ถอดรหัส”ธุรกิจ”ยุคเปลี่ยนผ่าน เฉลิมชัย มหากิจศิริ ไฮโซหมื่นล้าน

16.07.18 | 14:37 น.

ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของโลกดิจิทัล สร้างความเปลี่ยนแปลงและสั่นสะเทือนไปทุกวงการ รวมถึงด้านธุรกิจและการลงทุนที่ต้องปรับตัวตลอดเวลา

ไม่เว้นแม้แต่ในอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้าน ภายใต้การบริหารของ เฉลิมชัย มหากิจศิริ หรือ กึ้ง นักธุรกิจไฟแรง หัวเรือใหญ่บริษัท โทรีเซน ไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA (ทีทีเอ)

เขามองว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเรื่องสำคัญที่น่าจับตามอง

“การทำธุรกิจขณะนี้ต้องดูภาพรวมก่อนว่าอนาคตเป็นแบบไหน จะมาทำแบบวันต่อวันไม่ได้แล้ว ผมพูดตลอดเวลาว่าการทำธุรกิจไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่ทำอะไรดีแล้วมันจะอยู่ยาวได้ถึง 10 ปี โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่วันนี้วงจรธุรกิจ (Cycle Business) มันเร็วขึ้น แล้วการเข้ามาของโลกดิจิทัล ทำให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารเร็วขึ้น ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจก็เยอะขึ้น ทำให้การลงทุนเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด ดังนั้น เราต้องปรับเปลี่ยน ต้องคอยดูและคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในระยะเวลา 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือภายใน 6 เดือน” เป็นมุมมองของผู้บริหารหนุ่มวัย 39 ปี

เฉลิมชัย มหากิจศิริ หรือ กึ้ง เกิดวันที่ 4 พฤศจิกายน 2521 เป็นบุตรชายคนเดียว ของ ประยุทธ มหากิจศิริ เจ้าของฉายา “เจ้าพ่อเนสกาแฟ” ผู้ก่อตั้งอาณาจักร พีเอ็ม กรุ๊ป และเป็นเจ้าของโรงงานผลิตกาแฟให้กับ บริษัท เนสท์เล่ ประเทศไทย กับ สุวิมล มหากิจศิริ มีพี่สาวคือ อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานกรรมการบริษัท เคดีเอ็น จำกัด และน้องสาว คือ อุษณา มหากิจศิริ ทัพพะรังสี กรรมการบริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด

Advertisement

จบการศึกษาระดับ ม.4 จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นเข้าศึกษาต่อไฮสคูลที่อังกฤษ 2 ปี ก่อนเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่สหรัฐอเมริกา โดยคว้าปริญญาตรี สาขาเศรษฐกิจการเงิน จากมหาวิทยาลัยซัฟโฟล์ค สหรัฐอเมริกา ในปี 2544 และปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน จากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในปี 2547

ด้วยความขวนขวายที่จะเรียนรู้ เขาเริ่มต้นเข้าทำงานบริษัทคุณพ่อตั้งแต่เด็กและซึมซับการปฏิบัติงานมาโดยตลอด

เมื่อเรียนจบปริญญาโท เฉลิมชัยกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว โดยเริ่มต้นดูแลกิจการ สนามกอล์ฟ เลควูด คันทรี คลับ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการบริหารธุรกิจจากบริษัทในเครืออีกหลายบริษัท ทั้งบริษัท ไทยน็อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยฟิล์ม อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

ด้านการเมือง เฉลิมชัยเคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

นอกจากธุรกิจของครอบครัวแล้ว เฉลิมชัยยังบุกเบิกบริษัทของตัวเองขึ้นอีกมากมาย ทั้งด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และล่าสุดด้านอีมาร์เก็ตเพลส ภายใต้แบรนด์ 11Street

ปัจจุบัน เฉลิมชัยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีทีเอ โดยได้พิสูจน์ฝีมือพลิกฟื้น จากธุรกิจที่ขาดทุนต่อเนื่องมาเป็นกำไรได้สำเร็จ อีกทั้งสามารถปรับภาพลักษณ์ทีทีเอ เป็นบริษัทเพื่อการลงทุนชั้นนำ ที่ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในหลากหลายธุรกิจด้วยกัน

และในวันที่ “ธุรกิจ” กำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน คนทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบของ โลกาภิวัตน์ (Globalization) จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเข้ามาของดิจิทัล

จึงจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ทั้งหมด เพื่อบริหารอาณาจักรหมื่นล้าน ให้อยู่ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา

“ทีทีเอ” ดำเนินธุรกิจด้านใดบ้าง?

