เมื่อมีเรื่องราวหนึ่งใดเกิดขึ้นกับชีวิต จะตามมาด้วยทุกข์หรือสุข ขึ้นอยู่จิตที่สัมผัสกับเรื่องนั้นตั้งอยู่กับทรรศนะใด
อย่างเช่น เมื่อเราเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย
ต้องการพักผ่อน หรือจิตใจต้องการความช่วยเหลือดูแลจากคนรอบข้าง
แต่ปรากฏว่าไม่มีแม้กระทั่งความเห็นอกเห็นใจ หรือแสดงความห่วงใย
ถ้าทรรศนะที่ครอบงำความคิดเราคือ ความน้อยอกน้อยใจ หมดหวังกับสัมพันธภาพของมนุษย์ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อกัน
ยิ่งเป็นมนุษย์คนที่มีความสัมพันธ์แบบพิเศษ จนคาดว่ามีความหวังว่าจะได้รับน้ำใจมากเท่าไร ความน้อยใจจากการผิดคาดจะเกิดขึ้นเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ความทุกข์ที่เกิดจากความเจ็บป่วยทางกายจะเป็นเรื่องหนึ่ง แต่จะซ้อนมาด้วยความทุกข์ที่เกิดจากทัศนคติที่มาครอบงำความคิด
เป็นไปได้ที่ความทุกข์ทางใจนั้นอาจจะส่งผลรุนแรงเสียยิ่งกว่าทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย
อาการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น วิธีจัดการไม่ซับซ้อน กินยา หาหมอ รักษาไปตามอาการ ตามความร้ายแรงของโรค
แต่การเยียวยาความเจ็บปวดทางใจนั้น เป็นเรื่องซับซ้อนกว่า
เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ผู้ที่จะต้องจัดการให้บรรเทาเบาบางลงคือ “ตัวเอง”
คนอื่นอาจจะให้คำปรึกษา ให้ความคิด แนวทางได้ แต่ที่จะต้องจัดการให้เกิดคือ “ตัวเอง”
หนทางที่จะเยียวยาก็มีอยู่ทางเดียวคือ เปลี่ยนแปลงทรรศนะ
จะพ้นจาก “ความน้อยอกน้อยใจ” ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของ “ความโกรธ” ได้
จะต้องสร้างความเข้าใจใหม่ให้เกิดขึ้น
เช่นจากความคาดหวังว่าจะได้รับความเห็นอกเห็นใจ อันว่าไปแล้วก็คือ การไปฝากความปรารถนาจะให้เป็นอย่างโน้นไว้กับคนอื่น
ความเชื่อบางอย่างทำให้เกิดความคาดหวังนั้น
และก่อให้เกิดทุกข์เพราะที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง
หนทางที่ตรงที่สุดสำหรับการเดินให้พ้นมาจากความน้อยอกน้อยใจ คือ “เลิกการเอาความปรารถนาของตัวเราไปฝากไว้กับการกระทำของคนอื่น”
มองคนรอบข้างอย่างเข้าใจ ว่าทุกคนมีเรื่องราวที่มากำหนดความคิดความอ่านแตกต่างกันไป และความคิดนั้นเป็นเรื่องที่เปลี่ยนไปเรื่อย ตามแรงเสียดทานของปัจจัยอื่นๆ ที่เข้าผสมกระทบ
บางทีคนที่เราไปคาดหวังว่าจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากเขานั้น หากเรามองเห็นรายละเอียดของปัจจัยต่างๆ ที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดเขาแล้ว เขาอาจจะเป็นผู้ที่น่าจะได้รับความเห็นใจจากเราเสียด้วยซ้ำ
ทรรศนะที่พร้อมจะเข้าใจคนอื่นเช่นนี้ หากทำให้มีขึ้นกับตัวเองเสมอ จะบรรเทาความทุกข์ร้อนได้มากทีเดียว
ความเข้าใจเป็นขุดเริ่มต้นของเมตตา อันหมายถึงความปรารถนาดีต่อคนอื่น
จะเปลี่ยนจิตใจของเราจากคนที่โหยหาให้คนอื่นช่วยเหลือ หรือเห็นอกเห็นใจ อันเป็นการนำความสุขของตัวเองไปฝากไว้กับการแสดงออกของคนอื่น
มาเป็นการเป็นผู้ที่ให้ความเห็นอกเห็นใจคนอื่น
ซึ่งเป็นจิตใจที่ไม่ขาดพร่องมากกว่า
เรื่องอย่างนี้ต้องฝึก
ทันทีที่เกิดความรู้สึกน้อยใจใคร ให้พิจารณาที่คนนั้น มองว่าอะไรทำให้เขาดูแล้งน้ำใจ
เมื่อมองเห็นแล้ว ตั้งใจที่จะอยู่ในความเห็นอกเห็นใจที่เขามีเหตุทำให้เป็นเช่นนั้น
จิตเราก็จะพ้นจากความพร่อง

