชาวต่างชาติที่เป็นฝรั่ง ชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส ดัชต์ ที่เป็นเพื่อนของวิชาเยนทร์ ชาวตะวันตกผิวขาวทั้งปวง ล้วนพลอยได้รับการขัดขวาง กลั่นแกล้งแทงหลัง สารพัดวิธีจากขุนนางผู้ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล คือ พระเพทราชา และขุนหลวงสรศักดิ์
บาทหลวงฝรั่งเศส ผู้รู้เห็นความเป็นไปในราชสำนักอยุธยา บันทึกข้อมูลที่น่าสนใจว่า
“ …ฟอลคอน รับราชการโดยไม่มีเงินเดือน แต่สร้างฐานะให้มั่งคั่งอย่างรวดเร็วจากการประกอบธุรกิจส่วนตัวที่อาศัยอำนาจหน้าที่ทางราชการ ความโดดเด่นของฟอลคอน ย่อมเป็นที่ริษยา
และไม่เป็นที่วางใจของบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ฟอลคอนปราศจากมิตร มีแต่ศัตรูที่รอเวลาจะกำจัดให้สิ้นไป…”
ฟอลคอนเองก็ทราบดีถึงชะตากรรมและมองเห็นจุดจบของตัวเอง ชีวิตฟอลคอนเปรียบประดุจทารกน้อยในเงื้อมมือของพญามัจจุราช ฟอลคอนพยายามฝากตัวกับชาวฝรั่งเศสในราชสำนัก คิดวางแผนจะไปใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสหากสถานการณ์พลิกผัน
ท่ามกลางศัตรูรอบตัว ฟอลคอนพยายามเติมเต็ม รักษาไมตรีกับคณะผู้สอนศาสนาและบาทหลวงฝรั่งเศส และบาทหลวงฝรั่งเศสก็ได้ฟอลคอนเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจในเมืองไทย ในฐานะที่สามารถเข้าถึงพระเจ้าแผ่นดินโดยตรง “แบบผลัดกันเกาหลัง”
บาทหลวงเดอ ชัวซีย์ ราชบัณฑิตของฝรั่งเศสที่ชื่นชมฟอลคอนบันทึกว่า “สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามมิได้ทรงจ่ายเบี้ยหวัดเงินปีให้แก่ฟอลคอนเลย แต่เขาก็มีการใช้จ่ายมากพอดูทีเดียว เขามีเรือสินค้าเป็นส่วนตัวอยู่ 5-6 ลำ ซึ่งไปๆ มาๆ กับจีนและญี่ปุ่น และเครื่องใช้ไม้สอยของเขาก็มีอุดมสมบูรณ์”
บาทหลวงตาชารด์เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งมีความนิยมชมชอบในตัวฟอลคอน ท่านเดินทางมาอยุธยากับคณะทูต เชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์ เช่นเดียวกับบาทหลวง เดอ ชัวซีย์ และเดินทางกลับไปฝรั่งเศสพร้อมกัน แต่เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่ง ลาลูแบร์ เป็นราชทูตมาเมืองไทยในปี พ.ศ.2230 บาทหลวงตาชารด์ ก็ได้ร่วมคณะทูตมาด้วย โดยขากลับยุโรป ได้เป็นผู้อัญเชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และสมเด็จพระสันตะปาปา ณ วาติกันด้วย บาทหลวงฝรั่งเศสสำนักเยซูอิตผู้นี้ได้มีโอกาสรู้จักมักคุ้นกับฟอลคอนเป็นอย่างดี
ลองมาเพ่งมองถึงบทบาทอันโดดเด่นของขุนนางฟอลคอนที่ทำให้ต้องตกที่นั่งลำบาก ครับ
พ.ศ.2226 ฟอลคอนคือผู้ถวายคำแนะนำต่อสมเด็จพระนารายณ์ฯ ให้จัดส่งคณะทูตไปฝรั่งเศสเป็นคณะที่ 2 ภายหลังที่ทูตไทยคณะที่ 1 เคยส่งไปหลายปีก่อนหน้านั้น แต่เรืออับปาง
สูญหายตายจากไปในระหว่างเดินทาง
การจัดส่งคณะทูตไทยคณะที่ 2 ซึ่งมีออกญาวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) เป็นราชทูต คณะทูตไทยได้เดินทางถึงฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อถวายพระราชสาส์น นับเป็นประวัติศาสตร์บทที่ 1 ของกิจการต่างประเทศของสยาม
มีการลงนามในข้อตกลงเรื่องการเผยแผ่ศาสนา และเรื่องสิทธิประโยชน์ทางการค้าของบริษัทอีสต์อินเดียของฝรั่งเศส คณะทูตจากสยามทำให้ฝรั่งเศสกับไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ บาทหลวงฝรั่งเศสซึ่งได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสเตียนนิกายคาทอลิกในเมืองไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2205
กิจการด้านต่างประเทศของอยุธยาทั้งปวง มีฟอลคอนเป็นผู้กำกับ
ด้านชีวิตส่วนตัวของฟอลคอน ขุนนางสยามผู้มีบทบาทเด่นเสมือนดาวจรัสแสง เข้าพิธีสมรสกับดอญา มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) สาวงาม ลูกครึ่งโปรตุเกสและญี่ปุ่นในปี พ.ศ.2225 ซึ่งขณะนั้นฟอลคอนอายุ 35 ปี
เมืองละโว้ ก้าวหน้า มีพัฒนาการถึงขนาดสร้างระบบประปา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสนพระทัยเรื่องนี้มาก ถึงกับโปรดเกล้าฯ ส่งคนไปเรียนวิชาน้ำพุและการก่อสร้างระบบประปาที่ประเทศฝรั่งเศส
ระบบประปาในสมัยนั้นมีใช้เฉพาะในกลุ่มคนชั้นสูง ดังเช่นที่พบในพระราชวังทั้งในอยุธยาและเมืองลพบุรี รวมทั้งในวัดที่ทรงสร้าง เช่น วัดพญาแมน
ฟอลคอนถวายคำแนะนำ ทำงานร่วมกับวิศวกรฝรั่งเศสดึงน้ำจาก ทะเลชุบศร มาใช้โดยใช้ระบบท่อประปา ซึ่งทำด้วยดินเผาจากแหล่งน้ำที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. (ปัจจุบันอยู่ใน ต.ทะเลชุบศร อ.เมือง จ.ลพบุรี)
พฤติกรรมของฟอลคอนจะดีจะร้ายประการใด เป็นเหตุการณ์ที่ได้ผ่านไปนานแล้ว 400 ปี ฟอลคอนมาอยู่เมืองไทยเพียง 13 ปี ทำงานให้ราชสำนัก ทำให้อยุธยาเจิดจ้าโดดเด่นด้านการต่างประเทศ การค้า ต้องยอมรับว่าฟอลคอนมีความเคารพรักและเทิดทูนสมเด็จ
พระนารายณ์มหาราช ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่
ขุนนางฟอลคอนมีคนรักไม่มาก มีคนชิงชังที่มีพลานุภาพเปี่ยมล้น ชีวิตของขุนนางต่างชาติผู้นี้จะต้องประสบชะตากรรมเยี่ยงไร
โปรดติตามตอนต่อไปนะครับ
ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ชาวต่างชาติในประวัติศาสตร์ไทย โดย ส.พลายน้อย
เรียบเรียงโดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก


