ผู้อ่านคงจะจำเหยี่ยวชนิดนี้กันได้ ว่าจะอพยพผ่านประเทศไทยมากกว่า 1 แสนตัว ในเดือนตุลาคม แต่ประเทศไทยมีประชากรอีกกลุ่มที่เป็นนกประจำถิ่น ทำรังวางไข่ในบ้านเรา แพร่กระจายพันธุ์ในภาคเหนือ อีสาน และภาคตะวันตก พันธุ์ประจำถิ่นนี้มีจำนวนน้อยและใกล้สูญพันธุ์เพราะภัยคุกคามจากการล่าลูกเหยี่ยวในรังมาขายในตลาดค้าสัตว์ป่า อีกทั้งยังมีการศึกษาวิถีชีวิตของเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำพันธุ์ไทยน้อยมาก
ปีนี้มีรายงานพบรังของ เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ หรือ เจ้ากะปอม ที่เรียกตามเหยื่อของเหยี่ยวล่ากิน ใน 2 จังหวัด คือ เพชรบุรี และกาญจนบุรี
ที่ เพชรบุรี ปรากฏว่าเป็นข่าวดีเพราะเป็นป่าชุมชนเดิมที่คนเขียนเคยสำรวจบันทึกข้อมูลการทำรังเลี้ยงลูกไว้แล้ว และเป็นรังที่พบในภาคตะวันตกที่อยู่ต่ำสุด ณ ปัจจุบัน ส่วนรังใหม่ ที่พบใน จ.กาญจนบุรี เหยี่ยวทำรังบนต้นก้ามปู ต่างจากรังที่เพชรบุรี ซึ่งรังสร้างอยู่บนต้นแดง แต่ลักษณะของรังเหมือนกันคือ สร้างจากกิ่งไม้แห้งสานขัดกันหลวมๆ คล้ายตะกร้าปากกว้าง ขัดคาอยู่บนกิ่งไม้เป็นง่ามเพื่อรองรับน้ำหนักของรัง
เมื่อคนเขียนส่งนิสิตช่วยงานไปเก็บข้อมูลอย่างละเอียดทุกวัน เพื่อให้ทราบว่าพ่อและแม่เหยี่ยวล่าเหยื่ออะไรมาป้อนลูกในรังบ้าง พบว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นหนอนแมลงสีเขียว ของผีเสื้อกลางคืน เหยื่ออื่นๆ ได้แก่ กิ้งก่า ตั๊กแตนใบไม้ ตั๊กแตนตำข้าว และปลา! เหยื่อประเภทท้ายนี้ชวนให้ประหลาดใจมาก เพราะเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ ไม่ใช่เหยี่ยวจับปลา และเมื่อวิเคราะห์จากกลุ่มเหยื่อส่วนใหญ่ แสดงว่าเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำล่าเหยื่อจากบนพื้นดิน หรือบนต้นไม้ โดยบินไปจับเหยื่อที่เกาะบนเปลือกไม้ หรือใบไม้ เช่น กิ้งก่า และตั๊กแตน
แต่เหยี่ยวจับปลาได้อย่างไร น่าคิด ในเมื่อยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเหยี่ยวจับปลาด้วยวิธีไหน ก็ต้องเดาอย่างมีหลักการ ว่าคงจะเดินลงไปริมบ่อน้ำตื้นๆ หรือใกล้แห้งขอด แล้วจับด้วยจะงอยปากขึ้นมา เพราะเมื่อเหยี่ยวบินเข้ามาที่รังจะพบว่าร้อยทั้งร้อยเหยี่ยวคาบเหยื่อไว้ด้วยจะงอยปากเสมอ
รังที่ จ.เพชรบุรี มีลูกเหยี่ยว 3 ตัว ส่วนรังที่ จ.กาญจนบุรี มีลูกเหยี่ยว 2 ตัว
ผลสำรวจเมื่อปีกลาย 2560 ระบุว่าเหยี่ยวใช้เวลาเลี้ยงลูกนาน 26 วัน แต่ปีนี้ รังที่เพชรบุรี ลูกเหยี่ยวเติบโตบินออกจากรังในวันที่ 18 มิถุนายน 28 วัน นับจากฟักเป็นตัว และกว่าจะออกจากรังก็เข้าปลายเดือนมิถุนายน ในขณะที่ปีกลาย ลูกเหยี่ยวออกจากรังไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ส่วนรังที่ จ.กาญจนบุรี น่าจะต้องเลี้ยงลูกอีก 5-10 วัน กว่าจะบินออกจากรังได้
ปัจจัยเอื้อที่เด่นชัดสำหรับปีนี้ที่อาจจะเหนี่ยวนำให้เหยี่ยวสร้างครอบครัวล่าช้ากว่าปีก่อน คือ ฝน ที่ตกทั่วฟ้าทั่วประเทศชุ่มฉ่ำไปตามๆ กัน เมื่อความชื้นมาก อุดมสมบูรณ์ด้วยเหยื่อแมลงและสัตว์อื่นๆ นักล่าก็ยังมีอาหารให้กิน และเป็นหลักประกันว่าเมื่อลูกเหยี่ยวออกจากรังแล้ว ก็ยังจะมีเหยื่อมาฝึกล่าได้อีกหลายเดือน เพราะแม้จะออกจากรังแล้ว ลูกเหยี่ยวยังต้องพึ่งพาพ่อและแม่เหยี่ยวไปอีกอย่างน้อย 1 เดือน จนกว่าจะปีกกล้าขาแข็ง เริ่มฝึกล่าด้วยตนเอง
แต่ข้อมูลของครอบครัวเหยี่ยวที่ จ.เพชรบุรี ส่อว่าลูกเหยี่ยวที่เกิดในปีก่อนๆ อาจจะยังคงวนเวียนอยู่กับพ่อและแม่ เป็นครอบครัวขยาย เหมือนเหยี่ยวแมลงปอก็ได้ เพราะว่าปีนี้พบเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ อีกตัวที่ไม่ใช่พ่อและแม่เหยี่ยวบินเข้ามาที่รังหรือเกาะใกล้ๆ พ่อและแม่เหยี่ยว โดยที่ไม่มีทีท่าจะถูกไล่ตี หรือขับไล่ อันเป็นพฤติกรรมปกป้องรังและลูกเหยี่ยวตามปกติ
นับเป็นข้อมูลใหม่ที่คงไม่มีวันรู้ได้ถ้าไม่ได้สังเกตอย่างต่อเนื่องทุกๆ วันครับ

