ส่องวิสัยทัศน์เรื่อง ‘สิทธิสัตว์’ แก้ปัญหา ‘สัตว์จรจัด’ ในมุมมองพรรคการเมือง

6.08.18 | 19:28 น.

เป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยมาช้านานสำหรับเรื่องของ“สัตว์จรจัด” และ “สัตว์เร่ร่อน”

จะเห็นได้ว่าจากสถิติของสุนัขที่ไม่มีเจ้าของทั่วประเทศโดยสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ เมื่อปี พ.ศ.2557 มีจำนวนมากถึง 722,625 ตัว และอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในปัจจุบัน

ตามมาด้วยปัญหามากมาย ไม่เพียงเเต่สัตว์จรจัดเหล่านี้จะ “กัด” หรือ “ทำร้ายคน” เท่านั้น ยังมีประเด็น “การทารุณกรรม” เเละ “ลักลอบซื้อขายสัตว์คุ้มครอง” มากมายนับไม่ถ้วน

จนเกิดการผลักดันการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ขึ้น

ถึงแม้ว่าร่าง พ.ร.บ.เพื่อคุ้มครองสัตว์จะผ่านแล้วก็ตาม แต่ก็ยังต้องรอการออกกฎหมายลูกมารองรับ ทำให้ปัจจุบันยังพบปัญหาเรื่องสัตว์ที่ต้องเร่งแก้ไข

Advertisement

ในงานเสวนา “สัตว์ สิทธิและโอกาส” ซึ่งจัดโดยกลุ่ม THAILAND ANIMAL RIGHTS ALLIANCE ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้ มีการหยิบยกประเด็นของสัตว์จรจัดมาพูดคุยแลกเปลี่ยนไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีผู้ที่ทำงานด้านสัตว์โดยตรง ยังเปิดเวทีให้หลายฝ่ายร่วมเเลกเปลี่ยน

เเต่ที่น่าในใจคือการแลกเปลี่ยนทรรศนะเเละแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการจัดการเรื่องสิทธิสัตว์ในประเทศไทยผ่านหัวข้อ “การเมืองเรื่องสิทธิสัตว์” ที่มีตัวเเทนจากพรรคเก่าเเละพรรคใหม่เข้าร่วม

เนื่องจากที่เป็นปัญหาสำคัญของทุกคนที่จำเป็นจะต้องหาทางออกร่วมกัน

เริ่มต้นที่พรรคการเมืองเก่าเเก่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งมี ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมร่าง พ.ร.บ.การป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ จนผ่านไปสู่ขั้นให้กรรมาธิการ หน่วยงานราชการ พรรค และประชาชน ร่วมพิจารณาแก้ไขร่าง จนผ่านสภาได้ในที่สุด

ณัฏฐ์บอกว่า บางคนมองว่านักการเมืองไม่สนใจเรื่องเกี่ยวกับสัตว์มากนัก แต่จริงๆ แล้วมีการดำเนินการอยู่ตลอด เเละในฐานะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมก็เเอบดีใจลึกๆ ที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ คิดว่าน่าจะจบลงด้วยดี แต่กลายเป็นว่าทำให้คนภายนอกมองว่าเป็นคนโลกสวย ทำให้ต้องกลับมาทบทวนเพราะประชาชนบางส่วนไม่เข้าใจเเละส่งผลในทางลบ

ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 21(6) การป้องกันตัวจากสัตว์ไม่ถือเป็นการทำร้ายสัตว์ แต่ประชาชนทั่วไปไม่เคยทราบ เช่นเดียวกับอีกหลายเรื่อง ซึ่งส่วนตัวแล้วมองว่าเกิดจากการที่ พ.ร.บ.ร่างเสร็จแล้วไม่ได้ถูกใช้งานด้วยตนเอง ต้องมีกฎกระทรวงและกฎหมายลูกมารองรับ โดยหลังจากนี้จะเตรียมเข้าพบกับผู้เกี่ยวข้องในการร่าง พ.ร.บ. เพื่อนำไปสู่การร่างนโยบายให้สามารถบังคับใช้ได้จริง

สำหรับนโยบายจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ณัฏฐ์บอกว่า แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.การดูแลตั้งแต่การเพาะเลี้ยง ฟาร์ม การจดทะเบียน 2.ควบคุมปริมาณ กำหนดว่าคนเลี้ยงต้องมีใบอนุญาตคล้าย

กับใบอนุญาตขับรถยนต์ เเละอาจจะมีการเก็บภาษีผู้เลี้ยง หรือกำหนดว่า 1 คนสามารถเลี้ยงสัตว์ได้กี่ตัว 3.เปลี่ยนสถานกักกันจากแบบปิดให้เป็นแบบเปิด พร้อมทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นและภาคประชาชน

“ผมมองว่าควรมีการปรับแก้ระเบียบราชการ เพื่อลดการทุจริตจะได้ไม่ต้องหางบประมาณใหม่มาใช้กับการแก้ปัญหานี้ ถ้าทุกฝ่ายทำงานจริงโดยไม่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง งบประมาณเดิมที่มีอยู่ก็สร้างประโยชน์ได้อีกมากมาย”

ณัฏฐ์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ และจะผลักดันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือจะไม่มีการเลือกตั้ง แต่ก็จะเดินหน้าต่อไป

ขณะที่พรรคการเมืองน้องใหม่ อย่าง “พรรคอนาคตใหม่” ส่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาร่วมเเลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ธนาธรเล่าถึงประสบการณ์สมัยเมื่อยังเป็นเด็กว่า เคยนำกระต่ายที่ถูกทิ้งมาเลี้ยง และเมื่อเพื่อนบ้านใกล้เคียงทราบก็นำมาให้เลี้ยงเพิ่มจนผ่านไป 3 เดือนมีกระต่าย 30 ตัว จนต้องพยายามติดต่อเพื่อจ้างคนที่มีความรู้ความเข้าใจมารับไปเลี้ยงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระได้ เเล้วกระต่ายเองก็ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

“จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มองว่าควรจะมีการควบคุมการซื้อขายสัตว์เลี้ยง รวมไปถึงการนำสัตว์ไปทิ้งและการทารุณกรรมสัตว์ด้วย ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีช่องทางหรือกระบวนการที่จะรองรับปัญหาสัตว์ถูกทิ้ง และการจัดการเรื่องสิทธิสัตว์อย่างเข้มงวด”

ส่วนข้อเสนอของพรรค ธนาธรระบุว่า ต้องเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ และคืนสิทธิให้สัตว์ โดยแบ่งเป็น 5 ข้อดังนี้

1.การขายสัตว์ต้องถูกจัดการจริงจัง จะเห็นได้ชัดว่าสัตว์ป่าหายาก สัตว์ป่าคุ้มครอง สามารถหาได้ตามจตุจักร ไม่ต้องเข้าป่า ดังนั้นต้องควบคุมปัญหาเหล่านี้ 2.การเพาะพันธุ์ ขาย และเลี้ยง ต้องลงทะเบียนและถ้าคนเลี้ยงไม่พร้อม ไม่มีศักยภาพเพียงพอ ก็ไม่ควรได้เลี้ยง 3.สัตว์พูดไม่ได้ต้องมีคนพูดแทน จึงจำเป็นต้องมีกองตำรวจสวัสดิภาพสัตว์แยกออกมา ไม่ทำงานซ้อนกันเเละมีอำนาจเด็ดขาด 4.ตั้งกองทุนพิเศษเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดในอดีต เเต่ไม่ต้องใหญ่หรือมีงบประมาณมาก 5.ส่งเสริมให้มีโรงพยาบาลและบุคลากรเฉพาะทางทางสัตว์มากขึ้น เพื่อเยียวยาสัตว์ที่ถูกทำร้าย

ธนาธรบอกอีกว่า มนุษย์เย่อหยิ่งเกินไปเเละต้องการจะเอาชนะธรรมชาติ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ภายใต้การควบคุม มีการสร้างความชอบธรรมว่าจะทำอะไรกับสิ่งมีชีวิตอื่นก็ได้ ทำให้สัตว์สิ่งแวดล้อมถูกทำลายมาช้านาน

“สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตควรอยู่ร่วมกันได้ ในระบบนิเวศที่เหมาะสมไม่ถูกกักขัง ทำร้าย และควรได้รับการปกป้องทั้งสัตว์และมนุษย์” ธนาธรกล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า ที่สิทธิของสัตว์ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะสิทธิของคนก็ไม่ได้รับการยอมรับเช่นกัน สิทธิมนุษยชนในไทยไม่มีมานานเเล้ว ทำให้สัตว์ไม่ได้รับการเหลียวแล

ด้าน สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ตัวแทนจากพรรคเกียน ระบุว่า แม้ตัวเองจะไม่มีประสบการณ์โดยตรง เพราะส่วนใหญ่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็เห็นด้วยว่าทำไปคู่กัน ทั้งมนุษย์เเละสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพราะมนุษย์เองก็คงจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น ลองนึกภาพหากเข้าป่าไปแล้วมีต้นไม้ไม่กี่ชีวิต ไม่มีสัตว์ป่าคงน่าเศร้า

สำหรับปัญหาสุนัขจรจัด สมบัติมองว่า เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ เพราะสังคมที่มีการจัดการที่ดีจะไม่มีปัญหาเหล่านี้ แต่เราไม่รู้จะเอาสุนัขไปไว้ที่ไหนเพราะไม่มีเจ้าของ สุดท้ายสถานกักกันสัตว์ของรัฐก็กลายเป็นคุกของสุนัข เราะฉะนั้นเราจึงต้องมองปัญหาร่วมกัน

แม้ว่าทั้ง 3 พรรคการเมืองจะมีความแตกต่างกันในหลายด้านหลายมิติ แต่เมื่อเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและโอกาสของสัตว์แล้ว สังเกตเห็นได้ว่ามีนโยบายที่ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เนื่องจากเรื่องของ “สัตว์จรจัด” และ “สัตว์เร่ร่อน” เป็นปัญหาที่หลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจมากขึ้น


เปิดสาระสำคัญ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ ฉบับแรกของประเทศไทย

วันที่ 27 ธันวาคม 2557 ได้มีการประกาศ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือว่ามีผลใช้บังคับแล้ว

โดยแบ่งเป็น 8 หมวด ดังนี้ หมวด 1 คณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ หมวด 2 องค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์ หมวด 3 สถานสงเคราะห์สัตว์ หมวด 4 การอุทธรณ์

หมวด 5 การป้องกันและการทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งในหมวดนี้มีส่วนที่น่าสนใจคือ การกระทำที่ได้รับการยกเว้นไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรม 11 ประการ อาทิ การฆ่าสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร ทั้งนี้ เฉพาะสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร, การฆ่าสัตว์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่าย เนื้อสัตว์, การฆ่าสัตว์เพื่อควบคุมโรคระบาดสัตว์ตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์, การฆ่าสัตว์ในกรณีที่สัตวแพทย์เห็นว่าสัตว์ป่วย พิการ หรือบาดเจ็บและไม่สามารถเยียวยาหรือรักษาให้มีชีวิตอยู่รอดได้โดยปราศจากความทุกข์ทรมาน, การฆ่าสัตว์ตามพิธีกรรมหรือความเชื่อทางศาสนา (6.) การฆ่าสัตว์ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์อื่น หรือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ทรัพย์สิน, การจัดให้มีการต่อสู้ของสัตว์ตามประเพณีท้องถิ่น เป็นต้น

ยังมี หมวด 6 การจัดสวัสดิภาพสัตว์ หมวด 7 พนักงานเจ้าหน้าที่ และ หมวด 8 บทกำหนดโทษ สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้

สำหรับเหตุผลของการร่าง พ.ร.บ.และประกาศใช้ ปรากฏในท้ายประกาศว่า เนื่องจากสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก และเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งแวดล้อม จึงควรได้รับการคุ้มครอง มิให้ถูกกระทำการทารุณกรรม และเจ้าของสัตว์ ซึ่งนำสัตว์มาเลี้ยง จะต้องจัดสวัสดิภาพให้เหมาะสมตามประเภทและชนิดของสัตว์ ทั้งในระหว่างการเลี้ยงดู การขนส่ง การนำสัตว์ไปใช้งาน หรือใช้ในการแสดง

ดังนั้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้สัตว์ได้รับการคุ้มครองตามธรรมชาติของสัตว์อย่างเหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้