
“ประวัติศาสตร์อยุธยาที่ผ่านมาเป็นประวัติ ศาสตร์สงคราม ทำให้รู้สึกว่าเพื่อนบ้านคือศัตรู คอยนับว่ารบกับใครกี่ครั้ง แต่ความจริงแล้วอยุธยามีการค้า มีผู้คน มีชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งหายไปจากตำราเรียนของเด็กในปัจจุบัน”
นี่คือคำกล่าวของ ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในคณะบรรณาธิการ “อยุธยา : Discovering Ayutthaya” ในงานเปิดตัวหนังสือดังกล่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ในการตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 7 หลังจากเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2546 โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ก่อนจะกลายเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาเสียเอง เปล่าเลย ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งของการพิมพ์ หากแต่เพราะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาเล่มแรกๆ ก็ว่าได้ที่ให้ความสำคัญอย่างแท้จริงกับประวัติศาสตร์ในด้านอื่นๆ ของกรุงศรีอยุธยานอกเหนือจากการรบพุ่งมุ่งเน้นประเด็นรบราฆ่าฟันและป้องกันเอกราชแต่เพียงอย่างเดียว

ดังเช่นที่ ศ.เกียรติคุณ ดร.เพ็ชรี สุมิตร ราชบัณฑิต ผู้กล่าวเปิดงาน ย้ำชัดว่า หนังสือเล่มนี้ ไม่เพียงเล่าเรื่องอยุธยาในบริบทประวัติศาสตร์แล้วยังมีเรื่องของแม่น้ำลำคลองแผนที่ฝรั่ง วัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องชาวบ้านที่มีสีสัน หาที่อื่นไม่ได้ นอกจากเล่มนี้ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา ภาพประกอบ แผนที่ เรื่องราวหลากหลาย
“แม้ปัจจุบันหนังสือเกี่ยวกับสมัยอยุธยามีหลายแบบ ทั้งตำรา เอกสารวิชาการ แต่บางครั้งเข้าถึงยาก มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ฯ เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างอยุธากับสังคม จึงพยายามเผยแพร่งานมากขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณนักวิชาการที่ร่วมกันปรับปรุงออกสู่สายตามหาชน”

นักวิชาการที่ว่านี้ ไม่ใช่มีแค่คนสองคน หากแต่มากมายกว่า 20 ชีวิต ที่ร่วมกันเรียบเรียงข้อมูลแน่นปึ้ก ทว่าใช้ภาษาเล่าเรื่องอย่างเข้าใจง่าย โดยกระบวนการทำงานก็มีสีสันไม่แพ้เรื่องราวในหนังสือเพราะด้วยรายละเอียดมากมายจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่นักประวัติศาสตร์จะรวบตึงข้อมูลให้กระชับไม่ยืดยาวเยิ่นเย้อ ที่สำคัญต้องทำให้เสร็จในกรอบเวลาที่กำหนด ด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการเล่ม และเลขานุการมูลนิธิโครงการตำราฯ จึงพานักวิชาการไป “ปล่อยเกาะ” ณ เกาะเสม็ดที่ “เสร็จทุกราย” หมายใจว่าไม่เสร็จ ไม่ปล่อยกลับเข้าฝั่ง กระทั่งได้หนังสือขนาดเหมาะมือไซซ์พ็อคเก็ตบุ๊ก 353 หน้า ออกสู่สายตาคุณผู้อ่านเมื่อ 15 ปีก่อน
ต่อมา เกิดฉบับแปลภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสพิเศษของการครบรอบ 120 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ส่งผลให้มีหนังสือเล่มนี้แล้วใน 3 ภาษา โดยล่าสุด ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ยังเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้แปลเป็น “ภาษาจีน” แล้วคาดว่าจะเสร็จภายในปีนี้

ด้วยเหตุผลที่ว่าเนื้อหาในหนังสือนำเสนอประวัติศาสตร์อยุธยาในทุกด้านของชีวิตคน จึงประกอบด้วยรายละเอียดพร้อมภาพประกอบแปลกตาจากหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป เริ่มต้นด้วยหัวข้ออยุธยาในแผนที่ฝรั่งเพื่อเข้าใจอยุธยาในบริบทโลก ไปจนถึงคำตอบในคำถามที่ไม่ค่อยถูกถาม อย่างคนอยุธยากินอะไร แต่งตัวอย่างไร มีชีวิตความเป็นอยู่แบบไหน มีแม้แต่เรื่องผักบุ้ง และปลาตะเพียน
และไม่ลืมประเด็นอยุธยาในห้วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งไม่อาจตัดขาดจากอดีต
“อดีตกับเราไม่ได้ห่างกัน อยุธยาอยู่กับเราไม่ได้หายไปไหน เราคิดแบบนี้เพราะอยุธยาคิดแบบนี้มาก่อน มีเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นว่าบางเรื่องอยุธยาก้าวหน้ากว่าเรา เช่น การยอมรับให้โสเภณีเป็นอาชีพถูกกฎหมาย ในขณะที่บางเรื่องก็แทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะความเชื่อ 417 ปี กับวันนี้ไม่ต่างกัน เราในวันนี้กับคนอยุธยาก็เหมือนเงาในกระจก” ดร.สมฤทธิ์ ลือชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอุษาคเนย์กล่าว

ภายใต้คอสตูม “โกษาปาน” แบบจัดเต็ม โดยยืนยันไม่ใช่ชุดพระยาแรกนา ดร.สมฤทธิ์ยังมองว่า ความรุ่งเรืองของอยุธยาเกิดจากความใจกว้าง เปิดรับต่างชาติ โดยใช้ภูมิปัญญาจากคนเหล่านั้น ประเทศไทยในตอนนี้ควรใช้จิตวิญญาณแบบอยุธยา ซึ่งจะทำให้เรารุ่งเรืองอย่างที่อยุธยาเคยเป็น

