‘อีลิท พลัส’ จับมือ ‘ยูนิเซฟ’ ชี้อนาคตการศึกษาเด็กไทยสร้างได้ ต้องช่วยกัน

30.07.18 | 15:41 น.
โทมัส ดาวิน

จากรายงานสภาวะเด็กด้อยโอกาสขององค์การยูนิเซฟสะท้อนภาพสังคมในอนาคตให้เห็นว่า ภายในปี พ.ศ.2573 จะมีเด็กมากถึง 167 ล้านคน ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความยากจนข้นแค้น และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จำนวน 69 ล้านคน จะต้องจากโลกนี้ไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ

นั่นเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาปากท้องที่นับเนื่องมาจากภาวะวิกฤตโลก ซึ่งต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั่วโลก เช่นเดียวกับเรื่องของ “การศึกษา” ที่ถ้ามองจำกัดวงให้แคบลงมาที่ประเทศไทย เราต้องเผชิญกับประเด็นนี้มานานนัก และเป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงกันมาบนหลายเวที

รวมทั้งบนเวทีเฉพาะกิจที่จัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 4 ปีของ นิตยสารอีลิท พลัส จึงให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับ องค์กรยูนิเซฟ ซึ่งรณรงค์มานานนัก โดยใช้โอกาสนี้เป็นเวทีสำหรับการแสดงทรรศนะที่โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ บางกอก ภายในงานมีแขกเหรื่อจากภาคเอกชนและคณะทูตจากหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย โปแลนด์ ฟิลิปปินส์ เดนมาร์ก ปากีสถาน และแคนาดา เข้าร่วมงานกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

พิสุทธิ์ เลิศวิไล กรรมการบริหารนิตยสารอีลิท พลัส กล่าวว่า นิตยสารอีลิท พลัส ได้ยืนหยัดท่ามกลางการปิดตัวลงของนิตยสารหลายฉบับตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีฐานะที่ไม่เป็นเพียง “สุนัขเฝ้าบ้าน” แต่ยังจะเป็นนิตยสารทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสร้างความรู้ความเข้าใจในด้านต่างๆ โดยเปิดพื้นที่ให้กับผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาได้แสดงทรรศนะ รวมทั้งส่งต่อความรู้ให้กับผู้อ่าน

ในวาระครบรอบการก่อตั้งนิตยสารอีลิทครั้งนี้ได้แขกรับเชิญสุดพิเศษอย่าง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะทูตสันถวไมตรีจากองค์กรยูนิเซฟ ขึ้นบรรยายพิเศษเรื่อง โอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย (The Desirable Education for the Future of Thailand) เพื่อเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับโลก

Advertisement

นายอานันท์ได้ให้ทรรศนะว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านการศึกษาทั้งด้านการเรียนรู้และความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยจากผลสำรวจของ PISA พบว่าเด็กไทยวัย 15 ปีส่วนมากยังบกพร่องในด้านการคิดคำนวณและการรู้หนังสือที่ลดลงมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2555-2559

ทั้งนี้เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยที่เน้นแต่การเรียนแบบท่องจำมากกว่าการพัฒนาทักษะ ประกอบกับผลการวิจัยของยูนิเซฟในด้านงบประมาณของโรงเรียนในประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีความเสมอภาคในการจัดสรรทรัพยากรมากขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มาจากความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กไทยไม่ได้เข้าโรงเรียน

อานันท์ ปันยารชุน

สอดคล้องกับคำพูดของ นายโทมัส ดาวิน ผู้แทนจากองค์กรยูนิเซฟ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปเร็วมาก ทำให้การแข่งขันในเด็กเพิ่มสูงขึ้น สำหรับประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงคือเด็กที่ด้อยโอกาสทางสังคมซึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งนี้จะต้องหาหนทางที่จะทำให้เด็กเหล่านี้ได้รับโอกาส

อย่างไรก็ตาม นายอานันท์เสนอให้มีการปฏิรูปหลักสูตรการสอนของโรงเรียนทั้งในระดับประถมและมัธยมศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างเสริมนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังต้องทบทวนการสอบระดับชาติใหม่ ให้ลดการสอบแบบท่องจำ เน้นการพัฒนาทักษะ ทั้งยังเสนอให้มีการพัฒนาคุณภาพครูเพื่อให้สอดรับกับการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและต่อยอดความรู้นอกเหนือจากหลักสูตรแกนกลาง

ขณะที่ ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า อนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของเยาวชน ธนาคารกรุงเทพมุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยให้การสนับสนุนอาคารเรียน ทุนการศึกษา และโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน “CONNEXT ED” โดยเน้นสนับสนุนโรงเรียนไทยในชนบท

เพราะเด็กเหล่านี้นับเป็นองค์ประกอบสำคัญ และเป็นตัวชี้วัดอนาคตของประเทศไทย