กลิ่นหอมของข้าวหุงใหม่จากกระบอกไม้ไผ่กับเนื้อหมูแดดเดียว มื้อกลางวันง่ายๆ แบบเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายามออกลาดตระเวน เป็นเสน่ห์ที่เราได้สัมผัสเต็มๆ กับทริปแรกของการเดินป่าที่สร้างความประทับใจอย่างที่สุด
ความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสผืนป่าตะวันตกที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ได้ตามรอย “ผู้พิทักษ์ป่า” และตามดูร่องรอยที่อาศัยของสัตว์ป่า ที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี แม้จะเป็นการเดินป่าที่แสนจะทรหดอดทน แต่การต้อนรับอันอบอุ่น ความสนุก ความฮา ความอึดถึกทน โดยมีพี่ๆ เจ้าหน้าที่ คอยดูแลเอาใจใส่ ซ้ำยังร้องเพลงดีดกีตาร์ให้ฟัง ท่ามกลางบรรยากาศป่าเขากับมื้อกลางวันรอบกองไฟ ทำให้ความเหนื่อยล้าหายไปสิ้น
จากนั้นออกเดินทางไปชมทัศนียภาพในมุมสูง ด้วยการปีนเขาโดยการนำทางของเหล่าผู้พิทักษ์ป่า ที่ไม่มีแม้แต่บันไดลิง หรือเชือกให้เกาะ แต่การที่จะขึ้นไปได้นั้น ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญนำทาง และทักษะการปีนป่ายของตนเอง จึงได้ขึ้นไปรับลม ชมวิวสวยๆ บนยอดเขาของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ บอกเลยว่า ทำเอาหอบอยู่เหมือนกัน
นี่เป็นเพียงทริปสั้นๆ เฉพาะกิจที่ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด พาไปสัมผัสกับเสี้ยวหนึ่งของชีวิตข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ต้องทำหน้าที่ปกปักรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าโดยมีชีวิตตนเองเป็นเดิมพัน

สำหรับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี เป็นผืนป่าฝั่งตะวันตก ที่มีพื้นที่ 1,107 ล้านไร่ ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมด 17 แห่ง มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด จึงทำให้การดูแลป่า มีความเข้มข้น และเป็นภาระหน้าที่ที่หนักพอสมควร
ไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี เล่าให้ฟังว่า หน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติคือ การเฝ้าระวังการกระทำความผิด สำรวจสภาพผืนป่าด้วยการลาดตระเวน โดยแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆ ทั้งหมด 15 หน่วย ลาดตระเวนอย่างน้อยครั้งละ 2 คืน
“ในส่วนของการลาดตระเวน เราจะมีการเก็บข้อมูลในด้านวิชาการด้วย เพราะในการตรวจป่า เราก็ไม่ได้เลือกดูเฉพาะร่องรอยการกระทำผิด เราสามารถดูร่องรอยของสัตว์ป่า ที่เราพบตามเส้นทางเดิน ซึ่งในป่ามันไม่มีทางให้เดินหรอกครับ เราเดินตามรอยเท้าของสัตว์เป็นหลัก ส่วนใหญ่พวกเราจะเดินตามเส้นทางเดินของช้างป่า เพราะในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี มีสภาพผืนป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีจำนวนช้างมากถึง 250 ตัว” หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระบอก และว่า
การเก็บข้อมูลของผู้พิทักษ์ป่าทั้งหลายได้มาจากกล้องดักถ่ายสัตว์ป่าที่ติดตั้งอยู่เป็นจุดๆ ทั่วผืนป่า จึงได้เห็นผู้ล่าอย่างเสือชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นสัตว์จำพวกบนสุดของห่วงโซ่อาหารเป็นจำนวนมาก ไม่นับบรรดาสัตว์เล็กสัตว์น้อย อย่าง ลิง ค่าง หรือนกยูง ฯลฯ ทำให้เห็นว่าป่าผืนนี้เป็นป่าที่สมบูรณ์ เต็มไปด้วยสัตว์ป่า และธรรมชาติที่ยังคงความเป็นป่าเอาไว้ได้อย่างดี