มีหลายการลงทุนที่อยู่ภายใต้ทีทีเอ ส่วนที่ 1 คือ บริษัท โทรีเซน ชิปปิ้ง เป็นเรื่องการเดินเรือ เรามีเรืออยู่ทั้งหมด 21 ลำ มีกำลังจุ 58,000 ตัน พร้อมทีมปฏิบัติงาน เป็นส่วนที่ทำรายให้ได้มากที่สุด

ส่วนที่ 2 คือ เมอร์เมด มาริไทม์ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการเรื่องเรือขุดเจาะและงานวิศวกรรมใต้ทะเลเรื่องพลังงาน

ส่วนที่ 3 คือ พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ หรือ PMTA จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นการทำธุรกิจปุ๋ยบาคองโก ที่ประเทศเวียดนาม

ส่วนที่ 4 คือ ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส หรือ UMS เป็นธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหิน ซึ่งเป็นส่วนที่ค่อนข้างจะท้าทายที่สุด เพราะอย่างที่ทุกคนรู้ว่าราคาถ่านหินจะไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ และผู้ใช้ถ่านหินก็ไม่เยอะเหมือนสมัยก่อน เราจึงพยายามลดต้นทุนและการขาดทุนให้น้อยที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนอีกหลายอย่างที่อยู่ภายใต้ทีทีเอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขนส่ง และธุรกิจด้านอาหาร เช่น พิซซ่า ฮัท และปีนี้มีแพลนว่าจะเปิดตัว ทาโก้ เบลล์ (Taco bell) ฟาสต์ฟู้ดสไตล์เม็กซิกันขึ้นชื่อของอเมริกา

ค่อนข้างครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย?

เหตุผลก็คือ มันมีธุรกิจที่มีอยู่เดิมไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินเรือ หรือเรื่องวิศวกรรมใต้ทะเลเป็นธุรกิจที่มีวงจรของธุรกิจ โดยส่วนใหญ่จะขึ้นขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกซึ่งไม่เกี่ยวกับบริษัท อย่างการเดินเรือสินค้า พอเกิดวิกฤตที่ประเทศหนึ่งมันก็อาจจะเกิดกระทบต่อธุรกิจได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ สิ่งที่เราทำได้คือพยายามหาเรือที่มีต้นทุนที่น้อยที่สุดและบริหารจัดการเรือให้มีต้นทุนให้ต่ำที่สุด และคาดการณ์เรื่องของดีมานด์และซัพพลายของเรือ รวมถึงดีมานด์ของคนใช้เรือด้วย ส่วนเรื่องวิศวกรรมใต้ทะเล ก็ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน เพราะถ้าราคาน้ำมันมากการขุดเจาะก็มีมากขึ้น

ดังนั้น เราเลยต้องหาธุรกิจส่วนหนึ่งที่อาจจะมีรายได้ที่มั่นคง (steady income) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกสักเท่าไหร่ เช่น ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยบาคองโค เพราะปุ๋ยต้องขายทุกปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการเกษตรเยอะขึ้นหรือน้อยลง รวมถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่ปุ๋ยมีรายได้ที่ค่อนข้างเสถียร แต่ที่เอาอาหารเข้ามา เพราะธุรกิจนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการไม่ได้ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ แต่ทั้งหมดจะช่วยให้ทีทีเอรายได้เสถียรมากขึ้น

มองโลกธุรกิจในปัจจุบันอย่างไร?

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าเป็นช่วงจุดเปลี่ยนของโลกนี้ ผมมองว่าการมีระบบดิจิทัลเข้ามา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมจะต้องปรับเปลี่ยนให้รับกับระบบดิจิทัลที่เข้ามา เพราะสิ่งที่คุณทำสำเร็จมาไม่ได้หมายความว่าคุณจะสำเร็จต่อไปเรื่อยๆ อะไรที่เกิดมาแล้ว 10 ปี ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่อย่างนั้นได้ตลอด

อย่างทีทีเอ จะวางแผนกลยุทธ์แบบแผน 5 ปีคงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะพอเป็นบริษัทโฮลดิ้ง (Holding company) มีหลายเซ็กเตอร์ ดังนั้น ต้องประเมินล่วงหน้าว่าแต่ละเซ็กเตอร์จะเป็นอย่างไร คู่แข่งเป็นอย่างไร ต้องปรับวิธีบริหารแบบไหนบ้าง ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สนใจด้านอีมาร์เก็ตเพลส?

