หน้าแรก ประชาชื่น รดน้ำ, สาดน้ำ...

รดน้ำ, สาดน้ำ สงกรานต์ วัฒนธรรมร่วมของอาเซียน

14.04.16 | 14:51 น.

สาดน้ำสงกรานต์ ไม่มีในอินเดีย และไม่เกี่ยวกับประเพณีโฮลีสาดสีของอินเดีย

แต่เป็นพฤติกรรมสร้างใหม่จากรดน้ำขอขมาประเพณีพื้นเมือง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมของอาเซียน

พฤติกรรมสาดน้ำอย่างก้าวร้าวรุนแรง มีผู้รู้อธิบายว่าน่าจะเริ่มขึ้นก่อนจากพม่าเพื่อต่อรองทางการเมืองกับอังกฤษเจ้าอาณานิคม

แต่อาจมีต้นเค้าจากประเพณีอื่นอีก ที่ควรสืบค้นต่อไปให้กว้างกว่านี้

 

Advertisement
ฉีดน้ำและสาดน้ำสงกรานต์ในกรุงมัณฑะเลย์ ที่พม่า กระบอกฉีดน้ำที่เห็นในรูปลายเส้นมี 2 แบบ แบบหนึ่งเป็นกระบอกไผ่ทั่วไป มีลูกสูบดูดน้ำเข้ากระบอก (ใช้วิธีเดียวกับหลอดเข็มฉีดยา) แล้วอัดฉีดให้น้ำพุ่งไปที่เป้าหมาย อีกแบบหนึ่งเป็นกระบอกน้ำเต้าสลักเป็นรูปนกหรือไก่ [ภาพ THE BURMESE NEW YEAR เมื่อ พ.ศ. 2431 (ตรงกับไทยสมัย ร.5) จาก THE GRAPHIC (ฉบับวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1888 หน้า 13)]
ฉีดน้ำและสาดน้ำสงกรานต์ในกรุงมัณฑะเลย์ ที่พม่า กระบอกฉีดน้ำที่เห็นในรูปลายเส้นมี 2 แบบ แบบหนึ่งเป็นกระบอกไผ่ทั่วไป มีลูกสูบดูดน้ำเข้ากระบอก (ใช้วิธีเดียวกับหลอดเข็มฉีดยา) แล้วอัดฉีดให้น้ำพุ่งไปที่เป้าหมาย อีกแบบหนึ่งเป็นกระบอกน้ำเต้าสลักเป็นรูปนกหรือไก่
[ภาพ THE BURMESE NEW YEAR เมื่อ พ.ศ. 2431 (ตรงกับไทยสมัย ร.5) จาก THE GRAPHIC (ฉบับวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1888 หน้า 13)]

รดน้ำขอขมาในอาเซียน

รดน้ำขอขมา เป็นประเพณีดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของสุวรรณภูมิในอาเซียน (ก่อนรับสงกรานต์ของแขกพราหมณ์จากอินเดีย)

รดน้ำ หมายถึงตักน้ำรดราดขอขมากันอย่างนอบน้อมในระบบเครือญาติ ให้ชุ่มฉ่ำร่มเย็นหลังฤดูเก็บเกี่ยว เป็นประเพณีดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์ มีอยู่ก่อนรับคติสงกรานต์จากพิธีพราหมณ์อินเดีย หลังจากนั้นถึงผนวกรดน้ำตามประเพณีพื้นเมืองเป็นส่วนหนึ่งของสงกรานต์

ประเพณีรดน้ำ บางท้องถิ่นเรียกรดน้ำดำหัว เป็นอย่างเดียวกับอาบน้ำผู้เฒ่าผู้แก่ ถ้าทำกับพระพุทธรูปเรียกสรงน้ำพระ ครั้นทำกับพระสงฆ์เรียกรดสงฆ์ หรือรดสรง (ทางลาวเรียกฮดสง)

การเลี้ยงผีบรรพชน
การเลี้ยงผีบรรพชน

สงกรานต์ยุคอยุธยา ไม่มีสาดน้ำ

สงกรานต์ ยุคอยุธยา ตั้งแต่ต้นจนปลาย เป็นที่รับรู้เฉพาะคนชั้นสูงในราชสำนัก ส่วนสามัญชนไม่รู้จัก

ความรับรู้ของคนชั้นสูงเรื่องสงกรานต์ มีอย่างน้อย 2 ลักษณะ ได้แก่

ยุคต้นอยุธยา รู้จักในแง่สงกรานต์เดือน คือการย้ายราศี มีทุกเดือน (ปีละ 12 ครั้ง) เฉพาะเดือน 5 เปลี่ยนศักราช ปีละครั้งเดียว เรียกมหาสงกรานต์ (ไม่มีสาดน้ำ)

ยุคปลายอยุธยา รู้จักมหาสงกรานต์ เดือน 5 เปลี่ยนศักราช มีงานออกสนามแล้วทำบุญ (ไม่มีสาดน้ำ)

