คุณเคยดูหนังที่ดีมาก แต่กลับเล่าเรื่องราวให้เพื่อนฟังได้ไม่เกิน 2 บรรทัดหรือไม่?
Leave No Trace คือหนึ่งในหนังจำพวกนั้น หนังที่เนื้อเรื่องมีให้เล่าเรื่องย่อไม่มากนัก ผสานด้วยบทสนทนาของตัวละครอันน้อยนิด แต่หนังได้ขยี้หัวจิตหัวใจคนดูไปอย่างสวยงาม เมื่อมันพูดถึงชีวิตมนุษย์คนหนึ่งที่พร้อมจะเป็นคนโดดเดี่ยวที่มีความสุขเท่าที่เขาจะทำได้ และไม่เป็นภาระต่อผู้ใด
เมื่อชีวิตพ่อลูกคู่หนึ่งอยู่ตามลำพังในป่าเขียวชอุ่ม รูปแบบกิจวัตรประจำวันเรียบง่าย แต่ละวันคือการปรับประยุกต์การอยู่กับป่า รบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด อยู่กันเงียบๆ ราวกับซ่อนตัวจากโลก หุงหาอาหาร รองน้ำใช้ อ่านหนังสือ จุดไฟแบบดั้งเดิมให้บ่อย ใช้แก๊สหุงต้มยามจำเป็น นอนในเต็นท์ มีเรื่องต้องรับมือแบบเป็นมิตรกับธรรมชาติ หากคืนไหนมีสัตว์ป่าออกหากินละแวกที่พัก
“เดบร้า กรานิค” ผู้กำกับฯหญิงดาวรุ่งเมื่อ 8 ปีก่อน มีผลงานโดดเด่นขวัญใจนักวิจารณ์ก่อนหน้าจาก Winter’s Bone หนังดราม่าเรื่องราวนักสู้ของตัวละครยากไร้ คนชั้นล่างที่มีชีวิตอยู่ขอบข่ายชายป่า
ผ่านล่วงเลยมาถึง Leave No Trace ยังคงถ่ายทอดภาพเขียวชอุ่มเงียบขรึมของผืนป่า พอๆ กับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และชีวิตมนุษย์ผู้พยายามฝ่าฟัน ประคองตัวเองให้ตลอดรอดฝั่ง
หนังพาไปรู้จักผู้เป็นพ่อ “วิล” (แสดงโดยเบน ฟอสเตอร์) อดีตทหารที่มีภาวะพีทีเอสดี (PTSD คือ อาการความเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ POST-TRAUMATIC STRESS DISORDER)
ในขณะที่ทหารผ่านศึกจำนวนหนึ่งมีผลลัพธ์หลังสงครามกลายเป็นคนซึมเศร้า เร่ร่อน บ้างมีภาวะติดยา (ยาที่กินบำบัด) แต่ “วิล” รักษาตัวเอง พาลูกสาว “ทอม” (โทมาซิน แมคเคนซี) หันไปใช้ชีวิตกลางป่าแทน และนั่นคือ “ยา” ที่ทำให้เขามั่นคงในอารมณ์ และสงบพอที่จะมีชีวิตปกติได้

ชีวิตในป่าที่พ่อลูกอยู่กันสันโดษพยายามซ่อนตัวไม่ให้คนล่วงรู้ นานครั้งจะออกมาซื้อเสบียงอาหารในเมือง ดูน่าจะเป็นชีวิตที่ทั้งคู่ “ไว้ใจ” ได้
แต่เมื่อกฎเกณฑ์นั้นไม่ตอบสนองมนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกที่เปลี่ยนผ่านจากการเร่ร่อนล่าสัตว์ในป่า มาเป็นเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มาสู่จุดที่การเข้าป่าคือ “สันทนาการ” ผ่อนคลายชั่วครั้งชั่วคราว
วิถีของ “วิล” จึงไม่เข้าเกณฑ์มนุษย์หมู่มาก
แต่ระดับภาวะต้องการฝังตัวอยู่ในป่าของ “วิล” มีมากเกินไป
แม้หน่วยงานรัฐยื่นมือช่วยเหลือหาบ้านเงียบๆ ในไร่สนที่มีความเป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนั้นยังเป็นความ “ปลอม” สำหรับเขา ถึงอย่างไรก็เป็นไร่สนที่ปลูกขึ้นมาตัดขายไม่ใช่ “ผืนป่า” เช่นเดียวกับม้าที่เลี้ยงอยู่ในคอก หาใช่ม้าป่าที่อยู่อย่างอิสระ
ซ้ำร้ายยังได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ที่ขนต้นสนดังใกล้หูตลอดเวลา ยิ่งเสมือนอยู่ในสมรภูมิรบ
ภาวะปฏิเสธไม่ต้องการทำงานในระบบ ไม่ต้องการใช้ชีวิตทำงานแลกรายได้
“วิล” ไม่ต้องการเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมอีกต่อไป
ในทางกลับกันชีวิตของ “ทอม” ลูกสาวที่ย่างเข้าวัยรุ่น สร้างสมดุลได้ดีกว่าผู้เป็นพ่อ
“ผึ้งป่าเมื่อไว้ใจเราแล้ว ก็จะไม่ต่อย” ลูกสาวพยายามส่งสารถึงพ่อ พร้อมกับปล่อยให้ผึ้งจำนวนมากบินมาเกาะเกี่ยวผ่านสองฝ่ามือ ด้านหนึ่งเข้าใจดีว่า พ่อคือมนุษย์ผู้โดดเดี่ยว แต่ก็พอจะมีความสุขที่สุดเท่าที่ชีวิตเขาต้องการ
เสมือนว่าการออกจากป่าของสองพ่อลูก เฉกเช่นเดียวกับ “วิวัฒนาการมนุษย์” ในอดีต ที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่เร่ร่อนตามป่าเขา ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น อยู่รอดได้มากขึ้น
แต่สำหรับ “วิล” และคนอีกจำนวนหนึ่ง Leave No Trace เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ เส้นทางอิสรภาพจากแผลใจ แม้จะทรมานกาย หรืออาจตายในป่า ถูกหลงลืมจากโลกภายนอกแบบไร้ร่องรอยของการมีชีวิต แต่นั่นกลับทำให้เขาดำรงอยู่ได้
Leave No Trace บอกเราว่ามนุษย์ตัวเล็กคนหนึ่ง อาจไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้
ดำรงชีวิตด้วยความสันโดษ ไม่ต้องมีเรื่องราวเรื่องเล่าในชีวิต ให้มากมายเกิน 2 บรรทัด