ผมมองว่า อีคอมเมิร์ซ เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ วันนี้เมืองไทยก็ยังงงๆ กันอยู่ แต่ผมคิดว่าถ้ามองดีๆ ยังมีเซ็กเตอร์ที่น่าสนใจ ทุกคนสามารถทำงานตรงนี้ได้ แต่ต้องมองหายุทธศาสตร์ให้ชัดเจน ส่วนในเรื่องคู่แข่งผมว่า ถ้าเรากลัวเราก็ไม่ต้องทำอะไร ดังนั้น อย่าไปกลัว ความกลัวมันคือสิ่งที่เราคิดไปเอง

ยังมีธุรกิจด้านบันเทิงด้วย?

ด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์เป็นเรื่องที่ชอบครับ ได้เปิดบริษัท โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ 411ent เริ่มมาจากทำเล่นๆ แต่ตอนนี้ก็ทำมา 10 ปีแล้ว (หัวเราะ)

การทำด้านนี้มาจากแพสชั่น ความชอบ สมัยก่อนผมเคยแสดงละคร เคยอยู่ในวงการบันเทิง ก็พอมีความรู้บ้าง จากนั้นก็ถูกชักชวนให้ลองทำละครดู เรื่องแรกที่ทำคือ “ใต้ฟ้าตะวันเดียว” มี มาริโอ้ เมาเร่อ ร่วมแสดงกับดาราจากประเทศเกาหลี ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไม่มีใครเอาดาราหรือศิลปินเกาหลีมาเล่นละครไทย แล้วผมก็เป็นเจ้าแรกที่ใช้กล้องดิจิทัลถ่ายละคร ภาพก็จะคมชัดแต่มันแพงมากก็เลยไม่ได้กำไร แต่ผมเป็นคนชอบทำอะไรใหม่ๆ คิดอะไรแปลกๆ ที่คนอื่นไม่ค่อยทำกัน หลังจากนั้นก็ยังได้ร่วมงานกับทางเกาหลีในด้านบันเทิงอีกหลายครั้ง

ทราบมาว่าอยากทำหนังเกี่ยวกับ ถ้ำหลวง?

ความจริงผมชอบหนังครับ อยากจะทำหนังมาก คิดว่าอยากจะทำหนังเกี่ยวกับถ้ำหลวงด้วย ถ้ามีผู้กำกับที่สนใจแล้วมีพล็อตเรื่องดีๆ เกี่ยวกับถ้ำหลวงก็มาเสนอได้

สำหรับเรื่องถ้ำหลวงตั้งแต่ช่วงแรก ผมได้ประสานส่งของไปช่วยมีที่ส่องไฟก็ส่งไปให้จนหมดสต๊อก แล้วเรามีส่วนที่ทำงานด้านวิศวกรรมใต้ทะเล ก็ได้ส่งนักดำน้ำและคนที่หาซื้อเครื่องมือที่ช่วยเกี่ยวกับเรื่องการดำน้ำไปอยู่ที่นั่นด้วย เหตุการณ์นี้นับเป็นข่าวดีของคนไทยและคนทั่วโลกที่เด็กและโค้ชทั้ง 13 คนออกมาได้อย่างปลอดภัย ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ได้เห็นน้ำใจในการช่วยเหลือ และความร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือกันไม่ว่าปัญหาจะใหญ่ขนาดไหนก็สามารถแก้ไขได้

อยากแสดงเองด้วยหรือเปล่า?

จะเล่นเป็นเด็กก็คงไม่ไหว จะเล่นเป็นหน่วยซีลหุ่นผมก็ดีไม่พอครับ (หัวเราะ) แต่ถ้ามีบทบาทเหมาะสมก็อยากจะเล่นครับ ผมชอบเรื่องหนัง เรื่องการแสดง มันเป็นแพสชั่น ผมคิดว่าการแสดงมันสามารถหลุดการเป็นตัวเองและสามารถเป็นคนอื่นได้แป๊บนึง

ส่วนการแสดงถ้าให้เลือกผมว่าบทร้ายเล่นง่าย แต่บทดีเดี๋ยวคนไม่เชื่อ (หัวเราะ) แต่ที่ผ่านมาผมเล่นละครได้รับบทคนดีตลอด เพราะหน้าตาดูใจดี

มีการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ด้วย?

มีเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพด้วยสารสกัดจากผลไม้ เป็นนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เราร่วมศึกษาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในรูปแบบเครื่องดื่มลำไยสกัดเข้มข้น “P80” จะเปิดตัวเร็วๆ นี้

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ความจริงมีการวิจัยมาประมาณ 7-8 ปีแล้ว ซึ่งผมชอบเรื่องนวัตกรรม ในสิ่งที่ยังไม่เกิดและโลกยังไม่เจอ เลยมีการลงทุนกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งนวัตกรรมยังมีอยู่เยอะและมีมากกว่า 10 ปีแล้ว คิดว่าในช่วงนี้กำลังเริ่มจะทยอยออกมา

มีหลักในการตัดสินใจเลือกทำธุรกิจยังไง?

อันดับแรกต้องมองก่อนว่าธุรกิจนั้นมันมีอนาคตไหมเป็นธุรกิจ Sunset or Sunrise แล้วคุณหรือบริษัทอยู่ส่วนไหนของอุตสาหกรรมนั้น อยู่ในส่วนที่ไปได้หรือไม่ได้ ต่อมาก็ต้องดูแนวคิดของธุรกิจนั้นว่ามียุทธศาสตร์ หรือกลยุทธ์แบบไหน แนวคิดของบริษัทนั้นไปได้ไหม แล้วบุคลากรหรือคนที่จะพาธุรกิจไปตามเป้าหมายเป็นอย่างไร เพราะธุรกิจไม่สามารถดำเนินการได้ถ้าไม่มีคนทำงาน ซึ่งผมให้ความสำคัญเรื่องคนมาก เพราะถ้าคนทำงานเก่งเยอะธุรกิจก็จะมีโอกาสไปไกลได้ จากนั้นตามมาด้วยเงินที่จะทำให้เกิดธุรกิจนั้น

ถ้าธุรกิจที่คาดการณ์ว่าจะดี กลับไม่เป็นอย่างที่คิด จะทำอย่างไร?

ก็ต้องแก้ไขปัญหา แก้ไขสถานการณ์ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้ความคิดจากหลายคนเข้ามาช่วย ผมเชื่อว่าทุกอุปสรรคต้องมีทางออก แต่ทางออกที่เจอจะดีแค่ไหนเท่านั้นเอง

เวลาเจอปัญหาในชีวิต รับมือแบบเดียวกับปัญหาธุรกิจหรือเปล่า?

ธุรกิจกับชีวิต ก็คือคนครับ เราต้องกลับมายึดว่าทุกอย่างบนโลกนี้ก็คือคน ถ้าเรามีสติมีสมาธิที่ดี ก็จะสามารถคิดและแก้ปัญหานั้นได้

อย่างเรื่องอารมณ์ของตัวเอง บางทีไม่ได้อย่างที่ต้องการ บางครั้งไม่ได้อย่างที่คาดหวัง หรือเจอเรื่องที่คนอื่นมาทำกับเรา และเราไปทำให้คนอื่นเกิดอารมณ์เปลี่ยนแปลง ซึ่งพออารมณ์เพิ่มขึ้นความคิดก็จะแย่ ดังนั้น เราต้องใช้สติและสมาธิดึงความรู้สึกตรงนั้นให้กลับมาอยู่บนพื้นฐานอารมณ์ที่เป็นศูนย์

ผมว่าการตัดสินใจที่แย่ที่สุดคือการตัดสินใจบนอารมณ์ที่เหวี่ยง เขาถึงบอกว่า อย่าเพิ่งบอกเลิกกันตอนทะเลาะหรือโกรธกัน

ประสบความสำเร็จด้านการงานวางแผนจะสร้างครอบครัวหรือยัง?

