เพราะกรุงศรีไม่ได้มีแต่สงคราม เปิดทีละหน้า ประวัติศาสตร์’อยุธยา’ ผู้คน การค้า การเมือง การบันเทิง

20.07.18 | 19:54 น.
ซ้าย-‘อะวาโมริ’ สุราประจำท้องถิ่นของโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาจากเหล้าขาวของอยุธยา ปัจจุบันมีโรงผลิตเหล้าชนิดนี้มากกว่า 50 แห่ง โดยมียี่ห้อดังๆมากกว่า 150 ยี่ห้อ กล่าวกันว่าเทคนิคการผลิตไหของอยุธยาทำให้เหล้ามีกลิ่นหอม และรสกลมกล่อม ขวา-อยุธยาประกอบด้วยผู้คนหลากชนชาติ หนึ่งในนั้นคือ "แขกมัวร์" คำเรียกรวมชาวมุสลิมจากเปอร์เซีย อาหรับ ออตโตมานและอินเดีย ภาพจากจิตรกรรมวัดเกาะแก้วสุทธาราม เพชรบุรี

“ประวัติศาสตร์อยุธยาที่ผ่านมาเป็นประวัติ ศาสตร์สงคราม ทำให้รู้สึกว่าเพื่อนบ้านคือศัตรู คอยนับว่ารบกับใครกี่ครั้ง แต่ความจริงแล้วอยุธยามีการค้า มีผู้คน มีชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งหายไปจากตำราเรียนของเด็กในปัจจุบัน”

นี่คือคำกล่าวของ ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในคณะบรรณาธิการ “อยุธยา : Discovering Ayutthaya” ในงานเปิดตัวหนังสือดังกล่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ในการตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 7 หลังจากเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2546 โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ก่อนจะกลายเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาเสียเอง เปล่าเลย ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งของการพิมพ์ หากแต่เพราะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาเล่มแรกๆ ก็ว่าได้ที่ให้ความสำคัญอย่างแท้จริงกับประวัติศาสตร์ในด้านอื่นๆ ของกรุงศรีอยุธยานอกเหนือจากการรบพุ่งมุ่งเน้นประเด็นรบราฆ่าฟันและป้องกันเอกราชแต่เพียงอย่างเดียว

กำแพงเมือง และป้อมปราการอยุธยาจากแผนที่ของ ฟรองซัวส์ วาเลนทิน ค.ศ.1726 (พ.ศ.2269)

ดังเช่นที่ ศ.เกียรติคุณ ดร.เพ็ชรี สุมิตร ราชบัณฑิต ผู้กล่าวเปิดงาน ย้ำชัดว่า หนังสือเล่มนี้ ไม่เพียงเล่าเรื่องอยุธยาในบริบทประวัติศาสตร์แล้วยังมีเรื่องของแม่น้ำลำคลองแผนที่ฝรั่ง วัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องชาวบ้านที่มีสีสัน หาที่อื่นไม่ได้ นอกจากเล่มนี้ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา ภาพประกอบ แผนที่ เรื่องราวหลากหลาย

“แม้ปัจจุบันหนังสือเกี่ยวกับสมัยอยุธยามีหลายแบบ ทั้งตำรา เอกสารวิชาการ แต่บางครั้งเข้าถึงยาก มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ฯ เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างอยุธากับสังคม จึงพยายามเผยแพร่งานมากขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณนักวิชาการที่ร่วมกันปรับปรุงออกสู่สายตามหาชน”

เรือกำปั่นฝรั่งและชื่อบริษัทวีโอซี บนป้ายบ้านฮอลันดา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานของบริษัทดังกล่าวที่เข้ามาค้าขายกับอยุธยาโดยมีบทบาททางการค้าสูง มีกองก..ลังทงทะเลหนุนหลังจึงมีอำนาจต่อรองมาก

นักวิชาการที่ว่านี้ ไม่ใช่มีแค่คนสองคน หากแต่มากมายกว่า 20 ชีวิต ที่ร่วมกันเรียบเรียงข้อมูลแน่นปึ้ก ทว่าใช้ภาษาเล่าเรื่องอย่างเข้าใจง่าย โดยกระบวนการทำงานก็มีสีสันไม่แพ้เรื่องราวในหนังสือเพราะด้วยรายละเอียดมากมายจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่นักประวัติศาสตร์จะรวบตึงข้อมูลให้กระชับไม่ยืดยาวเยิ่นเย้อ ที่สำคัญต้องทำให้เสร็จในกรอบเวลาที่กำหนด ด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการเล่ม และเลขานุการมูลนิธิโครงการตำราฯ จึงพานักวิชาการไป “ปล่อยเกาะ” ณ เกาะเสม็ดที่ “เสร็จทุกราย” หมายใจว่าไม่เสร็จ ไม่ปล่อยกลับเข้าฝั่ง กระทั่งได้หนังสือขนาดเหมาะมือไซซ์พ็อคเก็ตบุ๊ก 353 หน้า ออกสู่สายตาคุณผู้อ่านเมื่อ 15 ปีก่อน

