เป็นเวลาหลายปีแล้วที่มนุษย์พบเจอกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ตลอดจนสัญญาณของสภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากผลพวงต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมของมนุษย์ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง
แม้หลายประเทศทั่วโลกพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นรูปธรรมเสียที
ขณะที่ประเทศไทย พบว่าปัญหาการทิ้งขยะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และล่าสุดเรากำลังถูกมองว่าเป็น “ฮับขยะอิเล็กทรอนิกส์” ไปเสียอย่างนั้น
แต่ด้วยความหวังที่อยากจะทำให้โลกกลับมาเป็น “สีเขียว”
ทำให้หลายหน่วยงานทั้งในไทยเเละต่างประเทศ ยังคงขับเคลื่อนกิจกรรมด้านสิ่งเเวดล้อมรูปแบบต่างๆ มากมาย

รวมถึงการจัดแสดงผลงานภาพถ่ายกว่า 120 ภาพ โดยช่างภาพสิ่งแวดล้อมระดับโลกกว่า 80 ท่าน โดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิลูซี่ (Lucie Foundation) องค์กรที่สนับสนุนเหล่าช่างภาพจากทั่วโลกในการพัฒนาความสามารถด้านศาสตร์แห่งการถ่ายภาพ เเละหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดขึ้น
เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนเกิดจิตสำนึก โดยใช้ภาพถ่ายเป็น “สื่อ” เพื่อ “สะท้อน” วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม
ผ่านงานนิทรรศการ “Beyond The Air We Breathe: Addressing Climate Change” ครั้งเเรกในประเทศไทย

ฮุสเซน ฟามาร์นี่ ภัณฑารักษ์จากมูลนิธิลูซี่ ได้อธิบายถึงพันธกิจในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ว่า ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้คนตื่นตะลึง แต่จะกระตุ้นการรับรู้ถึงปัญหาไปยังผู้คนระดับสูงของประเทศ เพื่อนำไปสู่การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการคัดเลือกภาพถ่าย คือการถ่ายทอดผลพวงจากการกระทำของมนุษย์โดยตรงที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างรุนแรง

“เมื่อผู้เข้าชมได้มองดูภาพแล้วจะกลับไปย้ำคิดถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำของพวกเขา ที่อาจส่งผลถึงสิ่งแวดล้อม เเละจะมีคนในรุ่นต่อไปที่อนุรักษ์ทรัพยากรเหล่านี้ไว้” เป็นความคาดหวังของภัณฑารักษ์จากมูลนิธิลูซี่
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บอกว่า ไม่ต้องการให้ภาพถ่ายในงานนี้ เป็นชิ้นงานศิลปะนามธรรมที่ไม่สามารถตีความได้ เพราะภาพถ่ายแม้จะสะท้อนประเด็นปัญหาได้ชัดเจนมากแค่ไหนแต่ถ้าคนดูไม่เข้าใจสิ่งที่ช่างภาพต้องการจะสื่อ หรือไม่ได้อะไรกลับไปก็ไม่มีประโยชน์

ขณะที่ นัท สุมนเตมีย์ หนึ่งในช่างภาพสารคดีใต้น้ำชาวไทยที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกมูลนิธิลูซี่ เเละร่วมจัดเเสดงภาพถ่ายในนิทรรศการครั้งนี้ ระบุว่า ภาพถ่ายเป็นสื่อที่สะท้อนเหตุการณ์ให้เห็นอย่างชัดเจนและทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดหรือถ้อยคำในรายงาน
“ดังนั้น การตีความจากภาพถ่ายด้วยความเข้าใจส่วนตัวล้วนง่ายต่อการเข้าถึงและมีความลึกซึ้งยิ่งกว่า” นัทอธิบาย
เพราะการตีความของภาพไม่เพียงบอกถึงสิ่งที่ช่างภาพต้องการจะสื่อเท่านั้น หากแต่บ่งบอกถึงคุณค่าที่ไม่อาจตีค่าเป็นราคาได้

ช่างภาพสารคดีใต้น้ำชาวไทย ยังบอกอีกว่า ภาพถ่ายคือมุมมองของช่างภาพที่ถ่ายทอดออกมาเป็นประจักษ์พยาน แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่นั้น อยู่ที่ความเข้าใจของคนและนำไปเริ่มปฏิบัติ ซึ่งการนำผลงานที่ช่างภาพได้เดินทางไปบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกมารวบรวมในที่เดียวให้คนไทยได้ดูได้เห็นนับเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งผมเชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามมา
“สำหรับผมการถ่ายภาพทำให้ชีวิตมีคุณค่า ได้เดินทางออกไปเห็นโลกในที่ที่ใครอาจจะไม่ได้เห็นและถ่ายทอดเรื่องราวกลับมาให้ผู้คนได้รับรู้และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดหรือการกระทำบางอย่าง นี่คงถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง”
นัทยังให้ความเห็นเเละมุมมองที่น่าสนใจอีกว่า สังคมเมืองที่เราอยู่นั้นเป็นมายาคติที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งเราอาจพอเข้าใจได้ว่า โลกของมนุษย์เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนกฎบางประการของธรรมชาติ
“ทุกวันนี้โลกที่เราอยู่เป็นเหมือนโลกสมมุติ แต่โลกข้างนอกที่เป็นของสัตว์นั่นมันเป็นของจริง ลองเอาเงินไปให้ปลาวาฬมันก็ไม่รู้จะเอาไปใช้อะไร สิ่งที่มันต้องการคืออาหารและน้ำทะเลที่ใสสะอาด” นัททิ้งท้าย

เป็นบทสนทนาที่หวังจุดประกายให้ผู้คนลุกขึ้นและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิมๆ และหันมาสนใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น
สำหรับผู้สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ “ภาพ ถ่าย” เเละ “สิ่งเเวดล้อม” จากช่างภาพระดับโลก สามารถร่วมซึมซับผลงานที่เปี่ยมไปด้วยพลังและหาดูได้ยากนี้พร้อมกันที่ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งเเต่วันนี้ จนถึงวันที่ 2 กันยายน



