คอลัมน์ฟรีสไตล์เรื่องบ้าน-บ้าน : บ้านหรู 4.0

30.06.18 | 13:48 น.
บ้านแสนสิริ พัฒนาการ

ในรอบ 2 เดือนได้เหยียบบ้านร้อยล้านตั้ง 3 หลังแน่ะ

ความหมายคือบริษัทจัดสรรเขาเปิดตัวบ้านซุปเปอร์หรูเหมือนนัดกันไว้เพราะเปิดถี่ติดๆ กัน 3 โครงการ ประกอบด้วยกลุ่มชาญอิสสระ-โกลเด้นแลนด์-แสนสิริ

เปิดหูเปิดตาแล้วก็ได้แต่นึกในใจ โห! ราคา 100 ล้าน ต้องถูกลอตเตอรี่กี่ใบกันนะถึงจะหาซื้อเป็นเจ้าของได้สักหลัง

ความแพงของอสังหาริมทรัพย์เซกเมนต์นี้ แม้จะดูเว่อร์วังอลังการยังไง เราก็ต้องยอมรับว่ามันมีอยู่จริง

มองจากภาพใหญ่มูลค่าโครงการจัดสรรที่ดีเวลอปเปอร์พัฒนาโครงการออกมาขายเฉลี่ยปีละ 3.5 แสนล้านบาทบวกลบ (เฉพาะเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล)

Advertisement

แบ่งออกมาเป็นสินค้าแพงผิดมนุษย์มนาแค่ปีละ 4,000 ล้าน …เท่านั้นเอง มีคำนิยามคือเป็นตลาดที่สินค้าราคาเริ่มต้นยูนิตละ 40 ล้านบาทขึ้นไป

ราคาเริ่มต้นของบ้านแพงเป็นเรื่องหนึ่ง ราคาสูงสุดของแต่ละโครงการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ตลาดบ้านแพงไม่ใช่ใครๆ อยากทำก็ทำได้ ถ้ามือไม่ถึงยอดขายก็แป้ก แต่เสน่ห์อยู่ตรงที่ถ้าหากมีไว้ในพอร์ตแล้วทำให้บริษัทดูมี

ออร่า ดูเป็นมืออาชีพและมีความแข็งแกร่งของแบรนด์

มูลค่าตลาดจำกัดจำเขี่ย ผู้ประกอบการก็จำกัด จำนวนยูนิตแต่ละโครงการก็มีจำนวนจำกัด

เคยแอบดูการแบ่งแปลงของหลายๆ โครงการ (ความจริงก็ถามเขาตรงๆ นั่นแหละค่ะ เอามาเล่าต่อให้ดูลึกลับซับซ้อนไปอย่างนั้นเอง) ราคาส่วนใหญ่อยู่ที่ 30-60 ล้าน

ราคาหลังละ 90 ล้าน 100 ล้าน ทำเป็นมาสเตอร์พีซ เป็นผลงานชิ้นเอกอาจมี 1-2-3 หลังสำหรับเป็นสตอรี่เอาไว้อ้างอิงว่าทำบ้านราคานี้มาแล้ว

ล่าสุด “แสนสิริ” เปิดตัวบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ทั้งโครงการมีแค่ 36 หลัง ราคาเริ่มต้น 65 ล้านบาท หลังแพงสุดราคา 240 ล้าน

ก่อนหน้านี้ มีหลายบริษัทเขาก็ทำราคาบ้านร้อยล้าน ราคาอาจเริ่มต้นหลังละ 35-40 ล้านแล้วไต่ราคาไปจนถึงร้อยล้าน อย่างเก่งก็ 120 ล้าน

อสังหายุค 4.0 บ้านหรูเบ่งราคาไปถึงหลังละ 240 ล้านบาท

ฟังก์ชั่นที่เป็นเอกลักษณ์คือเพดานต้องสูงปรี๊ดสูงโปร่งเข้าไว้ บ้าน 2 ชั้นปกติ 5-6 เมตรก็สุดแสนจะเริ่ด บ้านร้อยล้านต้องมี 7-8 เมตร

แต่เดิมต้องมีลิฟต์ในบ้าน ยุคนี้เขาไม่ใส่ลิฟต์กันแล้ว ทำห้องนอนผู้สูงวัยไว้ที่ชั้นล่างนี่แหละ จะได้กินลมชมวิวสวนสวยๆ ในรั้วบ้านด้วย พื้น-ผนังในห้องผู้สูงวัยติดตั้งวัสดุกันกระแทก เรียกชื่อใหม่ว่า Shock Apsorbtion Floor กันลื่น-ลดแรงกระแทก ไรงี้

