หน้าแรก ประชาชื่น สุขภาพดี-เราก...

สุขภาพดี-เรากำหนดได้ พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ทางเลือก “ธรรมชาติบำบัด”

10.04.16 | 13:30 น.

เมื่อธรรมชาติเปลี่ยน คนเปลี่ยน นำมาซึ่งความเจ็บป่วยสารพัด นับตั้งแต่โรคที่เกิดขึ้นทางกาย โรคที่เกิดขึ้นจากความคิด จิตใจที่ป่วย

ในศาสตร์ของการรักษาไม่ว่าจะเป็นไทย จีน หรือฟากฝั่งตะวันตก ล้วนมีความเชื่อมาจากพื้นฐานเดียวกันที่ว่ามนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ทุกสรรพสิ่งไม่ว่าดินฟ้าอากาศ กระทั่งน้ำขึ้น-น้ำลง ล้วนมีผลต่อสุขภาพกาย-ใจของมนุษย์ เป็นที่มาการแพทย์องค์รวม หรือ “โฮลิสติก แอนด์ เวลเนส” (Holistic & Wellness)

พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป หรือ “หมออ้อม” นักธรรมชาติบำบัดเลื่องชื่อ โดยเฉพาะในแนว “แฟมิลี เมดิซีน” ดูแลในเรื่องของแม่และเด็ก และความงาม

จากความพยายามในการค้นหาทางออกใหม่ๆ ในการรักษาคนไข้ที่ไม่ได้เน้นการใช้ยาทำให้เธอพบศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย นับตั้งแต่การนวดเมื่อครั้งที่ยังเป็นแพทย์จบใหม่และไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลมหาราช และโรงพยาบาลแม่และเด็กที่จังหวัดนครราชสีมา

หลังจากนั้นได้มีโอกาสไปเรียนรู้ศาสตร์ของการฝังเข็ม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ธรรมชาติบำบัด

Advertisement

หมออ้อมเป็นคนสุโขทัย เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น เป็นลูกสาวของคุณพ่อ-คงวุฒิ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ กับ คุณแม่จันทร์แจ่ม ไพบูลย์ศิลป

ด้านการศึกษา เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอนุบาลสุโขทัย โรงเรียนประจำจังหวัด จนถึงชั้น ป.5 ก็ต้องย้ายตามคุณพ่อเข้ามากรุงเทพฯ จึงมาเรียน ป.6 ที่โรงเรียนอนุบาลวัดปรินายก ก่อนจะสอบเข้าโรงเรียนสตรีวิทยา และต่อด้วยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเอ็นทรานซ์เข้าคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ชีวิตในวัยเยาว์ของเด็กหญิงอ้อมสนิทกับคุณปู่-อาชว์ ไพบูลย์ศิลป อดีตผู้ช่วยสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ด้วยความเป็นหลานคนแรก ได้รู้ได้เห็นได้รับฟังเรื่องราวของการเป็นหมอหมอชนบทของปู่ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อรักษาดูแลชาวบ้านให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีหายจากความทุกข์จากการเจ็บป่วย ทำให้ซึมซับความคิดดีๆ เหล่านั้นจากคุณปู่โดยไม่รู้ตัว

“หมอเติบโตมาในจังหวัดที่เงียบ ไม่มีห้างสรรพสินค้า สภาพแวดล้อมปลอดภัย ตั้งแต่อนุบาลก็มีคุณปู่ขับรถจี๊ปไปรับไปส่ง เป็นคนอบรมบ่มนิสัย คุณปู่ซื้อจักรยานคันแรกให้ตั้งแต่ ป.2 ให้ปั่นไปโรงเรียน ทำให้รู้จักการดูแลรับผิดชอบตัวเองตั้งแต่เด็ก และด้วยความที่คุณปู่จะเล่าเรื่องงานว่า เมื่อก่อนตอนอยู่สุขศาลาเป็นอย่างไร นั่งเกวียนไปบ้านชาวบ้าน การทำคลอดชาวบ้านเป็นอย่างไร ก็เลยรู้สึกซึมซับว่าการเป็นหมอไม่ได้ไกลตัว เหมือนผ่านเข้ามาในความคิดคำนึง” พญ.กอบกาญจน์ ย้อนอดีตให้ฟัง

