“ดิฉันคิดว่าประชาชนเสียสละมาตลอด แต่ว่ารัฐบาลก็ควรที่จะเสียสละบ้าง”
เป็นวาทะเด็ดจาก รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ ที่ฝากไปถึงภาครัฐหลังราคาน้ำมันและก๊าซมีราคาสูงลิบในช่วงที่ผ่านมา
หากลองมองย้อนกลับไปในรอบทศวรรษที่ผ่านจะพบว่าเรามีการปรับขึ้นราคาน้ำมันหลายครั้ง เเละทุกครั้งนำมาซึ่งปมปัญหาที่แก้ไม่ตก
เนื่องจากน้ำมันเเละก๊าซนับเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำมันเเพงหรือการหาทางออกเพื่อเเก้ปัญหาล้วนเเต่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง
แต่กลุ่มที่ดูว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นราคาก็คงหนีไม่พ้นประชาชนฐานราก นอกจากที่พวกเขาจะต้องสู้กับค่าครองชีพที่สูงแล้ว ยังจะต้องมาคอยตั้งรับกับราคาน้ำมันที่ไม่สามารถคาดเดาการขึ้นลงได้อีก
จึงไม่เเปลกที่ประชาชนหลายคนคิดว่าพวกเขากำลังถูกเอาเปรียบอยู่หรือไม่ ถึงเวลาหรือยังที่รัฐจะต้องออกมาชี้แจง และให้ความกระจ่างกับเรื่องนี้แบบจริงจังเสียที
อย่างไรก็ดี เรื่องราคาน้ำมันและก๊าซ นับเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับประชาชนในทุกชนชั้น

ทางออกปัญหาราคาน้ำมัน รัฐจับใครเป็นตัวประกัน?
เป็นหนึ่งคำถามที่เปิดประเด็นนำมันเเพงอย่างเผ็ดร้อน รสนาเผยว่า หากถามว่าปัญหาราคาน้ำมัน รัฐจับใครเป็นตัวประกัน คงตอบว่า รัฐจับทุกคนเป็นตัวประกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นภาคสินค้าการส่งออกหรือน้ำมันสำเร็จรูป ประเทศไทยถือเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และยังเป็นอันดับสองของการส่งออกในแถบอาเซียนอีกด้วย
รสนายังตั้งคำถามด้วยว่า ทำไมคนไทยยังต้องใช้น้ำมันในราคาที่แพงเทียบเท่ากับราคาส่งออกบวกค่าขนส่งไปยังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ
“เมื่อในปี 2520 ประเทศไทยเคยมีราคาน้ำมันที่ถูกกว่ามาเลเซียร้อยเปอร์เซ็นต์”
แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันไทยมีราคาที่สูง?
รสนาเผยว่า ส่วนของโรงกลั่นกับปั๊มน้ำมัน ส่งผลมากกว่ากลุ่มกองทุนน้ำมัน กองทุนอนุมัติพลังงานเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันไทยมีราคาที่สูงขึ้นจากเมื่อก่อน
“เคยยกตัวอย่างว่า หากดิฉันต้องซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารในบ้าน ซึ่งมีราคาถูกกว่าออกไปกินนอกบ้าน แต่รัฐบาลกำลังทำให้เราคิดว่า ปัญหาค่าน้ำมันของไทยที่กำลังประสบอยู่ตอนนี้ เป็นเหมือนการสั่งของที่จะต้องเสียค่าบริการดิลิเวอรี ทั้งที่สั่งในประเทศของตัวเอง ตรงนี้มองว่ามันไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ควรมีการปรับแก้ไขได้แล้ว” รสนากล่าว
และว่า เรื่องนี้มีการคุยกันมาตั้งแต่ปี 2542 แล้ว โดยไทยได้นำน้ำมันมากลั่นในประเทศ เชื่อว่ากลั่นถูกกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถูกสั่งให้ขายคนไทยแพงเหมือนราคาส่งออก พอการส่งออกมีมาก ก็ไม่ได้มีการปรับแก้ไขราคา ปล่อยเลยตามเลย ซึ่งปัญหาในเรื่องของราคาก็ไม่สามารถโทษโรงกลั่นได้ เป็นเพราะภาครัฐเริ่มต้นมาแบบนี้
“สมัยอดีตตอนที่ไทยผลิตโทรทัศน์สีเองไม่ได้ แต่พอเราผลิตได้ก็ไม่เคยมีเรื่องเก็บค่าอะไรเพิ่มเติมเหมือนค่าน้ำมัน จริงๆ เราควรเปลี่ยนรูปแบบให้มันทุกอย่างมีการวางแผนไปในรูปแบบเดียวกันหรือคล้ายกันได้แล้ว” รสนาทิ้งท้าย