 

ยุคต้นอยุธยา

เอกสารเก่าอย่างน้อย 3 เล่ม แต่งยุคต้นอยุธยา ราว พ.ศ. 2000 มีดังนี้

1. กฎมณเฑียรบาล เอกสารเก่าสุด พรรณนาพระราชพิธี 12 เดือน เริ่มด้วย เดือน 5 (จันทรคติ) มีพระราชพิธีเปลี่ยนศักราช แต่ไม่เรียก สงกรานต์ พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกสนามใหญ่ (สนามหลวง) มีการละเล่นต่างๆ ซึ่งเป็นของมีมาดั้งเดิมในศาสนาผี

2. ทวาทศมาส ว่าด้วยประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน พรรณนาเดือน 5 เป็นโคลงดั้นหลายบทถึงความแล้งและร้อน แต่ไม่มีแม้ครั้งเดียวเรียก สงกรานต์

3. พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เรียบเรียงสมัยพระนารายณ์ ราว พ.ศ. 2223 (แต่ได้จากจดหมายเหตุโหรซึ่งมีมาก่อน) มีระบุคำว่าสงกรานต์ แต่เป็นสงกรานต์เดือน ซึ่งมีทุกเดือน

รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่
รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่

ยุคปลายอยุธยา

สงกรานต์ ยุคปลายอยุธยา เป็นที่รู้จักเฉพาะคนชั้นสูง เพราะเป็นงานพระราชพิธีมีการละเล่นในสนาม (เหมือนยุคต้น) แล้วผนวกเข้าพิธีพุทธไปทำบุญในวัดหลวง

นิราศธารโศก ของ เจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์) พรรณนาสงกรานต์ มีออกสนามแล้วมีทำบุญ แสดงว่าถูกปรับเข้ากับพุทธศาสนาแล้ว ดังนี้

เดือนห้าอ่าโฉมงาม    การออกสนามตามพี่ไคล

สงกรานต์การบุญไป     ไหว้พระเจ้าเข้าบิณฑ์ถวาย ฯ

เดือนห้าอ่ารูปล้ำ     โฉมฉาย

การออกสนามเหลือหลาย     หลากเหล้น

สงกรานต์การบุญผาย     ตามพี่

พระพุทธรูปฤๅเว้น     แต่งเข้าบิณฑ์ถวาย ฯ

คนทั่วไปไม่รู้จักสงกรานต์ แต่จะค่อยๆ แพร่ลงสู่ชาวบ้านทีละน้อยกระทั่งกรุงแตกก็เลิกราไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง

สงกรานต์กรุงรัตนโกสินทร์ ไม่มีสาดน้ำ

สงกรานต์เริ่มเป็นที่รู้จักทั่วไปในหมู่ราษฎร โดยผ่านพระสงฆ์ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แสดงว่าประเพณีหลวงเกี่ยวกับสงกรานต์ถูกลดความศักดิ์สิทธิ์ลงสู่ราษฎรเหมือนประเพณีพิธีกรรมอื่นๆ

โดยเฉพาะสมัย ร.3 มีจารึกวัดโพธิ์ เล่าตำนานสงกรานต์ เรื่องท้าวกบิลพรหม กับนิราศเดือน ของ เสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร)

สงกรานต์ เดือน 5 ในนิราศเดือน เป็นพยานว่าเอาชื่อสงกรานต์มาครอบไว้เท่านั้น แต่ประเพณีพิธีกรรมเป็นของพื้นเมืองมีอยู่แล้ว คือ สรงน้ำพระพุทธรูป กับรดน้ำขอขมา ผู้เฒ่าผู้แก่ของชุมชน แล้วก็มีการละเล่นต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เพิ่งมีเมื่อรับสงกรานต์จากแขกอินเดีย แต่มีมาก่อนนับพันปีมาแล้ว จะยกตัวอย่างกลอนนิราศ ดังนี้

โอ้ฤดูเดือนห้าหน้าคิมหันต์

พวกมนุษย์สุดสุขสนุกครัน      ได้ดูกันพิศวงเมื่อสงกรานต์

ทั้งผู้ดีเข็ญใจใส่อังคาส      อภิวาทพุทธรูปในวิหาร

ล้วนแต่งตัวทั่วกันวันสงกรานต์      ดูสคราญเพริดพริ้งทั้งหญิงชาย

ที่เฒ่าแก่แม่ม่ายมิใคร่เที่ยว      สู้อดเปรี้ยวกินหวานลูกหลานหลาย

ที่กำดัดซัดสีสวยทั้งกาย      เที่ยวถวายน้ำหอมพร้อมศรัทธา

 

นับแต่นี้ไป ประเพณีดั้งเดิมเลี้ยงผีขอขมาประจำปีหน้าแล้งก็ได้ชื่อใหม่ว่าสงกรานต์ โดยไม่มีสาดน้ำ