“น้ำใจไทยหายไปไหน” เป็นเรื่องจากปกของนิตยสาร “คิด” ฉบับกรกฎาคม 2561 (ปีที่ 1 ฉบับที่ 10) ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)
เหตุที่น้ำใจไทยหายไปไหนมาจาก “วิถีไทยเปลี่ยนไป น้ำใจก็เปลี่ยนแปลง” เมื่อสังคมไทยอ้าง “น้ำใจ” มาใช้ในทางที่ผิด ส่งผลให้ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้?”
ไม่เกรงใจ
ชวนให้คิดถึงสิ่งที่เรียก “เกรงใจ” ซึ่งไทยจำนวนไม่น้อยอวดว่าเป็นความวิเศษของไทยที่ไม่พบในสังคมอื่น โดยเฉพาะไม่พบในสังคมฝรั่ง
แต่แล้ว “วิถีไทยเปลี่ยนไป เกรงใจก็เปลี่ยนแปลง” ดูจากความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เพราะผู้ได้เปรียบไม่เกรงใจผู้เสียเปรียบ หรือผู้ฉวยโอกาสไม่เกรงใจผู้ด้อยโอกาส
ไทยไม่มี ‘คนอื่น’
น้ำใจไทยหายไปไหน เพราะอะไร? อธิบายได้หลายมุมมอง สุดแต่ใครมีประสบการณ์อย่างไร? แต่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยบอกไว้ในบทความเรื่อง “บริการนอกวัฒนธรรมไทย” (มติชนสุดสัปดาห์ 8-14 มิถุนายน 2561 หน้า 32) ดังนี้
“หลักสูตรการศึกษาไทย (ทั้งในแบบและนอกแบบ) มี ‘คนอื่น’ อยู่น้อย หรือไม่มีเลย
แม้แต่วิชาศีลธรรมยังสอนให้ทำสิ่งดีๆ เพื่อประโยชน์ของตนเอง (ตั้งแต่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ, ทางสังคม เช่น ได้รับความนับหน้าถือตา, ไปจนถึงบรรลุโลกุตรธรรม)
ที่จริงพื้นฐานของศีลธรรมคือคนอื่นโดยแท้ เพราะหากอยู่คนเดียวก็ไม่จำเป็นต้องมีศีลธรรมเลย”
มิวเซียมไทย
มิวเซียมในไทย (เรียกพิพิธภัณฑ์) มี “คนอื่น” อยู่น้อย หรือไม่มีเลย
เห็นได้จากการจัดแสดงมุ่งสนองคนส่วนน้อยที่ชื่นชมประวัติศาสตร์ศิลปะและของสูงค่า แต่ไม่เพื่อคนส่วนใหญ่ที่ต้องการข้อมูลความรู้ประวัติศาสตร์สังคมการเมืองและเศรษฐกิจ
มิวเซียมทางสากล เป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะ (การศึกษามวลชน) จัดแสดงเพื่อแบ่งปัน “คนอื่น” ด้วยข้อมูลความรู้หลากหลายทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจการเมือง
คนอื่น
“คนอื่น” ในวิถีชีวิตประจำวันโดยทั่วไปสมัยก่อนๆ ไม่ใช่ตัวเรา และไม่ใช่เครือญาติที่เรารู้จักมักคุ้น แต่เราเกรงใจและมีใจเผื่อแผ่แบ่งปัน เป็นความสัมพันธ์ปกติของคนกับคนด้วยกัน รวมถึงคนกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ
คนพื้นเมืองก่อนกินน้ำหรือกินเหล้า ต้องรินใส่ภาชนะให้ล้นลงดิน หรือกินเหลือก้นถ้วยเททิ้ง เพื่อแบ่งปันผีสางและมดปลวกในดินกินบ้าง