ความสำเร็จในเนื้องานของผู้พิทักษ์ป่าอีกอย่างหนึ่งก็คือ การบล็อกหรือป้องกันผืนป่าไม่ให้ถูกรุกราน ในหลายครั้งจึงมีการจับกุมชาวบ้าน และกลุ่มคนที่เป็นนักล่าสัตว์ป่าบ้าง ฐานบุกรุกผืนป่า โดยการกระทำผิดที่พบเจอมากที่สุด หัวหน้าไพฑูรย์บอกว่า หนีไม่พ้นการเข้าไปถางป่า, ล่าสัตว์ และตัดไม้ทำลายป่า โดยมักจะมีข้ออ้างว่าเข้าไปหาของป่าเล็กๆ น้อยๆ แต่ความจริงแล้วมีทุนสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่
“หากผู้พิทักษ์ป่าสามารถรักษาจำนวนต้นไม้ และปกป้องไม่ให้มีการรุกรานผืนป่าหรือเข้ามาทำการล่าสัตว์ได้แล้ว ตรงนี้ผมถือว่าเป็นความสำเร็จอันสูงสุดของอาชีพคนเฝ้าป่าอย่างเราแล้วครับ” พร้อมกับยืนยันว่า

ผู้พิทักษ์ป่าเป็นอาชีพที่ต้องเสี่ยงอันตรายอยู่เสมอ ค่าตอบแทนที่ได้มาก็แทบจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้มีน้อยคนนักที่อยากจะมาทำงานที่ลำบากเช่นนี้ คนที่เข้ามารับหน้าที่ตรงนี้ จึงล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีใจรักในผืนป่าและสัตว์ป่า ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ป่า
สำหรับการเตรียมความพร้อมในการเข้าป่าในแต่ละครั้ง หัวหน้าไพฑูรย์เล่าว่า การเตรียมพร้อมร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด รวมถึงเสบียงอาหารและยาต้องมีพร้อมต่อการดำรงชีพในป่า จะขาดก็แต่ “น้ำ” ที่ไม่ได้พกไป เพราะมีน้ำหนักมากเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง อาศัยไปหาเอาข้างหน้า แต่น้ำที่มีก็ไม่สะอาดพอ ในอดีตจึงมีกรณีของการเสียชีวิตจากโรคฉี่หนูเพราะดื่มน้ำจากแหล่งน้ำขังแล้วไม่มีการต้มเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคก่อน
“ส่วนใหญ่ที่เตรียมไปเป็นอาหารแห้งครับ พวกปลาแห้ง หมูแห้ง บางทีเราก็แบกเครื่องแกงไปด้วย เพราะเรื่องผักก็หาในป่าได้ แต่ก็จะกินเท่าที่มี เราจะประเมินไว้ว่าจะเข้าไปกี่วัน กินคนละเท่าไร ซึ่งในทุกครั้งก็จะกำหนดปริมาณอาหารอยู่แล้ว”
หัวหน้าไพฑูรย์อธิบายถึงการเตรียมความพร้อมในเบื้องต้น ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของอาหารการกินในป่า สภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนในแต่ละฤดูกาลก็เป็นอีกปัญหา เพราะการเดินเท้าลาดตระเวนกลางผืนป่านั้น ฤดูฝนต้องเผชิญกับความเฉอะแฉะของพื้นดินตลอดการเดินทาง ถ้าเป็นฤดูหนาวภายในป่าจะมีความหนาวเย็นกว่าอากาศภายนอก ยังไม่นับรวมอันตรายจากผู้ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในผืนป่า รวมถึงสัตว์ป่าและแมลงที่มีพิษอันตราย จึงมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้สูง
แน่นอนว่า เรื่องการดูแลสุขภาพตัวเองนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง ต้องรอให้เจ็บหนักจริงๆ จึงไปรักษาตัว รวมถึงหลายคนยังขาดความรู้ในการดูแลสุขภาพหรือปฐมพยาบาลเบื้องต้น การไปตรวจสุขภาพประจำปี จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เองก็ละเลยเช่นกัน
