เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่เคยได้สัมผัสโลกของจินตนาการในความเงียบ โลกที่เปิดกว้างให้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ทำงานโดยไม่จำกัดพื้นที่การตีความ แม้แต่ในพื้นที่ซึ่งจำกัดความคิดให้คับแคบที่สุด ละครใบ้ก็ยังสามารถสื่อสารได้ในความเงียบ
ละครใบ้ใช้ภาษาท่าทางแทนการพูดในการเล่าเรื่อง ให้คนที่รับชมได้บริหารจินตนาการ พ้นจากข้อจำกัดความเข้าใจในภาษาของตนเอง
แม้ว่าละครใบ้ในประเทศไทยจะไม่เป็นที่แพร่หลายนัก แต่เทศกาลละครใบ้ “Pantomime in Bangkok” ที่เพิ่งผ่านไปก็เดินมาถึงครั้งที่ 15 ของประเทศไทยแล้ว ถือว่าเป็นการเปิดวิสัยทัศน์ของคนไทย ทั้งผู้ชมและผู้เล่นละครใบ้ด้วยกันให้กว้างขึ้น
มุมมองจากเก้าอี้ผู้ชมในโรงละครยังเห็นถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและศิลปินจากประเทศอื่นๆ

เทศกาลละครใบ้กรุงเทพฯครั้งนี้ เป็นการกลับมาแสดงหลังจากห่างหายไปถึง 4 ปี โดยรวบรวมนักแสดงจากชาติต่างๆ มาสร้างสรรค์เรื่องเล่าผ่านทักษะการแสดงไร้คำพูด เรียกเสียงหัวเราะและความประทับใจจากผู้คน โดยรวบรวมนักแสดงละครใบ้ชั้นนำของเอเชีย อาทิ Guri Guri Girl (กุริ กุริ เกิร์ล) หญิงอ้วนอารมณ์ดีในชุดสดใสพร้อมเสียงแอคคอร์เดียนที่ทำให้ผู้ชมหลงรัก, AYUKOJI (อะยุโคจิ) ที่มี โคจิมะยะ มันสุเกะ ร่วมแสดงกับ อะยุมิ ทั้งคู่หยิบเรื่องสนุกๆ จากชีวิตประจำวัน อย่างเรื่องผู้จัดการและไอดอล และเข็มแผ่นเสียงกับผู้ฟัง ที่สนุกไม่ซ้ำใคร, Yamamoto Koyo (ยะมะโมโตะ โคโย) นักแสดงละครใบ้มากประสบการณ์แนวสตรีทโชว์, Inagaki Kahoru (อินะกะคิ คะโอรุ) นักแสดงหญิงจากญี่ปุ่น เธอใช้มุมมองอ่อนโยนของผู้หญิง ถ่ายทอดละครใบ้เรื่อง “ดอกไม้ไฟ (Fireworks)” โดยสร้างบรรยากาศของเทศกาลงานวัดแบบญี่ปุ่นให้ปรากฏขึ้นบนเวทีละครใบ้, PANTOMANGA NEO (แพนโทมังกะนีโอ) การแสดงคู่ของสองศิลปินรุ่นใหญ่ กับบรรยากาศคลาสสิกสไตล์หนังเงียบย้อนยุค, นักแสดงคลื่นลูกใหม่ จากเกาหลีใต้ Empty Hands ที่ใช้แรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายและบริสุทธิ์แบบเด็กไร้เดียงสา, นักแสดงไทย Babymime (เบบี้ไมม์) ที่มาพร้อมกับความกวน และฮา และ Yano Kazuki (ยาโนะ คะสุกิ) นักแสดงญี่ปุ่นหัวใจไทย ที่จะหยิบเอาอารมณ์ขันเสียดสี ผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศไทยของเขา มาเล่าผ่านละครใบ้ที่จะเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่ยาก
‘เบบี้ไมม์’ เติบโตไปพร้อมผู้ชม
กลุ่ม “ทรีโอ” นักแสดงชาวไทย เบบี้ไมม์เริ่มขึ้นเวทีแสดงละครใบ้ “นานาชาติ” ที่งาน Pantomime in Bangkok ตั้งแต่ครั้งแรกๆ