พื้นที่บ้านเยอะจนกลายเป็นพื้นที่เหลือ ไม่รู้จะตกแต่งยังไงก็ยกเก้าอี้รับแขกมาตั้ง ใส่กระจกบานเฟี้ยมแล้วเรียกชื่อใหม่ว่า

ฟังก์ชั่น The Parlour ไม่คุ้นกับคำศัพท์นี้ก็เลยใช้บริการหลวงพ่อกู (กูเกิลเสิร์ช) แปลว่า ห้องนั่งเล่น

ความแพงยังเลื้อยออกมานอกตัวบ้าน แต่พรมแดนอยู่ในรั้วบ้านโดยมีระยะร่นหรือระยะเว้นห่างรั้วถึงตัวบ้าน 5 เมตร แล้วจัดสวนสวยๆ ไว้ในรั้ว สำหรับเป็นที่เดินเล่นส่วนตั๊วส่วนตัว ไม่ต้องออกไปเจ๊าะแจ๊ะบนพื้นที่สวนส่วนกลางในโครงการ

ห้องแต่งตัวหรือวอล์กอินโคลเส็ท เป็นสถานที่สำหรับวางเสื้อกระโปรงกางเกง ตลอดจนเครื่องประดับต่างๆ นานา บ้านหรูต้องเยอะเข้าไว้ก็เลยมีฟังก์ชั่น “วอล์กอิน ชูส์ โคลเส็ท-Walkin Shoes Closet” หรือห้องรองเท้า

ส่วนใหญ่ของทุกยี่ห้อ ห้องจัดปาร์ตี้ ตู้-เคาน์เตอร์ไวน์ ห้องน้ำจุดละ 2-3 ล้านถือเป็นฟังก์ชั่นปกติ ยี่ห้อก็ต้องเน้นสินค้ายุโรป เมกา (ย่อมาจากสหรัฐอเมริกา) เช่น อ่างอาบน้ำ Amani Roca ชุดละ 2 ล้าน ติดตั้งอ่างเดียวในบ้านหรูแต่มนุษย์เงินเดือนซื้อคอนโดได้ทั้งห้อง

อธิบายภาพพอหอมปากหอมคอ เลี้ยวกลับมาดูใครซื้อกันล่ะ ทำไมใจถึงกล้าสร้างกล้าตั้งราคาขายได้ขนาดนี้

ปรากฏว่ามีลูกค้าบางประเภทที่รวยจัด เรียกว่าเป็นลูกค้ามั่งคั่งหรือ “ลูกค้า Wealth” ก็แล้วกัน เฉพาะคำอธิบายของแสนสิริฐานลูกค้าของบริษัทมีกลุ่มพิเศษอยู่กลุ่มหนึ่ง เรียกว่า “สิริ ไพออริตี้” ซึ่งจะต้องดูแลเป็นพิเศษ คัดเกรดกันที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคา 80 ล้านบาทขึ้นไป

ไม่ใช่มีแค่ 1 หรือ 2 ราย แต่แสนสิริมีลูกค้ามั่งคั่งอยู่ในมือถึง 200 กว่าราย ยังไม่ทันเปิดขายคนภายนอกลูกค้ามั่งคั่งก็อุดหนุนไปแล้ว 12 หลัง เฉลี่ยหลังละ 100 ล้านเพราะมูลค่าบ้านรวมกัน 1,280 ล้านบาท

เรายังไม่ได้เอกซเรย์ทั้งตลาดว่ามี “ลูกค้ามั่งคั่ง” ไปแหมะอยู่กับบริษัทไหน อีกจำนวนเท่าไหร่

พฤติกรรมซื้อเงินสดเพราะเศรษฐีกลัวดอกเบี้ย และดูเหมือนคนไทย 4.0 จะรวยเร็วเพราะอายุลูกค้าลดเหลือ 35-50 ปีเท่านั้นเอง

และอย่าได้เสียมารยาทไปถามเชียวนะว่าทั่นเหล่านี้ประกอบอาชีพอะไรบ้าง ที่เคยทราบๆ มาคือนักธุรกิจ ผู้ส่งออก คุณหมอ ฯลฯ

ยุคนี้คำตอบคือลูกค้าผู้มั่งคั่งไม่จำเป็นต้องทำอาชีพอะไรเลยก็ได้ มีกะตังค์-มีทรัพย์สินเยอะ อยากซื้อเก็บไว้ดูเล่น มีไรป่ะ