คนไทยติดเน็ต10.5ชม.ต่อวัน คอลัมน์ นอกลู่ในทาง

28.07.18 | 15:43 น.

เพิ่มขึ้นทุกปีสำหรับระยะเวลาในการใช้งานอินเตอร์เน็ตของคนไทย แถมไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่นิดๆ หน่อยๆ อีกต่างหาก

จากการเปิดเผยข้อมูลผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของไทยโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (ETDA) ล่าสุดเปิดเผยว่าในปี 2561 คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตหนักหน่วงมาก

หากแบ่งเป็นช่วงวันทำงานหรือเรียน จะมีการใช้งานเฉลี่ย 9 ชั่วโมง 48 นาที และในวันหยุดจะใช้งาน 10 ชั่วโมง 54 นาทีต่อวัน คิดเป็นค่าเฉลี่ยโดยรวมมากถึง 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน สูงกว่าปี 2560 ที่อยู่ที่ 6 ชั่วโมง 30 นาที มากถึง 3 ชั่วโมง 41 นาที

อะไรจะขนาดนั้น…

กลุ่มเจเนอเรชั่น Y (อายุ 17-36 ปี) ยังครองแชมป์ผู้ใช้ที่มีการใช้งานสูงสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตต่อวัน เฉพาะในวันทำงานที่ 10 ชั่วโมง 22 นาที และวันหยุดที่ 11 ชั่วโมง 25 นาที

Advertisement

ถัดมาเป็นเจเนอเรชั่น Z ที่ 10 ชั่วโมง 22 นาที ในวันทำงาน และ 11 ชั่วโมง 50 นาที ในวันหยุด

“สุรางคณา วายุภาพ” ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านชีวิตไปสู่ความเป็น “ดิจิทัล” มากขึ้นของคนไทยในปัจจุบัน

ถามว่าใน 10 ชั่วโมงต่อวัน คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตไปกับอะไรบ้าง แบ่งออกได้เป็นการใช้งานโซเชียล

มีเดียทั้งหลายอย่าง Facebook, Instagram, Twitter และเว็บบอร์ด Pantip โดยเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 30 นาทีต่อวัน, การรับชมวิดีโอสตรีมมิ่ง เช่น YouTube และ Line TV เฉลี่ย 2 ชั่วโมง 35 นาทีต่อวัน, การใช้

แอพพลิเคชั่นเพื่อการติดต่อพูดคุยทั้งผ่าน Messenger และแอพพลิเคชั่น LINE เฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน ใช้ไปกับการเล่นเกมออนไลน์ 1 ชั่วโมง 51 นาทีต่อวัน

นอกจากท่องโซเชียล, ดูคลิป, แชต และเล่นเกมออนไลน์แล้ว ในแต่ละวัน “คนไทย” ยังใช้อินเตอร์เน็ตเพื่ออ่านบทความ และหนังสือทางออนไลน์ โดยเฉลี่ย 1 ชั่วโมง 31 นาทีต่อวันด้วย แม้จะแค่ชั่วโมงครึ่งก็ยังดี

ผลสำรวจของ สพธอ.ยังพบอีกว่า 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทำกิจกรรมทางออนไลน์มากกว่าแบบดั้งเดิม คือ การส่งข้อความ 94.5% การจองโรงแรม 89.2% การจอง/ซื้อตั๋วโดยสาร 87.0% การชำระค่าสินค้าและบริการ 82.8% และดูหนัง/ฟังเพลง 78.5% ตามลำดับ

ไม่ใช่แค่นั้น การใช้งานอินเตอร์เน็ตของคนไทยยังมีความสุ่มเสี่ยงต่อการโดนละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล จาก 5 พฤติกรรมด้วยกัน ได้แก่ 1.การไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน ถึง 45.34% 2.การให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 45.04%