หลังจากสำเร็จการศึกษาเป็นคุณหมอเต็มตัว เธอไปทำงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลแม่และเด็ก จ.นครราชสีมา ที่ซึ่งกลายเป็นห้องเรียนในชีวิตจริง ที่มีชาวบ้านเป็นครู

แม้จะเป็นห้วงเวลาสั้นเพียง 2 ปี แต่เป็นห้วงเวลาสำคัญที่ตอกย้ำให้เธอค้นพบศาสตร์อันน่าทึ่งของการใช้ธรรมชาติบำบัดเป็นครั้งแรก ก่อนจะขอลาออกกลับมาดูแลครอบครัวด้วยความจำเป็นทางสุขภาพของบิดามารดา

พ.ศ.2547 เธอได้เข้ามาเป็นแพทย์ประจำที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี ใช้การผสมผสานวิธีทางธรรมชาติบำบัดควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน

ด้วยความสนุกกับการได้เรียนรู้ศาสตร์ใหม่ๆ ค้นหาวิธีการรักษา เพื่อแก้ปัญหาให้กับคนไข้ เธอสมัครเข้าเรียนการเป็นเชฟ (หลักสูตรครัวไทย) การจัดการด้านอาหาร การใช้สมุนไพร รวมไปถึงโหราเวชศาสตร์ การแพทย์เชิงมนุษยปรัชญา แล้วผสมผสานการรักษาในแบบการแพทย์องค์รวม

ปัจจุบันในวัย 39 ปี พญ.กอบกาญจน์ สมรสกับ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล มีบุตรธิดา 3 คน

เป็นแพทย์ประจำและเจ้าของ “เฮลตี้ เฟลเวอร์” (Healthy Flavor clinic restaurant) คลินิกเรสตัวรองต์ ที่ให้บริการอาหารสุขภาพ

รวมทั้งเป็นคอลัมนิสต์เขียนบทความเกี่ยวกับการใช้อาหารเป็นยา และเป็นที่ปรึกษาให้กับคลินิกต่างๆ ในแนวของโฮลิสติก เมดิซีน เทรนด์การรักษาสุขภาพที่กำลังมาแรง

พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป เเละ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป เเละ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล

 

– เน้นการดูแลด้วยอาหาร?

“การแพทย์องค์รวม” คือเน้นการดูคนไข้ไม่ใช่แค่กายเนื้อ แต่ดูทั้ง จิตใจ และรวมไปถึงความคิดจิตวิญญาณของเขาด้วย เช่น บางคนป่วยทางกายมาจากความคิด จิตใจ มาจากความซึมเศร้า หรืออะไรต่างๆ เราก็ต้องดูแลเป็นองค์รวม ไม่ใช่รักษาแค่บางอวัยวะ เช่น ไมเกรน เราไม่ได้ดูแลแค่เรื่องปวด แต่บางครั้งคนป่วยมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกัน มีปัญหาเรื่องทัศนคติการมองโลก ฯลฯ เราก็ต้องช่วยเขาด้วย

– ร่วมกับการกินยา?

ด้วยความที่หมอเป็นหมอแผนปัจจุบัน ไม่ได้ปฏิเสธยา แต่บางทีเราพบว่าการกินยาไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ในชีวิตประจำวันเมื่อหมอป่วยก็ไม่ได้เลือกการกินยามาเป็นอย่างแรก เช่น ถ้าปวดหัว ก็กดจุด ฝังเข็ม หรือนอน ถ้าเจ็บคอ ก็ใช้โฮมีโอพาธี ร่วมกับอาหารบำบัด เราใช้ในเชิงธรรมชาติบำบัดในเบื้องต้นก่อน ฉะนั้นในกลุ่มคนไข้ที่มาจะเป็นกลุ่มที่ชอบแนวธรรมชาติบำบัด ที่ไม่อยากใช้ยาแล้ว ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีมาปรึกษาเยอะขึ้นเรื่อยๆ

– ความคิดอยากเป็นแพทย์เริ่มตั้งแต่?

