องค์กรธุรกิจในบ้านเราต่างตื่นตัวกับการเข้าไปลงทุน และให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในสตาร์ตอัพด้วยรู้ดีว่าการสร้างนวัตกรรมใหม่ หรือพัฒนาสินค้าและบริการภายในองค์กรเพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภคและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
โลกธุรกิจท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชั่น “ความเร็ว” มีความสำคัญมาก ขณะที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจยากกว่าการสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยซ้ำ
เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ U.REKA (ยูเรก้า) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัพในการคิดค้นนวัตกรรมที่เกิดจากเทคโนโลยีชั้นสูง (Deep Technology) ได้จัดเสวนาถึงผลกระทบจาก Disruptive Technology โดยมีผู้บริหารระดับสูงในองค์กรชั้นนำมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
อรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีเเล้ว บางธุรกิจรายได้ลดลงถึง 80% พร้อมยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าปลีก อย่าง “วอลมาร์ต” ในอเมริกาที่ปิดสาขาไปกว่า 260 เเห่ง รวมถึงธุรกิจธนาคารที่กำลังเผชิญกับคู่แข่งใหม่จากธุรกิจอื่นๆ จากพัฒนาการของเทคโนโลยีปัจจุบันที่ทำให้การ “ปล่อยกู้” ระหว่างบุคคลต่อบุคคลเกิดขึ้นได้แล้ว
แม้วันนี้จะยังติดกฎเกณฑ์ของแบงก์ชาติ แต่ต่อไป แม้ไม่ใช่ “เเบงก์” ก็จะปล่อยกู้ได้
เทคโนโลยีจึงเป็น “โอกาส” สำหรับคนที่มองเห็น “ปัญหา และนำมาแก้ไข” ดังเช่นกรณีอูเบอร์ และแอร์บีเอ็นบีที่สร้างบิสซิเนสโมเดลใหม่ และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีอีกหลายพื้นที่ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ได้
ผู้บริหาร “ดิจิทัล เวนเจอร์ส” ย้ำว่าคู่เเข่งของธนาคารวันนี้ ไม่ใช่ธนาคารอีกต่อไป เเต่เป็น “แพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่” ที่มีเงินทุนมหาศาล อย่าง Alibaba, Tencent, LINE หรือแม้แต่ Grab ซึ่งเร็วๆ นี้ กำลังจะปล่อยกู้ให้กับคนขับแท็กซี่ในเครือข่าย
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจึงเป็น “สัญญาณเตือน” ไปยังธุรกิจต่างๆ ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันในสนามใหม่ และคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่จะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม “อรพงศ์” มองว่า สิ่งที่ธุรกิจต้องการขณะนี้ คือการดึงภาคการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย มาช่วยตอบโจทย์ธุรกิจด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (DeepTechnology) อันเป็นที่มาของความร่วมมือในโครงการ U.REKA
ด้วยว่าขีดความสามารถในการแข่งขันทาง “ดิจิทัล” ของประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ลำดับที่ 41 จาก 63 ประเทศทั่วโลก มีจำนวนสตาร์ตอัพ 1 ต่อ 113,000 คน ขณะที่อิสราเอลอยู่ที่ 1 ต่อ 1,900 คน และสิงคโปร์อยู่ที่ 1 ต่อ 2,800 คน
มุมมองของผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ในธุรกิจค้าปลีก เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป ยอมรับว่าในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล ถือเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจค้าปลีกด้วยเช่นกัน ดังเช่นที่หลายคนมองว่า “อีคอมเมิร์ซ” จะเข้ามาทำลายร้านค้า แต่ตนกลับมอง “อีคอมเมิร์ซ” ว่าจะเข้ามาสร้างเทรนด์ใหม่ๆ
“เพราะสุดท้ายแล้ว อีคอมเมิร์ซไม่สามารถมาเเทนที่ร้านได้อยู่ดี เพราะร้านให้ประสบการณ์ต่างๆ กับลูกค้าได้จึงน่าจะเป็นเรื่องการปรับตัว คือการทำการตลาดให้ตรงกับความชอบเฉพาะบุคคล ต้องทำตัวเป็นเพื่อน ต้องตัวติดกับลูกค้าและอยู่กับลูกค้าตลอดเวลา”
