18 วัน 13 ชีวิต ‘หมูป่าติดถ้ำหลวง’ ปฏิบัติการกู้ภัย ครั้งประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจำ

18.07.18 | 17:23 น.

เป็นหนึ่งในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งสำคัญของประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก

สำหรับเหตุการณ์การช่วยเหลือทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะเคดามี่ ทั้ง 13 ชีวิตที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นเวลา 18 วัน

ปฏิบัติการพาหมูป่ากลับบ้านครั้งนี้ เเม้มีการนำเสนอกันแบบเรียลไทม์บนสื่อต่างๆ เเต่ยังมีเบื้องหลังอีกไม่น้อยที่หลายคนยังไม่รู้ โดยเฉพาะคนทำงานในพื้นที่จริง

ในช่วงเเรกทุกคนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่เเละสื่อมวลชนจะรวมตัวกันอยู่บริเวณหน้าถ้ำที่เป็นพื้นดินโคลนมีน้ำท่วมขัง ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดแล้วยังมีฝนตกลงมาหลายครั้ง แม้การทำงานจะมีความยากลำบากพอสมควร เเต่ทุกคนต่างทำหน้าที่อย่างเต็มที่

อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ คือ รองเท้าบู๊ต เสื้อกันฝน และหมวก ทุกคนต่างสวมใส่จนกลายเป็นเครื่องแบบหน้าถ้ำหลวงไปเเล้ว

Advertisement

เเละด้วยพื้นที่ที่จำกัด รวมถึงการเดินทางที่ไม่สะดวก เนื่องจากรถข่าวไม่สามารถนำเข้ามาในพื้นที่ได้ จะต้องจอดไว้ที่ด้านหน้าทางเข้าวนอุทยานและเดินเท้าขึ้นเขาเพื่อไปยังบริเวณหน้าถ้ำและศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (ศอร.) ที่ใช้เป็นจุดแถลงข่าวเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ทำให้เจ้าหน้าที่เเละแพทย์สนามปักหลักหน้าปากถ้ำปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาเเละช่วยชีวิตทั้ง 13 คน

ขณะที่สื่อที่ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปักหลักอยู่บนถ้ำหลวง โดยอาศัยเต็นท์สนามและเก้าอี้เป็นที่นอน

ต่อมาเพื่อการทำงานที่สะดวกมากขึ้น ได้มีการขยับพื้นที่สื่อ จากหน้าถ้ำลงมายัง อบต.โป่งผา ที่อยู่ด้านล่าง

อเล็กซ์ เลเวียร์ (ซ้าย) -มาร์ซิน ฟินโควสกี้(กลาง)

สำหรับมุมมองสื่อจากต่างชาติที่ได้เข้ามาเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดหลายวัน อย่าง มาร์ซิน ฟินโควสกี้ โปรดิวเซอร์ข่าวจากสถานีโทรทัศน์ ทีวีเอ็น ประเทศโปแลนด์ ระบุว่า ตลอดการทำงานทุกวันจะมีสื่อมวลชนจากต่างชาติหลากหลายประเทศทยอยหลั่งไหลกันเข้ามายังพื้นที่ ในเเต่ละวันต้องจับตามองแผนการนำตัวเด็กออกมาจากถ้ำ

“ความปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ในช่วงแรกของการทำงานสื่อยังไม่ค่อยกระตือรือร้นกันมากเท่าไร จนกระทั่งมาถึงวันที่มีข่าวดีว่าพบเด็กทุกชีวิตที่ติดอยู่ภายในถ้ำ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต่างรู้สึกดีใจ ทุกคนก็พยายามที่จะเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเต็มที่สุดความสามารถเท่าที่จะทำได้ ส่วนในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ที่ทางการไทยได้กำหนดออกมาระหว่างการทำงานภายใต้สภาวะวิกฤตนั้นเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำ แต่โดยส่วนตัวแล้วมองว่าสื่อมวลชนควรจะมีอิสระในการเดินไปไหนมาไหน และสามารถถามอะไรก็ได้ แต่หากถามว่ากระทบต่อการทำงานหรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับต้นสังกัดของแต่ละประเทศนั้นว่าเขาต้องการที่จะนำเสนออะไร หรือนำเสนออย่างไร”Ž เป็นมุมมองจากนักข่าวโปแลนด์ กับการเกาะติดปฏิบัติการช่วย 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง

เเละเนื่องจากเหตุการณ์นี้เป็นปฏิบัติการระดับนานาชาติ ทำให้ ล่ามŽ เป็นบุคคลที่ขาดไม่ได้

อเล็กซ์ เลเวียร์ ล่ามชาวต่างชาติจากประเทศฝรั่งเศส เล่าว่า ตั้งแต่ช่วงแรกของปฏิบัติการกู้ชีพทีมหมู่ป่าทั้ง 13 ชีวิต อยู่บนถ้ำหลวง ตลอดจนการทำงานกับสื่อมวลชนในฐานะล่าม ในช่วงอาทิตย์ที่ 2 ที่มีการย้ายลงมายังที่ทำการ อบต.โป่งผา เเม้จะมีความขรุขระทั้งเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น จำนวนเต็นท์ที่พัก อินเตอร์เน็ต และไฟฟ้าซึ่งยังไม่พร้อมที่จะรองรับคนจำนวนมาก รวมถึงปัญหาเรื่องการทำงานระหว่างสื่อที่ต้องแย่งกันสัมภาษณ์ในจุดที่ภาพออกมาดีที่สุด เเต่สุดท้ายทุกอย่างก็ดีขึ้น เพราะเริ่มมีความเข้าใจกันและทำงานกันด้วยความสบายใจ

