คําอธิบายเรื่องการถอยหลังของดาวเคราะห์นั้นต้องอาศัยจินตนาการพอสมควร ในภาพนี้แสดงการเดินทางถอยหลังของดาวอังคารซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกเริ่มโคจรแซงดาวอังคาร ลองนึกถึงนักวิ่งในลู่วิ่งสองคน โดยคนหนึ่งวิ่งลู่นอก อีกคนวิ่งลู่ใน เมื่อคนที่อยู่ลู่ในเริ่มแซงคนที่วิ่งอยู่ลู่นอก คนที่อยู่ลู่ในจะเห็นเหมือนคนที่อยู่ลู่นอกถอยหลังไปขณะกำลังแซง นั่นเอง
แบบจำลองที่ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางนั้นสามารถอธิบายการถอยหลังของดาวเคราะห์ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีวงโคจรแบบเอพิไซเคิลให้ยุ่งยาก ซึ่งนั่นนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
คราวนี้หากเราพิจารณาแบบจำลองของโคเปอร์นิคัสให้ละเอียดยิ่งขึ้นจะเห็นได้ว่าในสมัยนั้นดาวเคราะห์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามีทั้งหมด 5 ดวง ได้แก่ พุธ ศุกร์ อังคาร พฤหัสฯ เสาร์
นิโคลัส โคเปอร์นิคัส รู้ดีว่าดาวพุธกับดาวศุกร์โคจรติดกับดวงอาทิตย์ เนื่องจากเขาสังเกตเห็นว่าดาวพุธกับดาวศุกร์นั้นปรากฏในช่วงเวลาย่ำค่ำหรือรุ่งเช้าเสมอ ไม่เคยปรากฏในช่วงดึกๆ เลย ส่วนดาวอังคาร พฤหัสฯ และเสาร์นั้น โคจรอยู่ถัดจากโลกออกไป เนื่องจากบางคืนมันปรากฏให้เห็นในช่วงเวลาเที่ยงคืนซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์นั่นเอง
ความน่าทึ่งคือ โคเปอร์นิคัส ใช้การวัดมุมและการจับเวลา ก็สามารถหาได้ว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ นั้นใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับวงโคจรของโลก โดยคลาดเคลื่อนมากสุดไม่ถึง 10%
จะเห็นได้ว่าโคเปอร์นิคัสยังไม่รู้ว่าระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์นั้นมีค่าเท่าไหร่ เขาจึงวัดขนาดวงโคจรของดาวเคระห์อื่นๆ ว่ามากหรือน้อยแค่ไหนเทียบกับวงโคจรของโลก
นักดาราศาสตร์จึงเรียกระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ว่า 1 หน่วยดาราศาสตร์ ซึ่งสำคัญมากเพราะการรู้ระยะทางนี้จะทำให้นักดาราศาสตร์รู้ขนาดวงโคจรของดาวเคราะห์อื่นๆ ทั้งหมด แต่กว่าจะมีการหาค่านี้ได้ก็ผ่านยุคของโคเปอร์นิคัสไปหลายร้อยปี
ความคิดของโคเปอร์นิคัสนั้นนับเป็นการปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง
ส่วนหนึ่งเนื่องจากมันสร้างขึ้นจากความเรียบง่าย และใช้ในการอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ได้เทียบเท่าของโทเลมีที่ซับซ้อนกว่ามากๆ
อีกอย่าง การกล้ามองว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางเอกภพนั้นมิใช่เพียงการกล้าแย้งกับอาริสโตเติลหรือศาสนา แต่เป็นการกล้าเปลี่ยนมุมมองตำแหน่งของโลกมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง ในมุมหนึ่งมันเป็นเหมือนการลดทอนความสำคัญของโลกและมนุษย์จากที่เคยอยู่ตรงกลาง กลายเป็นเหมือนดาวเคราะห์อื่นๆ
หลังจากโคเปอร์นิคัสเสียชีวิตได้ราว 20 ปีก็มีชายผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นในอิตาลี และเขาได้ประดิษฐ์อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงวงการดาราศาสตร์ไปตลอดกาล
ส่วนเขาจะเป็นใครนั้น อาทิตย์หน้าจะเล่าให้ฟังครับ