เป็นที่มาของการจัดกิจกรรมการตรวจสุขภาพประจำปี ให้แก่ผู้พิทักษ์ป่า ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี มาให้บริการในครั้งนี้ รวมทั้งตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและความดันโลหิตให้กับเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าทุกคน
ปริญญา เปาทอง ผู้อำนวยการประสานงานองค์กร บริษัท ไบโอฟาร์ม บอกว่า สิ่งที่ไบโอฟาร์มตั้งใจมาตลอด คือการโอบอุ้มดูแลทุกคุณค่าชีวิต และส่งเสริมกำลังใจให้กับผู้พิทักษ์ป่า ที่เสียสละเฝ้าป่าอันเป็นลมหายใจของพวกเราทุกคน ซึ่งโครงการ 45 ปี ไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน…เติมยา เติมความห่วงใย ได้มอบตู้ยา จำนวน 450 ตู้ และถุงยารวมทั้งสิ้น 900 ถุง
ด้วยหวังเป็นส่วนเล็กๆ ที่จะเข้าไปช่วยสร้างขวัญ กำลังใจให้กับเหล่าผู้พิทักษ์ป่าได้บ้าง เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้มีสุขภาพที่ดี และพร้อมสำหรับการดูแลผืนป่าของไทยต่อไป


เปิดใจหญิงเหล็กหนึ่งเดียว
‘ฑิฆัมพร ตั้งพันธ์’
ด้วยภารกิจการดูแลผืนป่า “หนักหนา” พอสมควร เราจึงมักพบเห็นเจ้าหน้าที่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ เพราะบางเนื้องาน อาจจะไม่เหมาะกับสุภาพสตรีสักเท่าไร แต่ไม่ใช่กับ “ฑิฆัมพร ตั้งพันธ์” หรือ รุ้ง นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ ของสำนักอนุรักษ์พื้นที่ที่ 3 กรมอุทยานแห่งชาติ เป็น 1 ในผู้หญิงไม่กี่คนที่รักในอาชีพนี้ และเสียสละตนมารักษาผืนป่า
ฑิฆัมพรเล่าว่า ตั้งใจจะทำงานในด้านนี้ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว จึงได้เลือกเรียนคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้สอบบรรจุมาเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้โดยตรง เพราะคิดว่าทำงานอะไรก็ได้เงินเหมือนกัน แต่ถ้าเลือกงานที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วยก็น่าจะดีกว่า ซึ่งในมุมมองของผู้หญิงด้วยกันอาจดูเป็นงานที่หนักเกินไป แต่หากมีใจรักในงานแล้ว ไม่ว่าจะหนักแค่ไหนก็สามารถเลือกที่จะทำได้ทั้งนั้น
“อาจเป็นเพราะดิฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด ลูกชาวสวนชาวไร่ จึงไม่ค่อยกลัวความลำบากสักเท่าไหร่ พอเข้ามาเรียนก็ลงสมัครสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ในทุกปีที่เปิดรับ มีการฝึกงานภาคสนาม จึงได้ใช้ชีวิตในป่า เก็บข้อมูลในป่า เดินป่า ผ่านการศึกษาธรรมชาติ ได้กินในป่า นอนในป่า พอได้ปฏิบัติจริง ก็รู้สึกว่าอาชีพนี้มันไม่ได้มีข้อจำกัดสำหรับผู้หญิงเลย” ฑิฆัมพรกล่าว และว่า
ถ้าถามว่า ในการทำงานมีความลำบากกว่าผู้ชายมากน้อยเพียงไหน ปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องห้องน้ำที่ผู้หญิงจะค่อนข้างลำบาก นอกนั้น หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็ไม่ต่างจากผู้ชายสักเท่าไร เช่น การออกไปลาดตระเวน นอนเปล หุงหาอาหารในป่า ซึ่งในช่วงแรกอาจจะหนักหน่อย แต่ตอนนี้ชินแล้วกับชีวิตแบบที่ได้เลือก จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา
ทำให้รู้ว่าสุขภาพและยารักษาโรค เป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตมากเลยทีเดียว



