หลังการเลือกตั้ง “กัมพูชา” ทิศทาง การเมือง เศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำ

28.07.18 | 14:54 น.

วันที่ 29 กรกฎาคม “ประเทศกัมพูชา” กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง

มีการคาดการณ์กันว่า “พรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี)” จะชนะการเลือกตั้ง เเละ “สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน” ซึ่งปกครองกัมพูชาต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไปอีก 5 ปี

หลังพรรคฝ่ายค้านหลัก อย่างพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ซึ่งประสบความสำเร็จในการขับเคี่ยวกับซีพีพีได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ จนเกือบจะได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน ถูกศาลสั่งยุบจนปิดตัวไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ในข้อหาทรยศ สมคบกับต่างชาติล้มล้างรัฐบาล ส่วนนาย “เก็ม โสคา” ประธานพรรคซีเอ็นอาร์พี ถูกสั่งคุมขังอยู่ในเรือนจำในข้อกล่าวหาเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านั้น สมาชิกของพรรคอีกจำนวน 118 คน ยังถูกห้ามมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลา 5 ปีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สนามการเลือกตั้งกัมพูชาครั้งนี้ยังมีพรรคการเมืองอีก 19 พรรคด้วยกันที่เข้าร่วมศึก

Advertisement

เเต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองเก่าเเก่ อย่างพรรคฟุนซินเปก ของเจ้ารณฤทธิ์ ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมน้อยลง หรือพรรคการเมืองใหม่ อย่างพรรคยุวชนกัมพูชา (ซีวายพี) ซึ่งเป็นพรรคที่เห็นได้ชัดว่าก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนซีพีพี ก็ดูจะไม่ใช่คู่เเข่งของ “สมเด็จฯฮุน เซน”

จึงไม่แปลกที่หลายคนคาดเดาว่า “ซีพีพี” จะได้รับเสียงข้างมาก เเละหลายคนมองว่า การเลือกตั้งในกัมพูชาหนนี้ไม่มีความชอบธรรม เเละไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากมีการผูกขาดจากพรรคซีพีพี

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนดเดิม

“ไม่เพียงผลการเลือกตั้งเท่านั้นที่น่าจับตามองว่าจะพลิกโผหรือเป็นไปตามคาด เเต่ประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยคือ ทิศทาง “กัมพูชา” หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร”

ในงาน สัมมนา Independent Choice of Development Model of China and Indochina Countries : Opportunities and Challenges เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาประเทศและการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไปพร้อมๆ กัน ที่จัดขึ้นโดยสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต “ดร.เนียก จันทฤทธิ์” หัวหน้าภาควิชาการระหว่างประเทศ Royal University of Phnom Penh และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 แห่งกัมพูชา ได้ให้ความเห็นถึงทิศทางหลังการเลือกตั้งกัมพูชาไว้อย่างน่าสนใจ

ดร. เนียก จันทฤทธิ์

ดร.เนียกคาดการณ์ทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของกัมพูชาหลังการเลือกตั้งในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ว่า ในด้านเศรษฐกิจกัมพูชากำลังเดินไปได้ดี การพัฒนาเศรษฐกิจในเวลานี้เป็นไปตามที่วางไว้ในแผนพัฒนาประเทศของกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าสามารถยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ ดังนั้นจึงไม่เห็นปัญหาอะไรที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง

“ส่วนทางการเมือง การเลือกตั้งในกัมพูชาจัดขึ้นด้วยความช่วยเหลือทางเทคนิคจากหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติของกัมพูชาเอง ได้ให้ข้อมูลข่าวสารและให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้เป็นอย่างดี เพื่อพยายามให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีประชาชนออกมาใช้สิทธิเกือบร้อยละ 80 ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดว่าประชาชนจะออกไปใช้สิทธิมากเช่นกัน”

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านที่ถูกยุบไปก่อนหน้าพยายามรณรงค์ให้ประชาชนงดออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะได้ผลบางส่วน แต่ยังเชื่อว่าต้องมีผู้ออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งนี้อย่างน้อยร้อยละ 60” ดร.เนียกอธิบาย

เเละว่า ยังมีหลายคนแสดงความกังวลทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาสำคัญอะไร เนื่องจากในตอนนี้สหรัฐอเมริกาและยุโรปต่างก็มีปัญหาของตนเองที่ต้องแก้ไข คงไม่สนใจอะไรมากนักกับการที่ฝ่ายค้านพยายามล็อบบี้ทั้งสหรัฐและยุโรปให้กดดัน และมีมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลกัมพูชาภายหลังการเลือกตั้งที่จะถึงนี้

นอกจากเรื่องการเมืองเเละเศรษฐกิจเเล้ว ประเด็นหลักที่ปรากฏในงานสัมมนาคือ ปัญหาเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคม ซึ่งเป็นปัญหาสะสมที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน

สำหรับกัมพูชาสามารถจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนในประเทศได้มากกว่าเดิมภายในระยะเวลาไม่นาน

ดร.เนียกกล่าวว่า การพัฒนาประเทศของกัมพูชา มาจากการเรียนรู้ผ่านช่วงเวลาสำคัญในอดีต เริ่มต้นตั้งแต่ครั้งที่กัมพูชายังเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศส เวลานั้นเรียกได้ว่ากัมพูชาแทบจะหายไปจากแผนที่โลกเลยก็ว่าได้ จนต่อมาได้รับอิสรภาพ กลายเป็นประเทศเล็กๆ ที่ออกมาปกครองด้วยตนเอง การพัฒนาประเทศในตอนนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะมีสงครามมากมาย ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศเอง

ต่อมาในปี 2522 มีรัฐบาลชุดใหม่ปกครองประเทศแทนรัฐบาลในอดีต จากนั้นจึงเกิดการพัฒนาในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา เกิดการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นการพัฒนาที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ในแถบตะวันตกกลับมีการทำธุรกิจแข่งขันกับกัมพูชา ทำให้ช่วงเวลานั้นกลายเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากในการพัฒนาประเทศทุกด้าน

“เศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการพัฒนามากเท่าที่ควร เพราะยังใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเก่าอยู่ เเละมีความซับซ้อนในสังคมค่อนข้างมาก ต่อมาได้เกิดการผสมผสานระหว่างทุนนิยม เข้ามาสร้างบรรทัดฐานในการทำธุรกิจ มีการให้คนเป็นเจ้าของธุรกิจได้ ในช่วงปลายปี 2523 จากนั้นเศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวและมีการเจริญเติบโตขึ้นมา”

“อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกร ไม่มีทักษะ จึงมีการปรับปรุงด้านการศึกษา โดยเน้นไปที่การให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน จนสามารถทำให้จำนวนเกษตรกรลดลง และมีจำนวนชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น มีการขยายการศึกษา ทว่าการศึกษาในช่วงนั้นยังมีคุณภาพต่ำ และการให้บริการในด้านต่างๆ ค่อนข้างมีข้อจำกัดอยู่มาก”

ดร.เนียกบอกอีกว่า ประมาณปี 2544-2548 มีการพูดถึงการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและการลดความยากจน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จึงมีการประกาศการพัฒนาที่มีความยั่งยืน เป้าหมายคือ ลดความยากจนและมีการพัฒนาให้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันในช่วง 5 ปี หลังจากนั้นรัฐบาลได้ออกนโยบายระดับชาติขึ้น พยายามที่จะส่งเสริมสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัย ส่งเสริมการสร้างถนนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือชนชาติใดก็ตาม

ทั้งนี้แผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา จากข้อมูลสถิติที่มีทั้งหมดจะเห็นได้ว่าจีดีพี (GDP) ต่อหัวของประชากรในประเทศเพิ่มขึ้น 5 เท่าในทศวรรษที่ผ่านมา

“ถือว่าเป็นความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของกัมพูชาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับประเทศจีนที่สามารถลดความยากจนในประเทศได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่ากัมพูชาจะยังไม่สามารถลดความยากจนได้รวดเร็วเท่าเทียมกับประเทศจีนก็ตาม แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนภายในประเทศไปแล้วกว่า 50% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เยอะมาก” ดร.เนียกทิ้งท้าย

ดร. เนียก จันทฤทธิ์

ขณะที่ “ดร.เฉิน ชื่อหลุน” นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องกัมพูชา ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และศูนย์ศึกษาชาวจีนโพ้นทะเล คณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยซุนยัตเซน สาธารณรัฐประชาชนจีน คาดการณ์ว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้ พรรครัฐบาลจะชนะการเลือกตั้ง และจะเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป

“หากผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ ข้อดีก็คือรัฐบาลและประเทศกัมพูชาจะสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบายเเละการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนรักษาเสถียรภาพทางสังคม และความต่อเนื่องทางนโยบายด้านอื่นๆ ได้ หมายความว่ากรอบนโยบายการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศจะยังคงดำเนินต่อไป”

ดร.เฉินอธิบายต่อว่า สำหรับทิศทางเศรษฐกิจภายหลังการเลือกตั้งนั้น ตลาดในกัมพูชาน่าจะยังมีความเสถียรอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการดำเนินธุรกิจและการลงทุน ส่วนทางการเมือง ผลการเลือกตั้งคาดว่า พรรครัฐบาลน่าจะได้รับชัยชนะ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าประเทศกัมพูชาจะนำโดยพรรครัฐบาล หรือซีพีพี ของสมเด็จฯฮุน เซน ต่อไปอีก 5 ปี นับเป็นโอกาสที่ทำให้ประเทศกัมพูชาพัฒนาและเติบโตต่อไปอย่างมีเสถียรภาพ

“ระยะเวลาอันใกล้สิ่งที่น่าเป็นห่วงมีเพียงเรื่องเดียวคือ ต่างชาติจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับผลการเลือกตั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม คิดว่าปฏิกิริยาของต่างชาติคงไม่มีผลอะไรมากนัก เเละเชื่อว่าระยะหลังจากนั้นธุรกิจ การลงทุนในประเทศ ตลอดจนการลงทุนจากต่างชาติ เเละความช่วยเหลือจากต่างชาติที่ดำเนินอยู่กับกัมพูชาก็จะดำเนินต่อไปตามปกติ เพราะเมื่อการเมืองภายในประเทศมีความแน่นอนและเสถียรภาพสูง ความกังวลห่วงใยและลังเลส่วนใหญ่เกี่ยวกับสถานการณ์ในกัมพูชาก็จะดับหายไปในระยะเวลาไม่นานหลังการเลือกตั้ง” ดร.เฉินบอก

“พร้อมเน้นย้ำว่า เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเป็นที่แน่นอนแล้ว เราจะได้เห็นพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นของกัมพูชาต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้าเเน่นอน