Advertisement

ต่อมา เกิดฉบับแปลภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสพิเศษของการครบรอบ 120 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ส่งผลให้มีหนังสือเล่มนี้แล้วใน 3 ภาษา โดยล่าสุด ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ยังเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้แปลเป็น “ภาษาจีน” แล้วคาดว่าจะเสร็จภายในปีนี้

ความบันเทิงในยุคกรุงเก่าของชาวจีนที่ “โรงงิ้ว” ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังวัดประดู่ทรงธรรมอยุธยา

ด้วยเหตุผลที่ว่าเนื้อหาในหนังสือนำเสนอประวัติศาสตร์อยุธยาในทุกด้านของชีวิตคน จึงประกอบด้วยรายละเอียดพร้อมภาพประกอบแปลกตาจากหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป เริ่มต้นด้วยหัวข้ออยุธยาในแผนที่ฝรั่งเพื่อเข้าใจอยุธยาในบริบทโลก ไปจนถึงคำตอบในคำถามที่ไม่ค่อยถูกถาม อย่างคนอยุธยากินอะไร แต่งตัวอย่างไร มีชีวิตความเป็นอยู่แบบไหน มีแม้แต่เรื่องผักบุ้ง และปลาตะเพียน

และไม่ลืมประเด็นอยุธยาในห้วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งไม่อาจตัดขาดจากอดีต

“อดีตกับเราไม่ได้ห่างกัน อยุธยาอยู่กับเราไม่ได้หายไปไหน เราคิดแบบนี้เพราะอยุธยาคิดแบบนี้มาก่อน มีเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นว่าบางเรื่องอยุธยาก้าวหน้ากว่าเรา เช่น การยอมรับให้โสเภณีเป็นอาชีพถูกกฎหมาย ในขณะที่บางเรื่องก็แทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะความเชื่อ 417 ปี กับวันนี้ไม่ต่างกัน เราในวันนี้กับคนอยุธยาก็เหมือนเงาในกระจก” ดร.สมฤทธิ์ ลือชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอุษาคเนย์กล่าว

ภาพถ่ายเก่าอยุธยาผู้คนยังใช้เรือในการสัญจร มองเห็นมหาเจดีย์วัดภูเขาทองนอกเกาะเมืองเป็นฉากหลัง แม้ร้างไปหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 แต่คนไม่ลืม สุนทรภู่ยังมากราบไหว้ในสมัย ร.3 แล้วเขียน”นิราศภูเขาทอง”

ภายใต้คอสตูม “โกษาปาน” แบบจัดเต็ม โดยยืนยันไม่ใช่ชุดพระยาแรกนา ดร.สมฤทธิ์ยังมองว่า ความรุ่งเรืองของอยุธยาเกิดจากความใจกว้าง เปิดรับต่างชาติ โดยใช้ภูมิปัญญาจากคนเหล่านั้น ประเทศไทยในตอนนี้ควรใช้จิตวิญญาณแบบอยุธยา ซึ่งจะทำให้เรารุ่งเรืองอย่างที่อยุธยาเคยเป็น

งานเปิดตัวหนังสือพร้อมด้วยเสวนาที่บ้านไทยจิม ทอมป์สัน เมื่ออังคารที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา จัดโดยมูลนิธิโครงกรตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน และบริษัทอุตสาหกรรมไหม มีอาจารย์นักวิชาการ บุคลากรจากแวดวงหนังสือ และศิลปะแขนงต่างๆเข้าร่วมจำนวนมาก

ทราบกันดีว่าอยุธยาคือ “เมืองท่านานาชาติ” หาได้ลอยลงมาจากสวรรค์ดังเช่นบทกวีที่เปรียบเปรย แต่ก็ได้กลายเป็นเมืองสวรรค์ด้วยความรุ่งเรืองเฟื่องฟูจากการค้า และความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาอาหารและน้ำท่าที่หล่อเลี้ยงผู้คน

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ศาสตราภิชาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตัวเองอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความตื่นเต้น เวลาเดินทางไปอยุธยาครั้งไหนก็รู้สึกว่าอยุธยาถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง มีแต่ ศ.ดร.ชาญวิทย์ และทีมงานที่ทำหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาให้เห็นความอลังการจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์

“ในหนังสือนำเสนอโครงสร้างเศรษฐกิจของอยุธยาว่าเป็นเมืองใหญ่ สมบูรณ์มาก ทั้งพืชผัก อาหาร ปลา ภาพของอยุธยาในการเขียนประวัติศาสตร์เป็นภาพสังคมชาวนา แต่หนังสือเล่มนี้เสนอข้อมูลที่แตกต่าง ตอนอยุธยารุ่งเรือง น่าสนใจตรงที่เป็นสมัยซึ่งสังคมมีความสงบ คือช่วงหลังสงครามยุคพระนเรศวร โดยไม่มีสงครามใหญ่ต่อเนื่องมาอีกเป็นเวลาช้านาน ช่วงที่มีความสงบนั้น ถ้าใช้คำศัพท์สมัยใหม่คือ อยุธยาเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ เราค้ากับอาณาจักรใหญ่ๆ ในเอเชียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย เปอร์เซีย มีประสบการณ์ของการปรับตัวรับเอาวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้ามา พระมหากษัตริย์อยุธยาทรงเป็นนักการค้า จึงมีความยืดหยุ่นสูงเรื่องการเจรจาแม้กระทั่งกับประเทศห่างไกลอย่างฝรั่งเศส รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย”