ทราบกันดีว่าอยุธยาคือ “เมืองท่านานาชาติ” หาได้ลอยลงมาจากสวรรค์ดังเช่นบทกวีที่เปรียบเปรย แต่ก็ได้กลายเป็นเมืองสวรรค์ด้วยความรุ่งเรืองเฟื่องฟูจากการค้า และความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาอาหารและน้ำท่าที่หล่อเลี้ยงผู้คน
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ศาสตราภิชาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตัวเองอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความตื่นเต้น เวลาเดินทางไปอยุธยาครั้งไหนก็รู้สึกว่าอยุธยาถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง มีแต่ ศ.ดร.ชาญวิทย์ และทีมงานที่ทำหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาให้เห็นความอลังการจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
“ในหนังสือนำเสนอโครงสร้างเศรษฐกิจของอยุธยาว่าเป็นเมืองใหญ่ สมบูรณ์มาก ทั้งพืชผัก อาหาร ปลา ภาพของอยุธยาในการเขียนประวัติศาสตร์เป็นภาพสังคมชาวนา แต่หนังสือเล่มนี้เสนอข้อมูลที่แตกต่าง ตอนอยุธยารุ่งเรือง น่าสนใจตรงที่เป็นสมัยซึ่งสังคมมีความสงบ คือช่วงหลังสงครามยุคพระนเรศวร โดยไม่มีสงครามใหญ่ต่อเนื่องมาอีกเป็นเวลาช้านาน ช่วงที่มีความสงบนั้น ถ้าใช้คำศัพท์สมัยใหม่คือ อยุธยาเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ เราค้ากับอาณาจักรใหญ่ๆ ในเอเชียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย เปอร์เซีย มีประสบการณ์ของการปรับตัวรับเอาวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้ามา พระมหากษัตริย์อยุธยาทรงเป็นนักการค้า จึงมีความยืดหยุ่นสูงเรื่องการเจรจาแม้กระทั่งกับประเทศห่างไกลอย่างฝรั่งเศส รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย”

ศ.ดร.ผาสุกยังทิ้งประเด็นให้คิดต่อในเรื่อง “สถานะของผู้หญิงในอยุธยา” ซึ่งบันทึกชาวต่างชาติ โดยเฉพาะลาลูแบร์ และบาทหลวงตาชาร์ด ต่างก็ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูงหรือคนธรรมดา นอกจากผู้หญิงจะทำงานหนักกว่าผู้ชายแล้ว ยังดูจะมีความฉลาดมากกว่าสามี เป็นคนให้คำแนะนำต่างๆ และถ้ามีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ผู้หญิงสามารถชนะคดีได้มากกว่า ซึ่งน่าสนใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น จึงอยากส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยมากขึ้น โดยหนังสือเล่มนี้ก็พูดถึงผู้หญิง 3 คนสำคัญ ได้แก่ ท้าวศรีสุดาจันทร์ พระศรีสุริโยทัย และท้าวทองกีบม้า

เอ่ยชื่อท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ หลายคนคงนึกถึง “แม่มะลิ” ในละครบุพเพสันนิวาส สำหรับแฟนานุแฟนใหม่ๆ ที่ถูกกระตุกความสนใจในประวัติศาสตร์ผ่านกระแส “ออเจ้า” หนังสือเล่มดังกล่าวก็มีเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่เป็นหนึ่งในตัวละครหลักผู้สร้างเหตุการณ์กระชากอารมณ์มากมายอย่าง “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” หรือ “ฟอลคอน”
พิชานนท์ นันทวโรภาส บัณฑิตหมาดๆ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา บอกว่า ฟอลคอนในประวัติศาสตร์ไทย มีภาพลักษณ์แง่ลบ อารมณ์เหมือนคนขายชาติ แต่ฝรั่งมองว่าเป็นคนฉลาดมาก
“ฟอลคอนเป็นคนไม่มีการศึกษา ขึ้นเรือตอนอายุ 13 ล่องไปอังกฤษ อินเดีย และอินโดนีเซีย ตอนอยู่บนเรือเรียน 4 ภาษา ทำงานเป็นเสมียน โดยมีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาสร้างตัวได้คือตอนวิ่งเข้าไปขนดินปืนจากโกดังเมื่อไฟไหม้ จึงได้เงิน 1,000 คราวน์ แล้วใช้เงินก้อนนี้ตั้งต้นชีวิตในเมืองไทย”
บัณฑิตหนุ่มยังทิ้งท้ายด้วยแง่คิดน่าสนใจที่ว่า “ชีวิตคนไม่เหมือนละครที่มีแต่สีขาวกับดำ แต่ยังมีสีเทาด้วย”
“อยุธยา : Discovering Ayutthaya” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 จำหน่ายแล้ววันนี้ ราคาเต็ม 700 บาท สั่งออนไลน์ เหลือ 600 บาท (ส่งฟรี
ทั่วประเทศ) สอบถามรายละเอียด โทร 0-2424-5768 เฟซบุ๊ก : Textbooks Foundation -มูลนิธิโครงการตำราฯ
ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดหนังสือเล่มอื่นๆ อีกมากมายได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามแนวคิด “ตลาดวิชาออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ http://textbooksproject.org/
คลิปถ่ายทอดสดงานเสวนาวันเปิดตัวหนังสือ เมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม 2561