เริ่มตั้งแต่เด็ก ที่เห็นการทำงานของคุณปู่ รู้สึกว่าเท่ (หัวเราะ) ตอนเอ็นทรานซ์ก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือบันทึกลับนักศึกษาแพทย์ เขียนโดย หมอลลิตา ธีระศิริ ซึ่งเป็นแม่ของหมอปอง (นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล) รู้สึกอยากเรียนหมอรามา ก็เลือกรามาอันดับ 1 พอเข้าปี 1 ก็รู้จักกับหมอปอง ก็ได้รู้ว่าเป็นลูกของหมอลลิตา นักเขียนที่เราชื่นชอบ

– คุณปู่มีส่วน..?

อย่างมากตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนที่เอ็นทรานซ์แพทย์ก็เหมือนมีคุณปู่เป็นเงาอยู่ข้างหลัง ขณะเดียวกันพอมาอยู่ตรงจุดนี้เราก็รู้สึกว่าชอบ รู้สึกว่าเราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้

หลังจากจบ รามาฯ ก็ได้ไปใช้ทุนที่จังหวัดนครราชสีมา ตอนแรกตอนปี 1 ต้องไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลศูนย์ก่อน ทุกคนทำงานหนัก และมีโอกาสได้เรียนรู้มาก เพราะคนไข้เยอะ

จากนั้นก็จะเป็นแพทย์ใช้ทุนปี 2-3 ที่โรงพยาบาลแม่และเด็ก ที่ตำบลโคกกรวด (นครราชสีมา) ที่นั่นจะมีศูนย์อนามัย (ศอ.) ประจำตำบลต่างๆ ให้รับผิดชอบ เนื่องจากได้มีโอกาสได้เป็น ผอ.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง รับผิดชอบ 3 ศอ. เช่น ไปเดินดูลูกน้ำยุงลาย ป้องกันไข้เลือดออก เยี่ยมบ้าน ออกหน่วยตามโรงเรียน ชุมชน ตอนนั้นจะนึกถึงภาพที่คุณปู่เคยเล่าให้ฟังตอนเด็กๆ ได้สร้างอาชีพให้กับ อสม. ซึ่งตอนนั้น (พ.ศ.2545) ได้รู้จักศาสตร์ของการนวด เริ่มศึกษา เรียนรู้จากหมอนวดเก่งๆ หลายๆ คน

– หมอนวดตอนนั้นยังไม่เป็นที่นิยมเหมือนปัจจุบัน?

ค่ะ แต่ที่โคราชมีหมอนวดเก่งๆ หลายคน มีโอกาสได้ไปเรียนการนวดกับหมอนวดคนหนึ่งที่เก่งมากและอยากเอาศาสตร์นี้มารักษาคนไข้ในโรงพยาบาล เราชวน อสม. ในชุมชนมาเรียนนวดเพื่อสร้างอาชีพ และมาเป็นหมอนวดที่โรงพยาบาล ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งถือเป็นโมเดลตั้งแต่ปี 2545

– ถือว่าก้าวหน้ามาก?

ก้าวหน้ามั้ยไม่ทราบ แต่รู้สึกอยากทำ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนา ชาวไร่ มีปัญหาปวดหลังค่อนข้างมาก ซึ่งก็จะกินยาแก้ปวด ทำให้กัดกระเพาะและนำไปสู่กระเพาะทะลุ ทำให้รู้สึกว่าแค่ปวดปวดหลัง และใช้การแก้ปัญหาด้วยการกินยา มันไม่มีจุดสิ้นสุดของการรักษา แต่แค่นวดให้ถูกจุดคนไข้หายเลย เป็นการลดอัตราการใช้ยาโดยไม่จำเป็นไปเยอะช่วยลดรายจ่ายเรื่องยาของโรงพยาบาลด้วย