“ผมว่าสื่อไทยทำตามกฎเยอะกว่าสื่อต่างประเทศที่พยายามเข้าไปยังพื้นที่หวงห้าม รวมถึงอีกหลายอย่างที่ไม่ควร เขาก็โดนต่อว่าไปเยอะ ผมเป็นล่ามก็ได้อธิบายให้ฟัง เขาก็เข้าใจและปรับตัว ผมมองว่าทุกคนควรทำตามกฎและช่วยเหลือกันทุกอย่าง อยากให้เข้าใจว่านี่เป็นภารกิจที่ต้องช่วยเหลือเด็ก การที่มาแย่งเอาภาพหรืออะไรก็ไม่ควรทำŽ”

เมื่อถามถึงความแตกต่างในการทำงานในภาวะเดียวกันนี้หรือในเหตุการณ์ภัยพิบัติในต่างประเทศเป็นอย่างไร อเล็กซ์เล่าว่า ที่ต่างประเทศไม่ได้มีระเบียบบังคับมากขนาดนี้ จะเดินไปไหนมาได้ก็ได้ แต่ก็ต้องแล้วแต่กรณีด้วย

ล่ามจากฝรั่งเศสยังบอกอีกว่า นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคด้านภาษาที่ทำให้ข่าวคลาดเคลื่อนได้เนื่องจากล่ามอาจแปลผิด หรือเกิดจากความเข้าใจผิดของสื่อต่างชาติซึ่งเขาคิดไปไกลกว่าคนไทยมอง เช่น สำนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่งได้ลงข่าวในเฟซบุ๊ก อย่างสับสนเนื่องจากบางประเด็นยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางการไทยด้วยซ้ำ

สำหรับปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้นอกจากจะได้เห็นความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาทั้งในไทยเเละต่างประเทศเเล้ว ยังได้เห็นถึงความมีน้ำใจของคนไทย รวมถึงบุคคลสำคัญที่เป็นฮีโร่ตัวเล็กๆ กว่าร้อยชีวิตที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยหมูป่าทั้ง 13 ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ชาวบ้านและจิตอาสามากมายที่สลับหมุนเวียนกันขึ้นมาคอยบริการและให้ความช่วยเหลือ ทั้งการหุงหาอาหาร จัดหาน้ำดื่ม ล้างห้องน้ำ แม้กระทั่งการนวดหรือตัดผม

ปรากฏเป็นภาพความประทับใจบนสื่อทุกเเขนงทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ เเละสื่อออนไลน์

แสงอิน ลีไพบูลย์ หรือ ป้าล่า แม่ครัวใหญ่ประจำโรงครัวพระราชทานที่ประจำอยู่บริเวณวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในประชาชนจิตอาสาที่ร่วมอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการช่วยผู้ประสบภัยติดถ้ำทั้ง 13 คน ได้เล่าการทำงานจิตอาสาบนถ้ำหลวงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่า ”ไม่มีอะไรยากลำบาก”Ž

“ส่วนตัวไม่ได้เป็นแม่ครัวใหญ่อะไร เพียงแต่คนที่นี่พากันเรียกเช่นนั้น ปกติเป็นเเม่ค้าขายบัวลอยอยู่ที่หอนาฬิกาทางตัวเมืองŽ”

ป้าล่าเล่าต่อว่า เดินทางไป-กลับระหว่างบ้านกับถ้ำหลวง ทำอาหารไปส่งมื้อละ 1,000 กล่อง บางวันสูงถึง 5,000 กล่อง มีจิตอาสามาช่วยรวมแล้วหลักร้อยคน

แสงอิน ลีไพบูลย์

บุญช่วย มักน้อย อายุ 51 ปี กู้ภัยจิตอาสาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่เดินทางไปช่วยเหลือถึงถ้ำหลวง เล่าว่า มีหน้าที่ลากสายไฟและสายโทรศัพท์เข้าไปในถ้ำ รวมทั้งช่วยสูบน้ำออกจากถ้ำ เนื่องจากที่ผ่านมาประสบการณ์จากการกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เคยช่วยชีวิตผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งออกจากซากตึกโรงแรมรอยัลพลาซ่าที่ จ.นครราชสีมา และมีประสบการณ์ในการดำน้ำ แต่ปัจจุบันหารายได้จากทำงานรับจ้าง เมื่อทราบข่าวมีเด็กติดในถ้ำจึงเดินทางไปช่วยเหลือทันที

“ผมยอมรับการทำงานของหน่วยซีลว่าสุดยอดมาก รวมทั้งทีมเจ้าหน้าที่ทั้งหมดทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเด็กให้ออกมาอย่างปลอดภัยŽ”

บุญช่วยเล่าต่อว่า จากการทำงานในถ้ำมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่หน่วยซีล ได้ทำงานเหมือนเป็นเพื่อนสนิท รวมทั้งจ่าแซมที่เสียชีวิตก็มีโอกาสได้พูดคุยและทำงานร่วมกัน ส่วนตัวภูมิใจมากที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ 13 ชีวิต

“หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจช่วยเด็กได้อย่างปลอดภัย ขอให้คนไทยทุกคนที่ส่งแรงใจไปช่วยเหลือ มีความสุขจากความรักความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว อย่าขัดแย้งมีความแตกแยกเหมือนที่ผ่านมา ขอให้ใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสเพื่อสร้างความสุขในหัวใจของคนไทยทุกคน และขอให้เด็กทุกคนที่ได้รับการช่วยเหลือประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม”Ž บุญช่วยทิ้งท้าย

เป็นเรื่องราวจากคนตัวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งประวัติศาสตร์เพื่อการช่วย 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง

บุญช่วย มักน้อย