เบบี้ไมม์เริ่มต้นจากการเข้าร่วมงาน Pantomime in Bangkok ในฐานะ “ผู้ชม” มาก่อนจน เกิดความประทับใจ เมื่อวันหนึ่งพวกเขาได้มาร่วมงานนี้ในฐานะ “นักแสดง” แล้วได้รับคำติชมจากนักแสดงชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่นับถือในฐานะ “อาจารย์” ของชาวละครใบ้ นอกจากสร้างความดีใจที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ของเทศกาลแล้ว ยังเป็นโอกาสได้พัฒนาตัวเอง แต่ละช่วงที่ได้เปลี่ยนผ่าน Pantomime in Bangkok จึงเป็นเหมือนบ้าน…เหมือนครอบครัว สำหรับพวกเขาด้วย ทุกปีที่ได้เติบโตขึ้นมา มีโอกาสได้เห็น “สิ่งมหัศจรรย์” ที่เกิดขึ้นบนเวที
“พวกผมอยู่ในงาน เราดูการแสดงของนักแสดงท่านอื่นกันทุกรอบ รู้สึกถึงพลังจากการแสดงของเขาจริงๆ ขนาดเป็นนักแสดงพวกเรายังอยากดูเองเลย ในฐานะผู้แสดง พวกเราดีใจและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Pantomime in Bangkok ทุกครั้งหลังจากที่ได้เริ่มแสดง อยากให้มีทั้งผู้ชมเดิมที่เคยชมกันมาแล้ว และอยากให้มีคนดูใหม่ๆ ด้วย เพราะ ‘เบบี้ไมม์’ พวกเราตั้งใจเตรียมการแสดงอย่างดีทุกครั้ง”
ในเทศกาลละครใบ้ในกรุงเทพฯที่ผ่านมา เบบี้ไมม์แสดงเรื่อง The Teacher มีเรื่องสั้นๆ รวมหลายเรื่อง ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “คุณครู” ในหลายมิติด้วยกัน และเชื่อว่าแทบทุกคนจะต้องมีความทรงจำเกี่ยวกับ “คุณครู”
ความสนุกของเรื่องจึงอยู่ที่เรื่องราวของครูในดวงใจสำหรับทุกคน


‘กุริ กุริ เกิร์ล’ ร่ายการแสดงเช่น ‘ไฮกุ’
กุริ กุริ เกิร์ล หญิงอ้วนสวมหน้ากากซึ่งเป็น “แมสคอต” ของงานนี้และเป็นที่รักของผู้ชม เปิดเผยว่า เธอรู้สึกและขอบคุณผู้ชมคนไทยเสมอ เพราะคนดูมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้เกิด Pantomime in Bangkok ขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
“เวลาที่มีโอกาสได้พบกับคนดูหลังจบการแสดง พวกเขามาพูดคุยแล้วบอกว่าพวกเขาติดตามชมอยู่…นั่นคือความสุข ทุกครั้งที่เตรียมการแสดงจึงตั้งใจและอยากนำเสนอผลงานละครใบ้ชิ้นใหม่ๆ เสมอ ด้วยความที่หลงใหลละครใบ้ตรงที่ไม่ต้องใช้ภาษาแต่สื่อสารได้ทั้งเรื่องราวที่มีหลากหลายอารมณ์ การแสดงของฉันจึงเน้นความสนุกสนาน แต่มีความสั้นกระชับ เหมือนอย่างบทกวีไฮกุของญี่ปุ่น คนดูเห็นการเล่าเรื่องเบื้องหน้าจะมีความสนุกและอ่อนโยน แต่มี ‘ข้อความ’ น่าสนใจอื่นๆ ซ่อนอยู่อีกมากมาย ที่ต้องใช้จินตนาการถ่ายทอดและให้คนดูร่วมใช้จินตนาการในการชมด้วยความสนุกไปด้วยกัน”

กุริ กุริ เกิร์ล กล่าวว่า มีประสบการณ์ในการแสดงมานานราว 35 ปี มีความประทับใจจากการไปแสดงหลากหลายที่ในทุกมุมโลก แต่ที่รู้สึกประทับใจที่สุดคือตอนที่ได้มีโอกาสไปเล่นละครที่แอฟริกา ในห้วงเวลาหนึ่งอาทิตย์ได้เดินทางไปเล่นในหมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่งในแอฟริกา ซึ่งเป็นการตั้งใจเดินทางไปแสดงอย่างเดียวโดยไม่เก็บค่าชม แต่กลับได้สิ่งของตอบแทนจากชาวบ้านแอฟริกามากมายโดยไม่ได้ร้องขอทั้งหนังงู หนังสัตว์ หรือกระทั่งแกะตัวเป็นๆ มามอบให้เป็นการตอบแทน ซึ่ง กุริ กุริ เกิร์ล บอกว่า ถูกทำเป็นอาหารมาอยู่ในท้องเรียบร้อยในวันรุ่งขึ้น
เธอบอกอีกว่า ได้มาแสดงละครใบ้ในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 21 ปีที่แล้ว คือในงานละครใบ้ในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 1 การกลับมาแสดงในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 2
ส่วนที่ผู้ชมชื่นชอบการแสดงของคู่นี้มากนั้น ทำให้ทั้งสองรู้สึกดีใจมาก พร้อมบอกด้วยว่าทั้งคู่เล่นละครใบ้เคียงคู่กันมาตลอด
“เพราะมีเสียงของแอคคอร์เดียน จึงมี กุริ กุริ เกิร์ล ทุกวันนี้”
ทุกครั้งที่ทั้งคู่ได้มาเล่น มีความรู้สึกประทับใจมากที่คนไทยเข้าถึงความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้สื่อถึง คิดว่าผู้ชมเก็บรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน จนรู้สึกว่าคนไทยมีความละเอียดอ่อน
การมาแสดงในประเทศไทยครั้งนี้ นักแสดงหญิงที่สวมหน้ากากมีอาการเจ็บขา ทำให้เดินและยืนลำบาก แต่เมื่ออยู่บนเวทีกลับสามารถมอบความสุขให้ผู้ชมได้อย่างราบรื่น จนไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังบาดเจ็บอยู่

คู่หูต่างวัย ‘อะยุโคจิ’
คู่หูใหม่แกะกล่องจากญี่ปุ่น “อะยุโคจิ” ถือเป็นส่วนผสมอย่างลงตัวโดยนักแสดงรุ่นใหญ่มากประสบการณ์ มีเทคนิคในการเล่นกับคนดู จนถือเป็นปรมาจารย์ละครใบ้ “โคจิมะยะ มันสุเกะ” เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ผู้ชมไทยคุ้นเคย กับ “อะยุมิ” นักแสดงละครใบ้คลื่นลูกใหม่ไฟแรงหลากคาแร็กเตอร์ ที่นับว่ามีพลังและมีวิธีดึงความสนใจคนดูอีกแบบ ด้วยอายุที่ห่างกันถึง 34 ปี ทั้งคู่หยิบเรื่องสนุกๆ จากชีวิตประจำวัน อย่างเรื่องผู้จัดการและไอดอล และเข็มแผ่นเสียงกับผู้ฟัง ที่สนุกไม่ซ้ำใคร
อะยุมิบอกว่า เธอมีประสบการณ์น้อยที่สุดในหมู่นักแสดง โดยเริ่มเล่นละครใบ้มาเพียง 7 ปี แต่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ค้นพบความสนุกและรู้ว่านี่คือสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นนักแสดงตลกมาก่อน และโชคชะตานำพามาได้มาเล่นคู่กับ โคจิมะยะ มันสุเกะ ได้ประมาณ 1 ปีแล้ว เพราะคู่ของเขาได้เสียชีวิตลงและอยากหาคู่เล่นใหม่ จนได้พบกับอะยุมิ