ส่งเสียงอย่างไรให้ดังถึงหูรัฐบาล?
ด้าน คริส โปตระนันท์ นักธุรกิจ นักกฎหมาย เล่าว่า ความเข้าใจด้านน้ำมัน สิ่งที่น่าสนใจคือไม่ใช่แค่ราคาที่แพง แต่เรื่องใหญ่ที่น่าตามไปดูคือ “เอทานอล” โดยทั้งหมดเชื่อว่ามีการบิดเบือนราคาน้ำมันอยู่ อาจจะเป็นความตั้งใจให้คนไทยได้ใช้น้ำมันแพง เพื่อสนับสนุนเอทานอลหรือไม่
หากถามว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น น่าจะตอบได้ว่า เพราะเอทานอลเป็นความมั่นคงของพลังงาน แต่ในยุคโลกาภิวัตน์
“ในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน มีค่าส่วนต่าง 7 บาท คือส่วนที่นำมาสนับสนุนเอทานอล เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 1.2 ร้อยล้านบาท ซึ่งผมอยากแนะนำให้เปิดนำเข้าเอทานอลแบบเสรี เพราะราคาเอทานอลตอนนี้มันโหดร้ายต่อประชาชนมาก ยิ่งประชาชนระดับรากหญ้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 13 บาท หรือเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วต้องเจียดมาเสียในส่วนนี้ ซึ่งเอทานอลถูกจัดให้เป็นอุตสาหกรรมทารก เราต้องมานั่งคิดกันใหม่ว่าควรสนับสนุนโครงการนี้อยู่หรือเปล่า ต่อไปในอนาคตอาจจะเป็นภาระหรือไม่ เพราะอีกหน่อยประชาชนจะเปลี่ยนมาใช้อี20 กับอี85 ซึ่งที่จริงต้องคิดว่า เลือกตัดตรงไหนได้ก็ต้องตัด มันจะทำให้รายจ่ายและภาษีที่ต้องจ่ายลดลง” คริสกล่าว
ขณะที่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เป็นอีกผู้หนึ่งที่ประกาศเจตจำนงต่อปัญหา “น้ำมันเเพง” พร้อมส่งข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อด้วยกัน คือ
1.การลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม โดยการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม
2.คัดค้านการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้คงเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7 เปอร์เซ็นต์ เท่าเดิม
3.รัฐบาลจะต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายสิ้นเปลืองและฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงอยากแนะให้นำงบประมาณที่ปรับลดเหล่านี้ไปจัดสวัสดิการสังคมด้านต่างๆ ให้กับประชาชน

ตื่นตัวหรือตื่นตูม?
ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต หรือ “หมวดเจี๊ยบ” กล่าวว่า ตอนนี้เหมือนทุกภาคส่วนเริ่มตื่นตัวมากขึ้นว่าทำไมราคาน้ำมันถึงแพงขึ้น เกิดจากอะไร เกิดจากตรงไหน หากเราย้อนไปดูที่สัดส่วน เริ่มจากส่วนที่เห็นได้ง่าย คือป้ายราคาหน้าปั๊มน้ำมัน สัดส่วนที่เป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากค่ากลั่นน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นในประเภทต่างๆ
“ในส่วนของต้นทุนของราคาน้ำมันดิบ เมื่อเทียบสัดส่วนเเล้วเท่ากับ 2 ใน 3 ของราคาน้ำมัน ซึ่งในส่วนของค่าการตลาดควรดูว่าต้องใช้เรตราคาเท่าไหร่ถึงจะดี ซึ่งภาษีสรรพสามิตเป็นเส้นบางๆ ที่คั่นระหว่างสองส่วนเข้าไว้ด้วยกัน สงสัยว่าเราจะไปโฟกัสในส่วนที่ไม่สำคัญ เพราะจากการสำรวจจากประชาชน พบว่าที่กล่าวหาว่าเป็นส่วนที่ทำให้น้ำมันแพง เหมือนแพะของกรณีนี้ คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่นั่นก็เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลทุกยุคใช้มาอุ้มโรงงานน้ำมันมาโดยตลอด” เป็นความเห็นที่หมวดเจี๊ยบมองปมน้ำมันเเพง
ส่วนเเนวทางเเก้ไขนั้น มณีรัตน์ มิตรปราสาท จากพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย เสนอว่า ในเรื่องน้ำมันประชาชนเสียสละมามากแล้ว ทำไมไม่ตั้งคำถามกลับกันว่าภาครัฐว่าจะช่วยประชาชนได้อย่างไรบ้าง? พร้อมเสนอเเนะว่าควรให้ความรู้เเละอธิบายเรื่องนี้ให้ประชาชนทุกระดับเข้าใจตรงกัน
ไม่ให้เรื่อง “น้ำมัน” เป็นเรื่องเข้าใจยากอีกต่อไป
“เหมือนตอนนี้รัฐเอาเงินจากกระเป๋าเราไปเก็บไว้ สรุปแล้วกองทุนน้ำมันเป็นกองทุนที่คอยช่วยประชาชนจริงหรือไม่ ที่กล่าวว่า ‘น้ำมันหนึ่งหยดมีหลายค่ามาก’ ทำไมต้องใช้ภาษาที่ยุ่งยาก ควรใช้ภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจของประชาชนดีไหม และรัฐบาลไม่ควรทำให้ประชาชนมองน้ำมันเป็นสินค้าที่สิ้นเปลือง ดังนั้นควรมีการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด พร้อมอธิบายให้ประชาชนเข้าใจในทุกชนชั้น เพราะเกือบทุกคนล้วนแต่ต้องเสียภาษีให้กับน้ำมันทั้งนั้น” มณีรัตน์ทิ้งท้าย
ข้อเสนอทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งที่หวังส่งเสียงไปถึงรัฐบาล ส่วนการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด คงต้องติดตามกันต่อไป..