ยาบางตัวมี บางตัวไม่มี อย่างกรณีเด็กเป็นโรคหอบ ซึ่งวันนั้นไม่มียา ได้แต่ให้ออกซิเจน นี่เป็นจุดที่ทำให้หมอฉุกคิดว่าน่าจะมีทางเลือกอื่นนอกจากการพ่นยา เลยศึกษาและค้นพบว่าการฝังเข็ม กดจุดของจีนช่วยได้

– ยุคนั้นส่วนมากจะนึกถึงการรักษาแผนปัจจุบัน?

เพราะเราเรียนเรื่องการใช้ยามา อย่างคนไข้เบาหวานก็ได้แต่ปรับยาตามระดับน้ำตาลในเลือด แนะนำอาหารการออกกำลังกาย และด้วยความที่หมอเป็นหมอเยี่ยมบ้านด้วย จะมีทีมไปตามหมู่บ้านตรวจคัดกรองวัดความดัน ตรวจน้ำตาล จ่ายยาคนไข้ที่ไม่สามารถมาโรงพยาบาลได้ บางครั้งก็ได้เห็นว่าที่คนไข้บางคนเบาหวานไม่ลดสักทีเพราะแอบกินขนมปลากริมไข่เต่าที่บ้าน (หัวเราะ) เราจะสังเกตและพยายามสอดแทรกเทคนิคการรักษาให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนไข้แต่ละคน

อย่างมีคุณป้าคนหนึ่งปวดเข่า เริ่มเข่าเสื่อม แทนที่จะให้ยาอย่างเดียว ก็สอนให้คนไข้บริหารความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขา ให้ยกขาค้างไว้ครั้งละ 10 วินาทีระหว่างรอใส่บาตร ปรากฏว่าคนไข้หายปวดเข่า เพราะแค่รอใส่บาตรป้ายกขาได้เป็นร้อยครั้ง ซึ่งวิธีนี้เป็นหลักการที่อาจารย์หมอออร์โธปิดิกส์แนะนำมา เลยรู้ว่าการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างคนไข้กับหมอเป็นสิ่งสำคัญมาก

– ทำงานที่โคราชนานแค่ไหน?

2 ปีค่ะ ไปใช้ทุนแต่ไม่ครบ เพราะคุณแม่ป่วย จึงเป็นจุดหักเหของชีวิต ตอนนั้นอายุ 25 ปีแล้ว ทำงานเยอะไม่ค่อยได้กลับบ้าน ทำให้ย้อนคิดว่าเราไม่ได้กลับมาดูแลคุณพ่อคุณแม่เลย เลยขอลาออกมาดูแลคุณแม่และคุณพ่อ รู้สึกเลยว่าเราต้องมาเป็นกำลังหลักของบ้าน และเป็นที่มาของการเข้ามาทำงานที่บัลวี เพราะอย่างน้อยก็ตอบโจทย์ในด้านการทำงานด้วย

– อย่างไรถึงได้เรียนเป็นเชฟ?

เนื่องจากไม่อยากให้คนไข้กินอาหารสุขภาพแล้วเศร้าไปด้วย สมัยก่อนคนจะบอกกันว่ากินผักกินหญ้า คือแค่เริ่มเป็นมะเร็งก็เศร้าอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่ามันต้องมีศาสตร์และศิลป์เข้าไปอยู่ในอาหารด้วย คือสูตรอาหารเหมือนเดิม แต่รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป-ก็หมดจานเหมือนกัน มันเป็นการเปิดอีกโลกหนึ่งเพื่อให้คนเข้าถึงอาหารสุขภาพมากขึ้น

IMG_9057

– อาหารสุขภาพอร่อยได้มั้ย?