อายุของผู้แสดงที่ต่างกันมาก ทำให้ทั้งคู่มีความคิดที่ไม่ตรงกัน ซึ่งอะยุมิมีความเกรงใจในช่วงแรกเพราะความไม่คุ้นเคย แต่สุดท้ายก็จบด้วยความลงตัวเป็นอย่างดี

‘อินะกะคิ คะโอรุ’ ให้ร่างกายเป็นคนพูด
นักแสดงหญิงจากญี่ปุ่น อินะกะคิ คะโอรุ ใช้มุมมองความอ่อนโยนของผู้หญิง ถ่ายทอดละครใบ้เรื่อง “ดอกไม้ไฟ (Fireworks)” โดยสร้างบรรยากาศของเทศกาลงานวัดแบบญี่ปุ่นให้ปรากฏขึ้นบนเวทีละครใบ้ ทั้งร้านขายหน้ากาก ซุ้มสายไหม และบ่อเกมช้อนปลาทอง ท่ามกลางผู้คนมากมาย เด็กน้อยพลัดหลงกับคุณแม่ การผจญภัยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเกิดขึ้น
ถึงเธอจะเป็นสมาชิกใหม่ของเทศกาลละครใบ้ในกรุงเทพฯ แต่ก็มีประสบการณ์เล่นละครใบ้มาเป็นเวลา 10 ปี การมาประเทศไทยครั้งแรกในครั้งนี้ ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้น บรรยากาศน่าตื่นตาตื่นใจมาก แม้จะมีความกดดันจากการที่มีประสบการณ์น้อยกว่าคนอื่น แต่ก็สามารถแสดงออกมาได้ดีมาก จากการทุ่มเทเวลาในการฝึกซ้อมถึงสามเดือน เพื่อที่จะมาโชว์ในประเทศไทย เพราะเธอแสดงคนเดียว จึงต้องดึงพลังออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะสื่อถึงคนดูทุกโซนในโรงละคร
“ความจริงเป็นนักแสดงละครเวทีมาก่อน แต่เรียนละครใบ้ด้วยเพื่อเสริมการเคลื่อนไหวทางร่างกาย แต่พอเรียนแล้วรู้สึกว่าละครใบ้มีความพิเศษ เพราะใช้ได้แค่ร่างกาย ฉะนั้นจึงต้องใช้แอคติ้งในการจัดระเบียบร่างกายมากกว่าปกติ”
ภายใต้ความเงียบ และการสื่อสารด้วยอวัจนภาษา กลับทำให้สายตาทุกคู่ถูกดึงดูดให้จดจ่อและเพลิดเพลินไปกับจินตนาการ สร้างทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน หรือแม้กระทั่งน้ำตา และความเศร้า รวมไปถึงความคิดต่างๆ มากมาย ที่สอดแทรกอยู่ภายใต้การเคลื่อนไหวของร่างกายนักแสดง



แม้ว่าละครใบ้จะเริ่มเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถในการสื่อสารผ่านร่างกาย แต่ความนิยมในวงกว้างนั้นยังจัดว่าน้อยมาก และยิ่งถ้าพูดถึงคณะละครใบ้ที่มีผู้ชมติดตามชมโดยจ่ายค่าบัตรนั้น ยิ่งน้อยกว่า ประกอบกับพื้นที่สำหรับการแสดงละครใบ้ในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ยังใช้พื้นที่ตามสถานที่สาธารณะทั่วไป ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างศิลปะแขนงอื่น จึงทำให้ละครใบ้ในเมืองไทยยังมีพื้นที่อยู่ในแวดวงจำกัด
ละครใบ้เป็นศิลปะการแสดงประเภทหนึ่งที่เรียกร้องความสามารถและการฝึกซ้อมของนักแสดง ผสานกับแง่มุมแนวคิด ที่จะนำมาบอกเล่าผ่านการใช้เทคนิคของร่างกาย
ขณะที่ศิลปะชนิดนี้เปิดกว้างในการสื่อสารระหว่างผู้คน ด้วยภาษาร่างกายที่เป็นสากลไม่ว่าเชื้อชาติภาษาใด แต่กลับมีพื้นที่ไม่มากนักที่จะให้ศิลปินได้พูดคุยบนพื้นฐานของจินตนาการ