อยุธยา : Discovering Ayutthaya ฉบับพิมพ์ล่าสุดครั้งที่ 7 สวยงามตระการตา พิมพ์ 4 สีทั้งเล่ม มีฉบับภาษาไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น โดยผู้แปลฉบับภาษาอังกฤษ คือ “ไมเคิล ไรท์” ฉายา”ฝรั่งคลั่งสยาม” ผู้ล่วงลับ ไม่เกินสิ้นปีนี้มีฉบับภาษาจีนเพิ่มอีก เนื้อหาครอบคลุมวัฒนธรรมสถาน,กษัตริย์ ราชวงศ์ ขุนนาง, วิถีชีวิต, ชนชาติต่างๆ, บุคคลสำคัญ และแม่น้ำลำคลองกำแพงเมืองป้อมปราการ ข้อมูลสั้นกระชับ แต่มีเอกสารอ้างอิงให้ค้นต่อ

ศ.ดร.ผาสุกยังทิ้งประเด็นให้คิดต่อในเรื่อง “สถานะของผู้หญิงในอยุธยา” ซึ่งบันทึกชาวต่างชาติ โดยเฉพาะลาลูแบร์ และบาทหลวงตาชาร์ด ต่างก็ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูงหรือคนธรรมดา นอกจากผู้หญิงจะทำงานหนักกว่าผู้ชายแล้ว ยังดูจะมีความฉลาดมากกว่าสามี เป็นคนให้คำแนะนำต่างๆ และถ้ามีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ผู้หญิงสามารถชนะคดีได้มากกว่า ซึ่งน่าสนใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น จึงอยากส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยมากขึ้น โดยหนังสือเล่มนี้ก็พูดถึงผู้หญิง 3 คนสำคัญ ได้แก่ ท้าวศรีสุดาจันทร์ พระศรีสุริโยทัย และท้าวทองกีบม้า

แสตมป์ไทยชุดพระนเรศวรมหาราช พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2498 สะท้อนวีรกรรมกษัตริย์อยุธยาที่อยู่ในใจคนไทย

เอ่ยชื่อท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ หลายคนคงนึกถึง “แม่มะลิ” ในละครบุพเพสันนิวาส สำหรับแฟนานุแฟนใหม่ๆ ที่ถูกกระตุกความสนใจในประวัติศาสตร์ผ่านกระแส “ออเจ้า” หนังสือเล่มดังกล่าวก็มีเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่เป็นหนึ่งในตัวละครหลักผู้สร้างเหตุการณ์กระชากอารมณ์มากมายอย่าง “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” หรือ “ฟอลคอน”

พิชานนท์ นันทวโรภาส บัณฑิตหมาดๆ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา บอกว่า ฟอลคอนในประวัติศาสตร์ไทย มีภาพลักษณ์แง่ลบ อารมณ์เหมือนคนขายชาติ แต่ฝรั่งมองว่าเป็นคนฉลาดมาก

“ฟอลคอนเป็นคนไม่มีการศึกษา ขึ้นเรือตอนอายุ 13 ล่องไปอังกฤษ อินเดีย และอินโดนีเซีย ตอนอยู่บนเรือเรียน 4 ภาษา ทำงานเป็นเสมียน โดยมีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาสร้างตัวได้คือตอนวิ่งเข้าไปขนดินปืนจากโกดังเมื่อไฟไหม้ จึงได้เงิน 1,000 คราวน์ แล้วใช้เงินก้อนนี้ตั้งต้นชีวิตในเมืองไทย”

บัณฑิตหนุ่มยังทิ้งท้ายด้วยแง่คิดน่าสนใจที่ว่า “ชีวิตคนไม่เหมือนละครที่มีแต่สีขาวกับดำ แต่ยังมีสีเทาด้วย”

“อยุธยา : Discovering Ayutthaya” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 จำหน่ายแล้ววันนี้ ราคาเต็ม 700 บาท สั่งออนไลน์ เหลือ 600 บาท (ส่งฟรี

ทั่วประเทศ) สอบถามรายละเอียด โทร 0-2424-5768 เฟซบุ๊ก : Textbooks Foundation -มูลนิธิโครงการตำราฯ

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดหนังสือเล่มอื่นๆ อีกมากมายได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามแนวคิด “ตลาดวิชาออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ http://textbooksproject.org/

คลิปถ่ายทอดสดงานเสวนาวันเปิดตัวหนังสือ เมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม 2561