ตอนนี้โฟกัสเรื่องงานครับ (หัวเราะ) เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ผมเชื่อในบุพเพสันนิวาส ผมว่าบุพเพฯอาจจะยังไม่บอกให้ผมต้องแต่งงาน

ผมเคยตั้งแบบของผู้หญิงไว้ว่าต้องเข้าใจกันได้ ผมเชื่อว่าการแต่งงานสุดท้ายคือความเป็นเพื่อนถึงจะอยู่ด้วยกันได้ เพราะความรักความเสน่หามันสามารถหมดไปได้ตามระยะเวลา

คุณพ่อกดดันอยากอุ้มหลานไหม?

ต้องถามคุณพ่อดีกว่าครับ (หัวเราะ) กดดันอยู่ทุกวัน (หัวเราะ) แต่ผมมีหลานแล้วทั้งหมด 5 คน สำหรับผมเมื่อก่อนอยากแต่งงานเพราะอยากมีลูก แล้วพอมีหลานก็รักหลานเหมือนกับลูก แล้วอยู่กับหลานเหนื่อยมาก เลยรู้ว่าถ้าต้องเลี้ยง 24 ชั่วโมงไม่ไหวแน่ แล้วการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งเราต้องให้พลังงาน ให้ความรู้ ดูแลให้เขาเติบโตขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเด็กเหมือนผ้าขาวอยู่ที่ว่าเราจะเอาข้อมูลอะไรใส่ให้เขา อย่างหลานของผมวันหนึ่งเขามาบอกว่า “กลัว” ซึ่งผมไม่เคยสอนคำว่ากลัวให้เขาเลยแล้วไปเอาคำนี้มาจากไหน เขาก็บอกว่าสัตว์ประหลาด ผมโมโหมากไปต่อว่าพ่อแม่เขา ปรากฏว่าเป็นพี่เลี้ยงเอายูทูบสัตว์ประหลาดให้ดูแล้วขู่เขาว่า ถ้าไม่นอนตัวนี้จะออกมา ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจว่าเด็กที่โตมาแต่ละคนมีความคิดไม่เหมือนกัน เพราะถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน ข้อมูลที่ใส่ไปไม่เหมือนกัน

วันนี้ผมกับหลานคือการให้ข้อมูลกับเขา และผมจะบอกพ่อกับแม่ของหลานว่าเราเป็นพ่อแม่เขาไม่ได้นานหรอก สุดท้ายเราต้องเป็นเพื่อนเขา เพราะเด็กตอนนี้เกิน 10 ปีฉลาดกว่าเราแล้ว

ความจริงการมีครอบครัวก็ดีครับ แต่ตอนนี้ผมโฟกัสเรื่องงานสำคัญกว่า อย่างที่บอก 2-3 ปีนี้เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง เลยไม่ได้โฟกัสว่าจะต้องหาคู่ครอง

เคยทำงานการเมือง คิดอยากจะทำด้านนี้อีกหรือเปล่า?

จริงๆ ตอนทำงานด้านการเมืองได้ความรู้เยอะ ได้เรียนรู้ระบบของประเทศว่าทำงานอย่างไร ถ้าถามว่าสนใจจะทำงานด้านการเมืองอีกไหม ตอนนี้ผมยังมีสิ่งที่ต้องทำ ยังต้องดูแลครอบครัว ดูแลหลาน ดูแลคนที่ทำงานในบริษัททุกคน ยังอยากโฟกัสกับธุรกิจก่อน ถ้าธุรกิจเข้มแข็งทุกอย่างก็เป็นเรื่องของอนาคต เพราะผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ถ้ามีอะไรที่สามารถช่วยให้ประเทศไทยดีขึ้นได้ ถ้าตัวเองมีความรู้ในการช่วยพัฒนาประเทศให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้ก็อยากทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งไหน

มองสถานการณ์การเมืองขณะนี้อย่างไร?

การเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ การเมืองของเรามีการเปลี่ยนแปลงมาเยอะ มีความหลากหลายแล้วประชาชนต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับบริษัทแต่ละแห่งก็จะมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ไม่เหมือนกัน บางคนก็อยากจะทำแบบนี้โดยเห็นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีและถนัด แต่ซีอีโอบางคนก็มองอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้ามองระยะยาวในฐานะบริษัท การเปลี่ยนแปลงทิศทางบ่อยๆ ก็จะมีทั้งดีและไม่ดี คือถ้าเปลี่ยนให้ทันกับเหตุการณ์ของโลกปัจจุบัน ให้มีความสามารถแข่งขันกับเขาได้ ก็ควรจะเปลี่ยน