ได้ค่ะ เค็มจากธรรมชาติ หวานจากธรรมชาติ ค่อยๆ ปรับลิ้นกันไป ตัวอย่างคนที่ชอบกินหวานจะกินหวานมากขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัวเอง เราก็ค่อยๆ ปรับให้หวานน้อยลงๆ เรียกล้างลิ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติได้ ที่ร้านอาหารหมอจะสอนทำอาหารให้เหมาะกับโรคด้วย เช่น อาหารเบาหวาน อาหารต้านมะเร็ง อาหารธรรมชาติบำบัด ยกตัวอย่างคนไข้เบาหวาน ก็จะให้ใช้หญ้าหวานทดแทนน้ำตาล แล้วก็ใช้กลุ่มเส้นบุกแทนข้าว แทนเส้น พอกินแล้วคนไข้เจาะน้ำตาล พบว่าน้ำตาลลง ไตดี ชีวิตก็ดี เพราะถ้าจำกัดมากๆ ชีวิตก็ขาดความสุข

– เรียนเป็นเชฟก่อนเปิดคลินิกเรสเตอรองต์?

ค่ะ ตอนนั้นอยู่บัลวี ประมาณ 8 ปีก่อน ไปเรียนที่โอเรียนเต็ล เรียนครัวไทย การจัดการอาหาร พอถึงจุดหนึ่งที่ได้รับโอกาสออกมาตั้ง “เฮลตี้ เฟลเวอร์” ตรงข้ามเซ็นทรัลบางนา เป็นคลินิกเรสเตอรองต์แห่งแรก มีทั้งฝังเข็ม สมุนไพร วิตามิน การแพทย์ในแนวโฮลีสติกทั้งหมด ดูแลกลุ่มคนไข้ที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรมปวดคอ บ่า ไหล่ ภูมิแพ้ เรื่องเด็กสมาธิสั้น เด็กอ้วน พอวัยรุ่นก็จะช่วยรักษาสิว ผิวหนังอักเสบ อ่อนเพลียเรื้อรัง เป็นการรักษาแบบองค์รวม

– สมาธิสั้นอาหารช่วยได้?

ค่ะ เราจะดูว่าอาหารมีส่วนมั้ย เช่น ควบคุมน้ำตาลไม่ให้หวานเกิน เด็กก็นิ่งขึ้นมาระดับหนึ่ง เพราะน้ำตาลทำให้สมองตื่นตัว เด็กกินน้ำตาลแล้วจะคึกคักมาก มีแม่คนหนึ่งมาหาด้วยอาการนอนไม่หลับ เรื่องจิตตก ขวัญผวากลัวลูกหาย เพราะลูกเป็นเด็กไว เคยหลงในงานพืชสวนโลก ถ้าช่วยแต่แม่จะยังไม่หาย ต้องไปช่วยลูกด้วย พอซักประวัติดูอาหารการกิน ให้ลดของหวานลงมา ทำให้ลดความวุ่นวายของลูกน้อยได้ พอเราแก้ลูกได้ แม่ก็นอนหลับ

นอกจากนี้ เด็กในกลุ่มสมาธิสั้น มักลำไส้มีปัญหา เด็กปวดท้อง ขับถ่ายไม่ดี หมอก็จะใช้การนวดเข้ามาช่วยด้วย การใช้อาหารบำบัด ปรากฏว่าลูกสุขภาพดีขึ้น ไม่หงุดหงิด เชื่อฟังขึ้น แม่ก็มีความสุข

– รวมทั้งการใช้สมุนไพร?

แน่นอนค่ะ ตอนเรียนเชฟตอนนั้นสัมผัสกับอาหารหลากหลาย แล้วก็เรียนแพทย์แผนไทยใช้สมุนไพรด้วย เอาอาหารมาทำเป็นยาได้หมด ได้ดีไซน์อาหารยากๆ เช่น “ตรีกฏุก” (ตรี-กะ-ตุก) สมุนไพรประจำฤดูฝน คือ ขิง พริกไทยดำ ดีปลี หมอเอาสูตรนี้มาทำซอสปรุงรสอาหาร เป็นเมนู ปลากะพงราดซอสตรีกฏุก ก็คือใช้อาหารเป็นยาได้ ช่วยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อในหน้าฝน