เป็นการทำการตลาดโดยเข้าใจความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละกลุ่ม แต่ละบุคคล (Customization)
“เกรียงศักดิ์” ย้ำว่า Customization สำคัญมาก
“อีคอมเมิร์ซสร้างเทรนด์ใหม่ๆ คนยุคมิลเลนเนียลเป็นเจเนอเรชั่นที่เอาใจยากที่สุด ทั้งต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีก เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ได้ในทุกวัน”
ธุรกิจค้าปลีกใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างมาก และสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำ คือ ต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่า “ผู้บริโภค” และต้องคิดมากกว่า การมอง “ผู้บริโภค” เป็นศูนย์กลาง เพราะต่อไป “คน” จะเป็นเจ้าของธุรกิจได้ ดังนั้นจะเห็นว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบการใหม่ สตาร์ตอัพใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจค้าปลีกมีความเกี่ยวข้องกับหลายส่วน ซึ่งแต่ละภาคส่วนจะมีความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี “ดิสรัปชั่น” เเตกต่างกันไป โดยรวมแล้ว “คน” ล้าหลังกว่า “เทคโนโลยี” มาก
สิ่งที่ท้าทายคือ “คน” จะเร็วได้เเค่ไหน โดยที่ยังต้องมี “คุณภาพ” ด้วย ดังนั้นการจะใช้ประโยชน์จาก “ดิจิทัล” อย่างไรจึงมีความสำคัญมาก
“มีคนบอกว่าธุรกิจจะตาย ถ้าไม่ใช้เทคโนโลยี เเต่ถ้าใช้เทคโนโลยีผิดอาจจะทำให้ธุรกิจตายไวยิ่งกว่าเดิม ลูกค้าวันนี้เปลี่ยนไป เเต่คนในองค์กรไม่ได้เปลี่ยน ยิ่งบริษัทใหญ่ๆ ยิ่งเปลี่ยนยากมาก แม้จะรู้ว่าการที่จะอยู่รอดให้ได้ ต้องเปลี่ยนคนเก่าให้ทัน และสร้างคนใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา”
ไม่ใช่แต่ธุรกิจธนาคาร และค้าปลีกเท่านั้นที่กำลังเผชิญความท้าทายจาก “เทคโนโลยี ดิสรัปชั่น”
ในมุมมองของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วัลลภา ไตรโสรัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทที.ซี.ซี. แคปปิตอลแลนด์ จำกัด พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีมานี้ว่า บริษัทจองที่พักออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อย่าง Booking.com มีมูลค่าใหญ่กว่าโรงแรมชั้นนำของโลก 10 แห่งรวมกัน แสดงให้เห็นว่า “ผู้บริโภค” ขึ้นไปอยู่กับ “ดิจิทัลเเพลตฟอร์ม” มากกว่า
ความท้าทายของธุรกิจในปัจจุบันจึงอยู่ที่คือ “ความเร็ว” ในการเปลี่ยนแปลงจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ผู้บริโภคให้ได้อย่างรวดเร็ว
บริษัทได้ตั้งทีมใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทำได้รวดเร็ว นอกจากทีมใหม่แล้ว เรายังมีการทำเเพลตฟอร์มที่มีความยูนีค และคัสตอมไมซ์ เพื่อตอบสนองความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงได้ โดยมีการนำเทคโนโลยีเอไอมาจัดการกับดาต้า เพื่อสร้างความพึงพอใจใหม่ๆ ให้ลูกค้า
มากกว่านั้น “ที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์” ยังนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในโรงแรมและอาคารต่างๆ อีกด้วย
ชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดาผู้นำองค์กรธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลายต่างตระหนักถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีดิสรัปชั่นแต่สิ่งที่เป็นความท้าทายยิ่งกว่า คือ การทำอย่างไรให้ “องค์กร” ปรับตัวได้ทันท่วงที แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าบางครั้งการหาทีมใหม่เข้ามาทำง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลง (คน) ที่มีอยู่เดิมมาก