3.เมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ ธนาคารก็ละเลยที่จะสังเกตว่าเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https:// หรือไม่ 44.48% 4.เปิดอีเมล์และคลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก 43.36% และ 5.อัพโหลดรูปถ่ายและวิดีโอหลังถ่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทันที 35.70%

ในการสำรวจพบว่า กลุ่ม Baby Boomer (อายุ 53-71 ปี) เป็นกลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด เพราะมักทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ของธนาคาร โดยละเลยที่จะสังเกตว่าเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https:// หรือไม่ มากถึง 55.94% และเมื่อสิ้นสุดการใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้อื่นยังมักไม่ลบประวัติการใช้งาน 46.96% หรือไม่ลงชื่อออกจากการใช้งานเครื่องดังกล่าว 26.14% ไม่ล็อกหน้าจออัตโนมัติ 29.71%

ขณะที่กลุ่มเจเนอเรชั่น Z (อายุน้อยกว่า 17 ปี) มีความเสี่ยงเรื่องของการให้วันเดือนปีเกิดจริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 55.97% ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน 53.73% หรือเปิดอีเมล์และคลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก 51.49% ทั้งเมื่อใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะ และอุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้อื่น ยังมักตั้งค่าให้อุปกรณ์ดังกล่าวจดจำรหัสผ่าน เพื่อที่จะไม่ต้องพิมพ์ใหม่ทุกครั้ง ถึง 28.36% และคลิกลิงก์ธนาคารที่ได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของธนาคารโดยตรง 16.42%

ยังไม่หมด กลุ่มคนเจเนอเรชั่น Y ยังมักชอบทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยการตั้งค่าเป็นสาธารณะ เช่น อัพโหลดรูปถ่ายและวิดีโอหลังถ่ายทันที 37.90% รวมทั้งการอัพโหลดภาพตั๋วเครื่องบิน และ Boarding pass ก่อนการเดินทาง 33.77% การแชร์ตำแหน่ง (Location) แบบ Real time13.57%

พฤติกรรมทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเป็นการสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับเจ้าของข้อมูล จึงควรตั้งค่าเป็นส่วนตัว โดยเปิดให้เฉพาะเพื่อน, ญาติพี่น้องหรือคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น

ไม่เฉพาะเรื่องการใช้เวลาบนอินเตอร์เน็ตที่สูงติดอันดับโลกเท่านั้น “คนไทย” ยังเป็นนักช้อปตัวยง โดยเฉพาะการช้อปผ่านโทรศัพท์มือถือ (M-Commerce) มากเป็นอันดับ 2 ของโลก (52%) รองจากเกาหลีใต้ และมีผู้ใช้ Facebook ที่ยังแอ๊กทีฟสูงติดอันดับ 8 ของโลกด้วย

“สุรางคนาง” ผู้อำนวยการ สพธอ. ยังกล่าวถึงผลสำรวจมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยล่าสุดด้วยว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2560 มีมูลค่า 2.81 ล้านล้านบาท เป็นประเภท B2B (ค้าขายระหว่างธุรกิจ) 59.56% หรือ 1.67 ล้านล้านบาท เป็น B2C (ธุรกิจกับผู้บริโภค) 28.89% หรือ 8.12 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 11.55% เป็นการค้าระหว่าง B2G (ธุรกิจกับรัฐบาล)

หากเทียบมูลค่าตลาดในปี 2560 กับปี 2559 จะพบว่า ตลาดเติบโตขึ้น 8.76% และคาดการณ์ว่าในปี 2561 นี้จะมีมูลค่าสูงถึง 3.05 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะตลาด B2C ที่จะเติบโตขึ้นถึง 28.89% โดยมีแรง

ผลักดันมาจากการซื้อขายน้อยๆ แต่จำนวนมากของผู้บริโภค

จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้นชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า ในมุมของการใช้งาน อะไรๆ ที่เป็น “ดิจิทัล” คนไทยไม่ยอมแพ้ใครในโลกจริงๆ