“กาลสมุฏฐาน” คือ ลมในท้องขึ้นเยอะ คนเวลาครึ้มฟ้าครึ้มฝนจะรู้สึกซึมๆ ง่วงๆ มึนๆ พอกินอะไรที่ฤทธิ์ร้อน ขับลมแล้วหัวโล่งขึ้น มันเป็นการเดินทางที่หลากหลาย ทุกอย่างในชีวิตมันสอดคล้องกับธรรมชาติ ผู้คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ตั้งแต่อาหารการกิน สิ่งแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงความคิด ไปจนถึงเป้าหมายในชีวิตของเขาด้วย ว่าทำไมป่วยซ้ำซาก และถ้าหาสาเหตุไม่ได้จริงๆ ก็จะต้องใช้โหราศาสตร์มาดูด้วย เพราะจริงๆ โหราเวชศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญของแพทย์แผนไทย

– ทุกเรื่องมีคำตอบ?

เกือบจะทุกเรื่องค่ะ คือหมอก็จะมีคำแนะนำให้ เพราะเดี๋ยวนี้มีทางเลือกในการรักษามาก ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน อาจจะมาปรึกษาได้ เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ เมื่อศึกษาหลายๆ ศาสตร์ เหมือนได้เห็นหลายมุมมอง

– ปัจจุบันคนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น อยู่กับโซเชี่ยลมากขึ้น ทำอย่างไรจะเท่าทันข้อมูลเหล่านั้น?

(หัวเราะ) ค่ะ ทุกคนจะถามอย่างนี้ จริงๆ ทุกคนไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ต้องรู้จักตัวเอง อย่างที่ฟอร์เวิร์ดกันทางไลน์ แสดงว่าก็มีคนอื่นที่ใช้แล้วเวิร์ก แต่คนร้อยคนเอาไปใช้แล้วใช่ว่าจะเวิร์กทุกคน เราเป็นหมอมา 10 กว่าปี ยังไม่กล้าบอกสูตรสำเร็จให้ใครเลย เพราะสูตรอย่างหนึ่งไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน

– ปัญหาส่วนมากที่พบในผู้ป่วย?

ถ้าทั่วไปก็จะมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น มะเร็ง หัวใจ ความดัน ซึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรื่องของจิตใจเราอ่อนแอ มองง่ายๆ ทำไมเขาควบคุมความหวานไม่ได้ ทำไมเขายังเครียดอยู่ นั่นเพราะจิตใจเขาไม่ได้รับการดูแล ถ้าสามารถดูแลจิตใจของเขาได้ คิดว่าประสิทธิผลในการรักษาจะดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการักษาแบบไหน

– กรณีของการดีท็อกซ์มีผลดีหรือผลเสีย?

หมอมองว่าขึ้นอยู่กับการสกรีนเคสที่จะมาทำมากกว่า เคสที่เป็นปัญหาคือ หมดเรี่ยวหมดแรง เป็นมะเร็งขั้นเยอะๆ แล้วมาดีท็อกซ์ ถ่ายบ่อยๆ ความดันต่ำ ก็เกิดปัญหาได้ ซึ่งเท่าที่ทราบ ส่วนใหญ่เป็นกรณีของการบำบัดที่คนดูแลไม่ใช่แพทย์ พอมีปัญหาจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วยได้

การใช้น้ำมันมะกอก น้ำมะนาว และดีเกลือเพื่อกระตุ้นการบีบตัวของท่อน้ำดี บางอย่างก็ช่วยได้ เช่น ช่วยขับไขมันจากตับ แต่ไม่ได้ดีถึงขนาดช่วยให้มะเร็งหายทุกเคส ซึ่งไม่เคยได้ยินว่ามีเคสที่หายจากมะเร็งด้วยวิธีการนี้อย่างเดียว คือมันมีการสื่อสารที่ผิดพลาดเยอะ